
มัลลิกา จิว หนึ่งบวกหนึ่ง...ผลลัพท์(ที่ได้)มีมากกว่าสอง
เห็น “มัลลิกา จิว” หรือ “เอ” ทายาทคนโตของ “ธวัฒน์ จิว” นักธุรกิจเจ้าของเครื่องหนังไทยแบรนด์ “อัลเบโด้” (Albedo)
เห็น “มัลลิกา จิว” หรือ “เอ” ทายาทคนโตของ “ธวัฒน์ จิว” นักธุรกิจเจ้าของเครื่องหนังไทยแบรนด์ “อัลเบโด้” (Albedo)
ในงานเปิดตัวคอลเลกชันซิกเน็ต (Signet) กระเป๋าหนังลายโมโนแกรมที่นำเอารูปแตรสัญลักษณ์คลาสสิกของอัลเบโด้ มาเรียงต่อกันอย่างลงตัวและพิมพ์ลงหนังสีดำสุดเก๋ ที่โรงแรมเรอเนซองต์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดคุยกับเธอ
จะว่าไปเธอคือนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่ตอนนี้กำลังไปได้สวยมากๆ กับการช่วยนำพา “อัลเบโด้” มรดกแห่งตระกูลจิว ไปสร้างชื่อลือลั่นในแวดวงธุรกิจเครื่องหนังในต่างแดนอย่างประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเจ้าแห่งเครื่องหนังชั้นนำของโลก ด้วยการคว้ารางวัลด้านคุณภาพ 1 ใน 5 รางวัล จากจำนวนแบรนด์ที่ได้รับเลือกให้เข้าไปจัดแสดงประมาณ 500 แบรนด์ ในงานไมเปลแฟร์ 2011 (Mipel Fair 2011) งานแฟร์เครื่องหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
เธอจบปริญญาตรี การเงินการธนาคาร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ แล้วทำงานที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งตามสายงานที่เรียนมา 1 ปีกว่าๆ จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโท MBA ที่ญี่ปุ่น 1 ปี ด้วยทุนของรัฐบาลญี่ปุ่น กลับมาจึงได้ช่วยงานธุรกิจครอบครัวเต็มตัวและทำทุกอย่าง
“เข้ามาตอนแรกทำหมดเลย ทั้งเอชอาร์ การจัดซื้อ ไฟแนนซ์ รวมถึงงานด้านการตลาดและการส่งออกซึ่งเป็นงานหลัก เนื่องจากธุรกิจขณะนั้นเป็นแบบครอบครัวค่อนข้างสูง จึงไม่มีแผนกต่างๆ ชัดเจน เข้ามาจึงต้องทำทุกอย่าง และที่ทำมากขึ้นคือกิจกรรมทางด้านตลาด” ทายาทอัลเบโด้เล่าช่วงเวลาที่เข้ามาช่วยงานใหม่ๆ”
เป้าหมายทำแบรนด์ให้รู้จักทั่วโลก
มัลลิกา จิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มบีพี เลเธอร์ อินดัสทรีส์ ผู้ผลิตกระเป๋าหนังอัลเบโด้ ซึ่งดูแลด้านการตลาดเป็นหลัก กล่าวถึงเป้าหมายในปัจจุบันและอนาคตว่า ต้องการทำให้อัลเบโด้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกไม่เฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น และปัจจุบันได้ขยายตลาดในประเทศอาเซียนแล้ว 2 ประเทศ
“ตอนนี้เราได้ทำตลาดในประเทศอาเซียน 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซียและสิงคโปร์ไปแล้ว และต่อไปคงจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมตัวเรื่องอาฟตา เพราะต่อไปประเทศในอาเซียนจะต้องไปมาหาสู่กันมากขึ้น ฉะนั้นเราจึงต้องทำให้คนอาเซียนได้รู้จักแบรนด์อัลเบโด้ ได้ใช้อัลเบโด้ให้มากขึ้นก่อนที่จะวางแผนขยายไปยังประเทศในแถบอื่นๆ ต่อไป”
มัลลิกา บอกว่า จากรางวัลที่ได้รับในงาน Mipel Fair เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เชื่อว่าจะทำให้อัลเบโด้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และรางวัลนี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าคุณภาพของอัลเบโด้นั้นเท่าเทียมและอยู่ในมาตรฐานเดียวกับทางยุโรป ซึ่งเราจะพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง
“12 ครั้งที่เรานำอัลเบโด้ไปออกงานแสดงสินค้าที่งานนี้ตลอดระยะ 6 ปีที่ผ่านมา จะไปยืนดูเขามอบรางวัลให้ฝรั่งกัน แต่การไปครั้งที่ 13 คณะกรรมการเดินมาดูของเราแล้วบอกว่าให้คุณส่งตัวแทนไปรับรางวัล รู้สึกเซอร์ไพรส์ไปตามๆ กัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ทางเอเชียได้รับ แต่ถ้าดูจากการทำงานและการพัฒนาแบรนด์ของเราที่ตั้งใจ และพยายามพัฒนามาตลอด โดยมีดีไซเนอร์ระดับโลกจากอิตาลีมาสอนเทคนิคการผลิต การออกแบบ และอื่นๆ เฉกเช่นกับทางยุโรป รวมไปถึงเครื่องจักรการผลิตที่ลงทุนค่อนข้างสูง เชื่อว่ารางวัลนี้ดูเหมาะสมกับความพยายามและความตั้งใจของเรา” ทายาทคนโตอัลเบโด้ กล่าว
สร้างงานด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ
นักบริหารรุ่นใหม่คนนี้ มีบุคลิกการทำงานทุ่มเท ใส่ใจ และมีวินัยในตนเอง จากการที่ได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ได้เห็นคุณสมบัติของคนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูง และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น ติดต่อธุรกิจกับคู่ค้า หรือไปงานแสดงสินค้า ก็จะไปเก็บเกี่ยวความรู้กลับมาเพื่อพัฒนาแบรนด์อัลเบโด้ตลอด
“อย่างไปงานแสดงสินค้าก็จะไปเดินดูสินค้าของบูธอื่นๆ ว่าเขามีการพัฒนาไปในทิศทางไหน อย่างไร ทำไมเขาถึงออกแบบอย่างนั้นเพราะอะไร ซึ่งเมื่อกลับมาเมืองไทยก็จะมาประชุมถ่ายทอดความรู้ที่ได้ในที่ประชุม เพื่อให้ทุกคนได้ออกความเห็น โดยเฉพาะทีมดีไซเนอร์ ว่าที่สุดแล้วควรจะเป็นอย่างไรกับคอลเลกชันของเราที่จะออกในซีซันต่อๆ ไป” มัลลิกา กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอยึดมั่นเสมอในการทำธุรกิจ ก็คือความซื่อสัตย์จริงใจกับทุกคน ทั้งลูกค้า พาร์ตเนอร์ ซัพพลายเออร์ ลูกน้อง เพราะเธอเชื่อว่าถ้ามีความซื่อสัตย์จริงใจให้เขาแล้ว พวกเขาก็จะมีความจริงใจให้เราเช่นกัน
เธอย้ำหนักแน่นว่า เมื่อมีความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันแล้ว ผลที่ออกมาย่อมดีเลิศเสมอต่อกันเป็น 2 เท่า เหมือน 1 บวก 1 ผลลัพธ์ออกมาไม่ใช่แค่ 2 แต่มีมากกว่านั้น
งานและชีวิตเป็นสิ่งสำคัญเสมอ สำหรับทายาทตระกูลจิวคนนี้ เป็นคนที่ใส่ใจในงาน มีวินัยในตัวเองสูง และมีความละเอียดอ่อนมาก เธอมองว่าปัจจัย 5 อย่างนี้แหละที่ทำให้ชีวิตและงานอยู่ในความสมดุล
5 ปัจจัยสร้างสมดุลให้ชีวิตและงาน
สติ : ตื่นมาตอนเช้าไปที่ทำงาน กระทั่งเดินทางกลับบ้าน พยายามที่จะบอกกับตัวเองเสมอว่า ให้อยู่กับสตินะ ไม่ว่าจะทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ก็จะไม่ลืมสติ เพราะถ้าไม่มีสติคุ้มครอง ชีวิตมีปัญหาแน่ และการทำงานก็มีปัญหาเช่นกัน
สื่อสาร : ถ้าการสื่อสารล้มเหลว จะไปหวังผลที่เลอเลิศอะไรคงไม่ได้ เพราะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน สื่อสารผิด สื่อสารไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคนละทาง ไม่มีทางสำเร็จ ไม่ว่าจะสื่อสารกับพาร์ตเนอร์ ลูกค้า พนักงาน ก็จะพยายามให้เขาเข้าใจ
สุขภาพ : อย่าได้หวังอะไรมากกับชีวิตหรือการทำงาน ถ้าหากสุขภาพของตัวเองไม่ดี จำอยู่เสมอว่าสุขภาพดีต้องมาก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ฉะนั้นจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ รักษาใจไม่ให้เครียด อย่างนี้ก็มีผลดีต่องานแล้ว
สตางค์ : เงินมีความจำเป็นต้องใช้ แม้ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ก็ควรต้องมี เพราะทุกคนก็ทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพของตน เพราะฉะนั้นชีวิตอย่างเราบางครั้งเงินก็สามารถสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและงานของเราได้
ใส่ใจ : งานใดขาดซึ่งความใส่ใจ งานนั้นไม่มีทางออกมาดี และงานที่ออกมาไม่ดีก็ไม่มีใครสนใจ ขายไม่ออก เพราะเขาไม่อยากได้ ฉะนั้นทุกงานที่ทำจึงต้องใส่ใจเข้าไปให้เต็มที่เพื่อให้งานมีชีวิตชีวา







