posttoday
เวลาของคนรักกาแฟ

เวลาของคนรักกาแฟ

05 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่อง กาญจนา เตชาวัฒนากูล / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ระยะหลังคนไทยหันมาดื่มกาแฟสดกันมากขึ้น ด้วยกลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้น รวมถึงอิทธิพลของร้านกาแฟสดที่เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง ทำให้ใครหลายคนสนใจอยากมีเครื่องชงกาแฟไว้ติดบ้านกันบ้าง ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกหลากหลายรุ่นและยี่ห้อ ทำให้ผู้บริโภคกาแฟในบ้านเรามีทางเลือกมากขึ้น ทั้งเครื่องชงกาแฟขนาดเล็กราคาไม่แพง ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟใหญ่ที่ใช้กันในร้านกาแฟทั่วไป

เลือกซื้อเลือกหาให้ถูกใจ

เครื่องชงกาแฟแบบใช้ไฟฟ้าที่เราคุ้นเคยกันมี 2 แบบ คือ เครื่องชงกาแฟแบบหยดน้ำ (Drip) ซึ่งมักมีโถแก้วอยู่ด้านล่าง เมื่อเครื่องต้มน้ำให้เดือดเป็นไอแล้วจะไหลผ่านกาแฟบดลงมาที่โถแก้วโดยใช้แรงดันจากไอน้ำ และเครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซ (Espresso) ซึ่งใช้แรงดันอัดน้ำร้อนผ่านเข้าไปในกาแฟบดละเอียด ซึ่งจะทำให้กาแฟออกมาเต็มที่มากกว่าแบบหยด และได้รสชาติเข้มข้นมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วเครื่องเอสเปรสโซมักจะมีขนาดใหญ่และราคาสูง ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้งานในบ้านสักเท่าไหร่

เครื่องชงกาแฟแบบหยดมักใช้สะดวกและง่ายต่อการทำความสะอาด และที่สำคัญเหมาะสมกับขนาดพื้นที่ของบ้านมากกว่า ซึ่งก็มีผลิตภัณฑ์หลายรุ่นหลายแบบผลิตออกมาล่อตาล่อใจคอกาแฟอีกมากมายเช่นกัน หลักการเลือกง่ายๆ ก็ลองพิจารณาดูไลฟ์สไตล์ของคุณก่อนเป็นอันดับแรกว่าชอบกาแฟสดมากพอจะลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟแบบไหน ปริมาณการดื่มในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด และแน่นอน ลองคำนวณดูงบประมาณในกระเป๋าให้เหมาะสมกับปัจจัยที่กล่าวมาแล้วด้วย

บราวน์ เรียบเท่แต่เร้าใจ

คนไทยส่วนใหญ่มักรู้จักแบรนด์เยอรมันนี้จากเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าและแปรงไฟฟ้า แต่ในต่างประเทศนั้นชื่อเสียงเรื่องเครื่องชงกาแฟแบบหยดของบราวน์ (Braun) ก็จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในยุทธภพไม่แพ้ใครเหมือนกัน แน่นอนว่าคุณภาพของวัสดุที่ใช้และดีไซน์แบบเรียบหรูแต่ทันสมัยเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้ใช้ได้ดีส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้บราวน์ครองใจคนรักกาแฟมากกว่าก็คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถรักษาคุณภาพของกาแฟที่ผ่านเครื่องชงคงความหอมกรุ่นและรสชาติเข้มข้นของกาแฟสดไม่ให้ผิดเพี้ยนไปได้เป็นอย่างดี

เครื่องชงกาแฟของบราวน์ในปัจจุบันมีทั้งหมด 6 รุ่นที่วางขายในตลาดเมืองไทย แต่สามารถแบ่งเป็นแบบกว้างๆ ได้ 2 ซีรีส์ คือ ซีรีส์ที่ขึ้นต้นด้วย KF5 และ KF4 ซึ่งมีจุดเด่นที่เหมือนกันคือ มีระบบป้องกันน้ำหยด (Drip Stop) ช่วยไม่ให้กาแฟหยดเลอะเทอะบริเวณฝาปิดและแผ่นทำความร้อน และยังมีระบบ Pour & Lock ที่สามารถดึงโถแก้วเข้าออกได้ง่าย และช่วยปรับตำแหน่งโถแก้วให้เข้าที่ ป้องกันการตกแตกหรือกาแฟหกเลอะเทอะเมื่อวางไม่ได้ตำแหน่ง นอกจากนั้นยังมีฟิลเตอร์ไนลอนสำหรับกรองกาแฟ ซึ่งมีตัวบอกระดับปริมาณกาแฟ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถกะปริมาณได้ถูกต้องตามความต้องการของตัวเอง

ทั้งสองโปรดักต์ไลน์นี้จะต่างกันที่ฟังก์ชันการใช้งาน แต่ในไลน์เดียวกันจะต่างกันเพียงเล็กน้อยที่สีและดีไซน์ ในไลน์ของ KF5 ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปของบราวน์ในเมืองไทยตอนนี้ ฟังก์ชันสำคัญและน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ ระบบตัดไฟอัตโนมัติ เหมาะสำหรับคนขี้ลืมที่ชอบเปิดเครื่องชงกาแฟทิ้งไว้ และอาจทำให้แผ่นความร้อนร้อนจัดจนโถแก้วแตก หรือเกิดอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร นอกจากนั้นแล้วยังมี Water Filter คือ การกรองน้ำอัตโนมัติ ช่วยรักษาทั้งความสะอาดและรสชาติของกาแฟอันเกิดจากคุณภาพของน้ำได้

ส่วนข้อเสียในเรื่องการใช้งานก็อาจจะเป็นเรื่องของขนาด เพราะเครื่องชงกาแฟบราวน์ที่วางขายในบ้านเราจะมีแต่ขนาดค่อนข้างใหญ่ (สามารถชงได้ถึง 10 แก้ว/ครั้ง) ซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟหลายแก้วต่อวัน หรือสมาชิกในครอบครัวชอบดื่มกาแฟกันหลายคน และในเรื่องของราคาที่อาจสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของกาแฟที่ผ่านเครื่องชงแบบหยดนั้นก็คงไม่สามารถสู้เครื่องแบบเอสเปรสโซได้ ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวของเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกาแฟที่ใช้ในการชงด้วย กาแฟที่ผ่านการบดมาใหม่ๆ ไม่เกิน 7 วัน จะให้กลิ่นหอมและรสชาติที่ดีที่สุด

กาแฟบดที่ใช้กับเครื่องชงแบบหยดมักจะผ่านกรรมวิธีและระยะเวลาจัดเก็บมาพอสมควรแล้ว คุณภาพจึงด้อยลงไปบ้าง สำหรับคอกาแฟที่ซีเรียสเรื่องรสชาติแต่ไม่อยากทุ่มทุนซื้อเครื่องเอสเปรสโซ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่า คุณอาจจะลงทุนซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟเล็กๆ เพิ่มอีกสักเครื่อง บดเสร็จแล้วชงด้วยเครื่องแบบหยดคุณภาพดี ก็จะได้กลิ่นและรสกาแฟที่ใกล้เคียงกับที่ผ่านเครื่องเอสเปรสโซ แต่ประหยัดงบประมาณไปได้อีกเยอะทีเดียว

ล้อมกรอบ

ชงกาแฟให้อร่อย

ไม่ใช่เพียงคุณภาพของเครื่องชงเท่านั้นที่จะทำให้กาแฟมีรสชาติเยี่ยม แต่ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีก 4 อย่าง คือ

สัดส่วน : การใช้สัดส่วนของกาแฟที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำนั้นสำคัญมากในการชงกาแฟให้ได้รสชาติดีเยี่ยม แนะนำให้ใช้กาแฟ 10 กรัมต่อน้ำ 180 มิลลิลิตร แต่เรื่องรสชาติเป็นเรื่องของรสนิยม สัดส่วนที่บอกไว้เป็นเพียงไกด์ไลน์ ถ้ารู้สึกว่าเข้มเกินไปก็เติมน้ำร้อนได้อีก

การบด : ระดับการบดกาแฟควรให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ใช้ (หยาบ ปานกลาง ละเอียด) สำหรับชงด้วยเครื่องแบบหยดนั้นควรใช้กาแฟที่บดแบบหยาบปานกลาง

น้ำ : ควรเลือกใช้น้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากสารเจือปน อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมในการชงกาแฟอยู่ที่ประมาณ 90–96 องศาเซลเซียส การเลือกใช้น้ำที่สะอาดจะทำให้คุณได้กาแฟที่รสชาติดีขึ้นด้วย ไม่ควรใช้น้ำร้อนที่เดือดจัดชงกาแฟ เพราะจะทำให้ผงกาแฟไหม้หรือถูกลวกอย่างแรง ทำให้น้ำกาแฟที่ได้จะมีรสขมเข้มเกินไป

ความสดใหม่ : ควรเลือกใช้กาแฟคั่วบดที่ใหม่สดเสมอ และไม่ควรนำผงกาแฟที่ใช้แล้วมาชงซ้ำอีก

เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ : กรณีที่อากาศเย็นควรลวกถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนเทน้ำกาแฟลงไปในถ้วยกาแฟเพื่อรักษาอุณหภูมิ และการดื่มกาแฟที่ดีที่สุดควรจะดื่มหลังจากชงเสร็จใหม่ๆ หรือที่กำลังร้อนอยู่ จะได้ความหอมกรุ่นและรสชาติดี (ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 20 นาทีหลังการชง)

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท