
ความจริงครึ่งเดียว ความทุกข์เต็มร้อย
สังคมไทยของเราในเวลานี้ มีปัญหามากพออยู่แล้ว ทุกฝ่าย ควรระวังตัวเอง ไม่ไปเติมปัญหาเหล่านั้นให้ตกต่ำย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้อีก....
สังคมไทยของเราในเวลานี้ มีปัญหามากพออยู่แล้ว ทุกฝ่าย ควรระวังตัวเอง ไม่ไปเติมปัญหาเหล่านั้นให้ตกต่ำย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้อีก....
เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
เคยมีคนกล่าวไว้ “ในสงคราม ความจริงจะถูกสังหารก่อนใคร” ท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยในยามนี้ ก็เป็นเช่นนั้น
ความจริงถูกสังหารเสียเรียบ สิ่งที่ประชาชนได้ยินได้ฟังก็คือ
ความจริงครึ่งเดียว
ความคิดเห็นที่มากด้วยอคติ
โฆษณาชวนเชื่อ
ในสถานการณ์เช่นทุกวันนี้ หากใครอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว ดูโทรทัศน์ช่องเดียว ฟังวิทยุคลื่นเดียว หรือฟังนักการเมืองพรรคเดียว คงมีหวังได้เป็นบุคคล “สุดโต่ง” จนกู่แทบไม่กลับคือ ถ้าไม่รักรัฐบาลหัวปักหัวปำก็คงเกลียดเสื้อแดงเข้าไส้ หรือถ้าไม่รักเสื้อแดงสุดใจ ก็คงเกลียดรัฐบาลสุดขั้ว
สื่อมวลชนจำนวนมากในยามนี้ หาสื่อดีที่มั่นคงต่อจรรยาวิชาชีพยากเต็มที
อ่าน ดู ฟัง สื่อแต่ละแขนง ก็พบแต่ “อคติ” (ความลำเอียง)
ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
โมหาคติ ลำเอียงเพราะงมงาย
ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
อคติ คือ ความลำเอียงไม่ว่าจะเกิดจากใครก็ตาม มันก็คือ เครื่องมืออันสำคัญที่สุด ในการทำร้ายเพื่อนมนุษย์โดยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง
ท่ามกลางสงครามแดงเดือด เราได้พบ การใช้อคติครบทั้งสี่รูปแบบอย่างชัดเจน
กลุ่มที่ตกอยู่ในฉันทาคติ ก็มุ่งมั่นทำทุกอย่างเพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี
กลุ่มที่ตกอยู่ในโทสาคติ ก็มุ่งมั่นทำทุกอย่างเพื่อทำลายอดีตนายกรัฐมนตรี
กลุ่มที่ตกอยู่ในโมหาคติ ก็มุ่งมั่นสนับสนุนทุ่มเททุกอย่างเพื่อรัฐบาล หรือไม่ก็เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี
กลุ่มที่ตกอยู่ในภยาคติ ก็กลัวว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะกลับมา หรือไม่ก็กลัวว่าจะเกิดการป่วนเมืองจนเกิดเป็นสงครามกลางเมือง ประชาชน นักธุรกิจ ตกอยู่ในกลุ่มภยาคติมากสุด คือ ต่างก็ตกอยู่ในความหวาดกลัว จนไม่เป็นอันใช้ชีวิตตามปกติ การทำมาค้าขายหยุดชะงัก ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจมีแต่ดิ่งลงเหว
อคติในทุกความหมาย ทำให้มนุษย์ผลิตความจริงครึ่งเดียวออกมาทำร้ายกันและกัน ในรูปของการโฆษณาชวนเชื่อ การพูดความจริงไม่หมด การเลือกพูดเฉพาะเรื่องที่เอื้อต่อประโยชน์ของตนเอง รวมทั้งการสร้างความเท็จขึ้นมาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
ความจริงครึ่งเดียวที่ถูกส่งผ่านมาถึงประชาชนผู้บริโภคสื่อนั้น เวลาก่อให้เกิดทุกข์ ความทุกข์นั้นไม่ได้มาเพียงครึ่งเดียว แต่ความทุกข์มักจะมาเต็มรูปแบบ
ในประเทศรวันดาเมื่อสิบปีก่อน รัฐบาลของผู้นำทรราชอย่าง อีดี้ อามิน ใช้ “ความจริงครึ่งเดียว” สังหารผลาญชีวิตเพื่อนร่วมชาติภายในปีเดียวกว่า 1 ล้านคน สถานการณ์สงครามกลางเมืองระหว่างคนในชาติคราวนั้น รุนแรงยิ่ง ถึงขั้นที่สหประชาชาติเองก็ไม่อาจเข้าไปหาข้อยุติให้ได้ ต้องปล่อยให้มีการสังหารโหดกันเองอย่างน่าสมเพชที่สุด
ในประเทศไทยของเราก็เช่นกัน หากไม่ช่วยกันเฝ้าระวังการใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียวของทุกฝ่าย ก็น่ากลัวว่าจะมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น
เครื่องมือสำคัญประการหนึ่ง ที่เราควรหยิบมาใช้ในวิกฤตการณ์ช่วงนี้ก็คือ “กาลามสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่จะช่วยให้เราซึ่งเป็นประชาชนผู้บริโภคสื่อทั้งหลายรู้จักใช้ “วิจารณญาณ” อย่างถี่ถ้วนในการรับ “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร” อย่างมีสติ
สาระสำคัญของกาลามสูตร ก็คือ
(1) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
(2) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
(3) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
(4) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา/คัมภีร์
(5) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการใช้ตรรกะ
(6) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน
(7) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
(8) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะสอดคล้องกับทฤษฎีที่ตนถนัด
(9) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปการณ์น่าจะเป็นไปได้
(10) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าเป็นครูบาอาจารย์หรือนักวิชาการใหญ่
การที่ท่านไม่ให้ “เชื่อทันที” ก็เพราะต้องการให้เรารู้จักการใช้ “วิจารณญาณ” ด้วยตนเองอย่างรอบคอบ รอบด้านที่สุด เมื่อพิสูจน์ด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้แล้วนั่นแหละ จึงจะเลือกเชื่อหรือปฏิเสธอย่างสมเหตุสมผล
กาลามสูตร ควรจะถูกใช้เป็นคู่มือทั้งของคนทำสื่อและของผู้บริโภคสื่อโดยทั่วหน้ากัน มิเช่นนั้นแล้ว คนทำสื่อก็จะตกไปสู่อคติ (แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์) ส่งผลให้สารที่ส่งไปถึงประชาชนเป็นเพียง “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร” ไม่ใช่ “ข่าวสาร” ที่มีความจริงรองรับ ทั้งยังเป็นการทำร้ายประชาชนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ส่วนประชาชน หากบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างปราศจากท่าทีแบบกาลามสูตร ผลก็คือ อาจพลัดหลงเข้าสู่หลุมดำของความขัดแย้ง และความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว
สังคมไทยของเราในเวลานี้ มีปัญหามากพออยู่แล้ว ทุกฝ่าย ควรระวังตัวเอง ไม่ไปเติมปัญหาเหล่านั้นให้ตกต่ำย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้อีก







