
กินปู...ดูหิ่งห้อย...@ควีนส์แลนด์
“ชิลี มัด แครบ” เมนูเด็ดแห่งฟาร์มหอยนางรม “Birds Bay” !!! ลงตัวกับการเสิร์ฟมาพร้อมแพ็กเกจกิจกรรมเรียกน้ำย่อยภายใต้ภารกิจ “จับปู”
“ชิลี มัด แครบ” เมนูเด็ดแห่งฟาร์มหอยนางรม “Birds Bay” !!! ลงตัวกับการเสิร์ฟมาพร้อมแพ็กเกจกิจกรรมเรียกน้ำย่อยภายใต้ภารกิจ “จับปู”
ซึ่งรวมถึงจับกุ้ง (ตัวเล็กๆ) ตกปลา เลี้ยงนก พร้อมของแถมเป็นการศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน
ฟาร์มหอยนางรมที่ว่านี้เป็นเวิ้งน้ำกว้างเอาเรื่อง เยื้องมาทางตอนใต้รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ก้าวแรก... ที่เหยียบลงเรือก็เริ่มรู้แล้วว่าทำไมที่นี่ถึงได้ชื่อ “Birds Bay”
นก 2 สายพันธุ์หลักทั้ง เพลิแกน และนางนวล หลายสิบตัวบินมาล้อมหน้าล้อมหลังเรือ เหมือนรู้คิวว่าใกล้ถึงเวลาให้อาหารนก ว่าแล้วเจ้าหน้าที่ประจำเรือก็จัดแจกถังปลาตัวเล็กมาให้นักท่องเที่ยวป้อนนกเหล่านี้ เริ่มต้นทริปแบบเพลินๆ
เรือแล่นจากริมน้ำลัดเลาะเข้าสู่บรรยากาศคล้ายป่าชายเลนบ้านเรา เพื่อจับ “Yabbie” หรือกุ้งตัวเล็กๆ ที่ใช้เป็นเหยื่อตกปลา อาศัยแท่งอะลูมิเนียมคล้ายกระบอกสูบยางเป่าลูกโป่ง ไปดูดโคลนมาร่อนตะแกรง คัดกุ้งออกจากเศษดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่
เกือบครึ่งชั่วโมงกลุ่มผมถูไถได้กุ้งตัวเท่าปลายนิ้วก้อยติดไม้ติดมือมาบ้าง ทว่าสิ่งที่แอบประทับใจ อยู่ตรงจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมของเขา “กุ้งจิ๋ว” หลายตัวที่มีไข่ล้นออกมาใต้ท้องถูกปล่อยกลับไปขยายเผ่าพันธุ์ โดยเจ้าหน้าที่ประจำเรือ
เรือลัดเลาะมาตามเวิ้งน้ำ ผ่านโซนที่เลี้ยงหอยนางรม เรื่อยมาจอดนิ่งพร้อมเริ่มกิจกรรมตกปลาพอหอมปากหอมคอ ก่อนไปสอยกรงดักปูที่ทางฟาร์มวางทุ่นไว้ บางกรงมีตัวเดียว บางกรงมี 23 ตัว กัปตันเรือทำหน้าที่เดินมาอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับ “Mud Crab” ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วิธีการจับปูไม่ให้โดนหนีบ ไปจนถึงถิ่นที่อยู่อาศัย การวางไข่ อาหารการกิน ไปจนถึงระเบียบเคร่งครัดที่ห้ามจับปูที่มีขนาดเล็กกว่าเกณฑ์
กลับเข้าฝั่งอีกทีช่วงใกล้เที่ยง... เมนูเด็ดทยอยเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ กัปตันคนเดิมเริ่มแนะนำออร์เดิฟร์จานแรก หอยนางรมออสเตรเลียหลากรส ทั้งอบชีส ทั้งราดซอสขนานต่างๆ ก่อนเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทั้งขนาดหอยที่นี่จะเล็กกว่าแถบบ้านเรา อธิบายต่อไปถึงความแตกต่างระหว่างหอยมุกกับหอยนางรมธรรมดา ก่อนเว้นช่องให้ได้ลองชิม
แม้ขนาดจะเล็กกว่าแต่จุดเด่นของหอยนางรมออสเตรเลีย อยู่ที่ความ “กรุบกรับ” ยิ่งได้ซอสเปรี้ยวๆ เค็มๆ มาช่วยตะล่อมประคองความหวาน มัน ยิ่งเพิ่มความละมุนที่ปลายลิ้น
ไฮไลต์งานนี้แน่นอนอยู่ที่ “ชิลี มัด แครบ” ปูเนื้อแน่นขนาดกว่า 2 กิโลกรัม ผ่านการปรุงจนรสออกมาหวานๆ มันๆ ปนเผ็ดนิดๆ ลงตัวทั้งปู และเครื่องปรุง ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าเป็นฝีมือกุ๊กสัญชาติไทยที่ไปฝากฝีไม้ลายมือที่นู่น
จริงๆ คนไทยมาเที่ยวออสเตรเลียกันไม่น้อยต่อปี แต่สำหรับควีนส์แลนด์อาจจะน้อยหน่อยหากเทียบกับซิดนีย์ หรือเมลเบิร์น รัฐนิวเซาท์เวลส์ ทริปนี้ จากคำเชิญของการท่องเที่ยวควีนส์แลนด์ และ “แควนตัส” สายการบินประจำชาติออสเตรเลีย
ผมฆ่าเวลาบนเครื่องกว่า 10 ชั่วโมง (รวมการเปลี่ยนโซนเวลา) ด้วยหนังออสการ์หลายเรื่องที่ทางแควนตัสจัดไว้ให้เลือกชมแบบเข้ากระแสด้วยจอส่วนตัว ที่ลงตัวกับ “สกายเบด” ที่นั่งสุดล้ำการันตีด้วยรางวัล “กู๊ดดีไซน์อวอร์ด” ที่เด่นตรงสามารถปรับนอนยาว สำหรับการหลับแบบจริงจัง จนไม่กี่อึดใจผมก็ถึง “ซิดนีย์” และต่อเครื่องมายังสนามบิน “บริสเบน”
ตัดตอนมาที่กิจกรรม “ดูหิ่งห้อย” บ้านเขาเรียก “Glow Warm” หรือหนอนเรืองแสง อีกหนึ่งกิจกรรมของทริปนี้ที่ผมออกจะอึ้งๆ และจินตนาการไปต่างๆ นานาว่า “หิ่งห้อย” เมืองจิงโจ้จะคลับคล้ายคลับคลาหิ่งห้อยใต้ต้นลำพู ต้นโกงกางบ้านเราหรือไม่ พร้อมตั้งตารอ...
ไกด์สาวชาวอะบอริจินส์อารมณ์ดี ในชุดฟอร์มสีกากีอ่อนๆ แขนสั้น ขาสั้น ทะมัดทะแมง หน้าอกปักตรา “ECO CERTIFIED” อธิบายปูความรู้สอดแทรกมุขตลกตลอดทาง ชั่วโมงกว่าบนถนนที่มุ่งหน้าสู่อุทยาน “สปริงบรู๊ก”
ข้อห้ามสำคัญคืออย่าส่องไฟฉายไปที่ตัวหิ่งห้อย เพราะจะทำให้มันไม่เปล่งแสงอีกเลย เริ่มเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติในเวลาเกือบ 2 ทุ่มด้วยไฟฉายเล็กๆ คนละอัน ก่อนจะสะดุดตากับแสงเล็กๆ เรียงรายบนผิวดิน เพราะหิ่งห้อยที่นี่อยู่บนพื้นดิน ผนังดิน ไม่ได้เป็นประเภทบินได้เหมือนบ้านเรา
ด้วยความอยากรู้ ผมก็ “เผลอ” ฝ่าฝืนกฎใช้ไฟฉายสืบหารูปพรรณสัณฐาน “หิ่งห้อย“ ให้ชัดเจน แต่ยังไม่ทันได้เห็นตัวเป็นๆ คุณไกด์สาวส่งเสียงเตือนแบบไว้หน้า จนผมต้องเดินไปตามทางมุ่งหน้าสู่จุดชมหิ่งห้อยที่ว่าเยอะที่สุด สวยที่สุดสมคำร่ำลือ “ถ้ำหิน” ที่ผนังและเพดานถูกอัดแน่นด้วยแสงจากหิ่งห้อย ความระยิบระยับเทียบเคียงกับท้องฟ้าจำลอง เพียงแต่นี่เป็นแสงจริงจาก “หิ่งห้อย” เสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเลยไม่มีรูปหิ่งห้อยมาให้ได้ดูกัน
จบทริปด้วยของแถมเป็นการสอนดูดาวของไกด์เจ้าของพื้นที่ อธิบายคร่าวๆ ดาว 5 ดวง เรียงเป็นกากบาท จุดสี่จุดเป็นตำแหน่งบอกทิศเหนือ ใต้ ออก ตก พอดิบพอดี
อิง...ตรงที่ไม่กี่วันถัดมาระหว่างไปชิมไวน์ที่ Cedar Creek Estate Vineyard & Winery เขาจำลองธรรมชาติเลี้ยง “หิ่งห้อย” ให้ชมแบบไม่ต้องรอกลางคืน ห้องมืดที่ออกแบบมาไม่ต่างจากธรรมชาติ ทั้งความชื้น อุณหภูมิ แสง ถูกควบคุมอย่างดี กลายเป็นที่อยู่ของ “หิ่งห้อย” นับหมื่นตัวเปล่งแสงไม่ต่างจากที่เห็นในป่าวันนั้น
แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่มีไฟฉายแสงแดงคอยส่องให้เห็นตัวเป็นๆ รูปร่างคล้ายไส้เดือนตัวเล็กๆ เรืองแสงตรงปลายหาง ล้อมด้วยหยากไย่เส้นๆ ที่ล่อให้อาหารของหนอนเรืองแสงเข้ามาใกล้ๆ
เจ๋งจริงๆ ทั้ง “จิตสำนึก” และ “เทคโนโลยี” ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ







