
2 สมิงสาวแห่งวงการสักหลาดจีน
และแล้ว วงการเทนนิสจีนก็ได้เฮกันยกใหญ่ หลังผลการแข่งขันเทนนิสรายการออสเตรเลียน โอเพน แกรนด์สแลม ลำดับแรกของปีได้คู่ชิงรอบรองชนะเลิศเป็น เซเรนา วิลเลียมส์ กับ หลี่นา และ เอแนงกับเจิ้งเจี๋ย หากสังเกตดีๆ จะพบว่า พื้นที่สำหรับการชิงชนะเลิศรายการนี้ มีสาวนักหวดจากจีนถึงสองคน นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการสักหลาดจีนอย่างแท้จริง แต่กว่าจะมีวันนี้ พวกเธอต้องล้มลุกคลุกคลานและฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ก่อนจะมาเป็นดาวเจิดจรัสวงการ
กล่าวกันว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ความสำเร็จในวันนี้ของเจิ้งเจี๋ยและหลี่นา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนเช่นกัน เป็นที่ยอมรับกันโดยดุษณีว่า การเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของการแข่งขันในครั้งนี้ ช่วยยกระดับวงการเทนนิสเอเชียให้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ เส้นทางสู่ความสำเร็จของพวกเธอแลกมาด้วยความพากเพียร ความอดทนและอื่นๆ อีกมากมายเฉกเช่นเดียวกับพัฒนาการของวงการเทนนิสจีนที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
เทนนิสถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากคนทั่วโลก แต่สำหรับชาวจีนแล้ว ถือเป็นประเภทกีฬาที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยเข้าถึงวิธีการเล่นและกฎกติกา ที่สำคัญ ชาวจีนจำนวนมากยังคงคลั่งไคล้ในกีฬาที่ตนเป็นเจ้าโลกอย่างเทเบิลเทนนิส ยิมนาสติก กระโดดน้ำ ฯลฯ อีกอย่าง หลายคนก็มองว่า การเล่นเทนนิสต้องลงทุนสูงกว่ากีฬาชนิดอื่นๆ มาก ผู้ที่มีรายได้ต่ำ แต่รสนิยมสูงทำได้แค่ชมการแข่งขัน เพราะไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้ ส่งผลให้จำนวนผู้เล่นเทนนิสของจีนเมื่อหลายสิบปีก่อนดูหร็อมแหร็มมาก
ทว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมเมื่อราวสามสิบปีก่อน กลับเป็นจุดหักเหที่ทำให้เทนนิสเริ่มกลายเป็นที่รู้จักและสนใจในหมู่ชาวจีนมากขึ้น เงินทุนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมาเกื้อหนุนวงการเทนนิสจีนอย่างไม่ขาดสาย สร้างนักเทนนิสรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยประดับวงการเทนนิสเอเชีย แต่แล้ว ความพ่ายแพ้ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2002 ซึ่งทีมเทนนิสจีนไม่สามารถคว้าเหรียญใดๆ กลับมาฝากคนในประเทศ ก็ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลับมาทบทวนและเป็นที่มาของการปฏิรูปวงการเทนนิสจีนครั้งใหญ่ โดยวางเป้าไปที่การพัฒนาเทนนิสหญิงและให้เทนนิสหญิงคู่เป็นแกนหลัก จากนั้นสองปี ข่าวดีก็มาเยือน เมื่อซุนเถียนเถียนและหลี่ถิง สามารถคว้าเหรียญทองเทนนิสหญิงคู่ในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ 2004 อย่างเหนือความคาดหมาย ตอกย้ำว่าวงการเทนนิสจีนเดินมาถูกทางแล้ว
ในบรรดานักเทนนิสสาวดาวเด่นของจีนที่โลดแล่นอยู่ในสนามแข่งระดับโลกเพียงไม่กี่คนนั้น ชื่อของเจิ้งเจี๋ย และหลี่นา ถือเป็นตัวแทนนักเทนนิสจีนมากคุณสมบัติที่มีความโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ อาจเป็นเพราะทั้งคู่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่น่าสนใจก็ว่าได้
เจิ้งเจี๋ย สาวเสฉวนหน้ามนคนนี้ ฝึกเทนนิสตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จากนั้นก็มีพัฒนาการในการเล่นเรื่อยมา กระทั่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันภายในประเทศ และสามารถคว้าแชมป์ในหลายรายการ จนเป็นที่จับจ้องของสต๊าฟโค้ชทีมชาติจีน และคัดเลือกให้เธอเป็นตัวแทนประเทศในการแข่งขันระดับชาติ เธอเป็นนักเทนนิสร่างเล็กเอามากๆ เมื่อเทียบกับนักเทนนิสจากยุโรปหรืออเมริกาที่สูงใหญ่ จึงได้เปรียบในเรื่องการคุมพื้นที่ในสนาม แต่รูปร่างก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการประมือกับคู่ต่อสู้ ไม้เด็ดของเธออยู่ที่การเล่นเบสไลน์ได้ดีมาก ขยันวิ่งเก็บทุกลูกทุกเม็ด มีฝีเท้าที่ฉับไว เรื่องที่โดดเด่นกว่านักเทนนิสหลายคนก็คือ สภาพจิตใจที่มั่นคง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาเธอไปสู่ความสำเร็จในวันนี้
เป็นที่ยอมรับกันว่าเจิ้งเจี๋ยสร้างผลงานโดดเด่นทั้งประเภทหญิงเดี่ยวและหญิงคู่ สถิติการเป็นแชมป์หญิงคู่รายการวิมเบิลดัน และเฟรนช์ โอเพน 2006 ของเธอ การันตีสิ่งที่ว่านี้ ในส่วนของรายการแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยวในแกรนด์สแลม หลายปีมานี้เธอก็มีโอกาสได้เข้ารอบลึกๆ อยู่หลายครั้ง เช่น การเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายรายการเฟรนช์ โอเพน 2004 การเข้ารอบรองชนะเลิศรายการวิมเบิลดัน 2008 ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ส่งผลให้เธอมีชื่อติด 50 อันดับนักเทนนิสหญิงโลกในที่สุด
สำหรับสาวร่างใหญ่ผิวคล้ำอย่างหลี่นานั้น มีบุคลิกที่เคร่งขรึมแตกต่างจากเจิ้งเจี๋ยอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความสามารถแล้ว คงไม่เป็นรองอย่างแน่นอน นิสัยส่วนตัวของเธอจะเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย ดึงดัน เลยทำให้ไม่เป็นที่ชื่นชอบในหมู่สื่อมวลชนเท่าใดนัก ลีลาและรูปร่างของเธอถือว่าเป็นต่อเจิ้งเจี๋ยอย่างเด่นชัด แต่ความแน่วแน่ทางจิตใจกลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เธอก้าวไปไม่ถึงดวงดาว และพลาดโอกาสงามๆ ในการสร้างสถิติให้กับตัวเอง ทว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การฝึกจิตใจให้แข็งแกร่งช่วยให้เธอสร้างผลงานชิ้นโบแดงให้กับตัวเองติดต่อกันหลายรายการ โดยเฉพาะผลงานการเอาชนะนักเทนนิสระดับพระกาฬหลายต่อหลายคนจนเข้ารอบรองชนะเลิศการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพน 2010 จนสามารถเลื่อนอันดับติดนักเทนนิสหญิงท็อปเทนของโลกในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่เธอก็ทำสำเร็จ
คำให้สัมภาษณ์ของเธอเกี่ยวกับการประมือกับวีนัส วิลเลียมส์ และเซเรนา วิลเลียมส์ น่าสนใจมาก แม้ว่าเธอจะเคยเอาชนะวีนัสเมื่อครั้งโอลิมปิกเกมส์ที่ปักกิ่งในปี 2008 แต่เธอก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ยาวนานจนแทบจำไม่ได้ และไม่อยากนำมาเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ เพราะสิ่งที่เธออยากรู้มากกว่าก็คือการได้ลงสนามและประมือกับนักเทนนิสหญิงผู้นี้อีกครั้ง ในส่วนของเซเรนานั้น ยังไม่ต้องการคาดเดา หากไม่สามารถพิชิตวีนัสได้ การประมือกับเซเรนาก็ไม่มีวันเกิดขึ้น เห็นได้ว่า ความในใจเพียงน้อยนิดของเธอสะท้อนให้เราเห็นถึงการอยู่กับความจริงและทำวันนี้ให้ดีที่สุด นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมีบทบาทในวงการเทนนิสโลก ณ วันนี้
เบื้องหลังความสำเร็จของสาวน้อยทั้งสองคนนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกำลังใจของสามีที่คอยเป็นทั้งโค้ชและคู่ชีวิตทั้งในและนอกสนาม ด้วยบุคลิกที่แตกต่างกันทำให้เธอทั้งสองเป็นตัวแทนของหญิงสองประเภท เจิ้งเจี๋ยสาวน้อยที่มีแต่รอยยิ้มและความสดใสบนใบหน้ามักจะส่งสายตาอ้อนวอนแฟนหนุ่ม หากมีการฝึกซ้อมอย่างหนักจนเธอรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้บรรยากาศในการฝึกผ่อนคลายลงบ้าง ขณะที่หลี่นาซึ่งมีนิสัยแข็งกร้าว จะระบายอารมณ์ใส่สามีเป็นครั้งคราว หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่ทั้งคู่ก็ยังครองรักกันดี เพราะอยู่กินกันมานานนับสิบปีจนรู้ใจกัน จุดเล็กๆ ของชีวิตเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ผลักดันให้เธอทั้งสองก้าวสู่วงการเทนนิสโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
แต่ใช่ว่าวงการเทนนิสจีนจะหยุดการพัฒนานักเทนนิสรุ่นใหม่เพียงเท่านี้ เพราะเมื่อดูอายุของนักเทนนิสสาวทั้งสองคนที่เขยิบเข้าใกล้เลข 3 เข้าไปทุกที ก็น่าเป็นห่วงอยู่ หากไม่มีการส่งเสริมนักเทนนิสมากคุณภาพขึ้นมาทดแทน ความสำเร็จในวันนี้ก็จะค่อยๆ จางหายไปกับกาลเวลา หนทางการก้าวสู่ความเป็นเจ้าในวงการเทนนิสโลกของนักหวดสาวจีนอยู่ในมือของนักเทนนิสเยาวชนตัวน้อยๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง
เพราะความสำเร็จเป็นรางวัลของผู้ที่มีความเพียรพยายาม







