posttoday
วัยนนี้ที่ 'เรือ'คอย

วัยนนี้ที่ 'เรือ'คอย

18 เมษายน 2554

เมื่อเอ่ยถึงสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ชื่อของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” จะเป็นทีมแรกที่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่นึกถึง

เมื่อเอ่ยถึงสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ชื่อของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” จะเป็นทีมแรกที่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่นึกถึง

ทีมปีศาจแดงครองความยิ่งใหญ่ในลีกผู้ดีเลยไปถึงระดับทวีปมานานนับทศวรรษ ในขณะที่อริร่วมเมืองอย่าง “แมนเชสเตอร์ ซิตี” ได้แต่มองตาปริบๆ แม้ว่าจะได้มหาเศรษฐีจากแดนอาหรับเข้ามาเทกโอเวอร์และกว้านซื้อสตาร์ดังเข้ามาร่วมทีมมากมายก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นร่มเงาความยิ่งใหญ่ของเรดอาร์มีได้เลย

จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา

เกมแมนเชสเตอร์ดาร์บีแมตช์ ในศึกเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ ดำเนินมาถึงนาทีที่ 52 ไมเคิล คาร์ริก กองกลางทีมผีแดงจ่ายบอลพลาดหน้าเขตโทษ ยายา ตูเร มิดฟิลด์ทีมเรือใบสีฟ้าตัดบอลได้ ก่อนลากเข้าเขตโทษไปกระชากหนี เนมานยา วิดิช แล้วจบสกอร์ด้วยการซัดลอดขา เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เข้าไปตุงตาข่ายให้แมนฯ ซิตี ชนะ 1-0 ทะลุเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี!!!

วัยนนี้ที่ 'เรือ'คอย

แม้จะเป็นแค่ชัยชนะเพียงนัดเดียว ซึ่งยังไม่สามารถเอ่ยได้เต็มปากว่าพวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่เหนือแมนฯ ยูไนเต็ดแล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นการดับความหวังทำทริปเปิลแชมป์ของทีมผีแดง อีกทั้งเป็นโอกาสดีของทีมเรือใบสีฟ้าที่มีลุ้นคว้าแชมป์แรกนับตั้งแต่แชมป์ลีกคัพเมื่อปี 1976

“ผมขอแสดงความยินดีกับแฟนบอลของเราด้วย เพราะพวกเขาเฝ้ารอวันแบบนี้มานานมากแล้ว แต่สำหรับนักเตะในทีม สิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องไม่ลืมว่าเรายังเหลือเกมอีกหนึ่งนัด” กุนซือโรแบร์โต มันชินี กล่าว

ทั้งนี้ แมนฯ ซิตี เข้าชิงไปรอพบผู้ชนะระหว่างโบลตันกับสโตก ซึ่งไม่ว่าคู่ต่อกรของพวกเขาจะเป็นใคร ลูกทีมของมันชินีก็ดูมีชื่อชั้นและระดับฝีเท้าที่เหนือกว่าอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม มันชินี ยอมรับว่าจะประมาทไม่ได้ เพราะทุกทีมล้วนต้องการแชมป์ด้วยกันทั้งสิ้น รวมทั้งแมนฯ ซิตี ที่หวังซิวถ้วยเอฟเอคัพเพื่อปลดล็อกการห่างเหินความสำเร็จของสโมสร รวมทั้งเรียกความมั่นใจเป็นใบเบิกทางก่อนก้าวขึ้นไปไล่ล่าแชมป์ลีกอย่างเต็มตัวในฤดูกาลหน้า

“ไม่แน่ว่านัดชิงชนะเลิศอาจจะหนักกว่านัดนี้เสียอีก แต่สิ่งสำคัญคือการคว้าแชมป์แรกให้ได้ ถ้าเราคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ บางทีฤดูกาลหน้าเราสามารถมองไปยังตำแหน่งแชมป์ลีกได้เลย”

ขณะเดียวกัน ในเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมายังมีจังหวะที่น่าสนใจคือ การโดนใบแดงของพอล สโคลส์ ซึ่งเปิดปุ่มยันเข้าใส่ต้นขา พาโบลซาบาเลตา จนได้เลือด ทำให้ทีมผีแดงต้องเล่น 10 คน ตั้งแต่นาที 68

อย่างไรก็ดี อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่ผีแดง มองว่าการเหลือผู้เล่นน้อยกว่าไม่ใช่สาเหตุของความปราชัย แต่เป็นความผิดพลาดในเกมรับ รวมทั้งความไม่เด็ดขาดในจังหวะจบสกอร์ของตัวเอง

วัยนนี้ที่ 'เรือ'คอย

“ช่วง 15 นาทีแรกหลังจากพักครึ่งสร้างความเสียหายให้กับเรา มันเป็นช่วงที่เราเล่นกันหละหลวม เอ็ดวินเตะเปิดเกมได้ไม่ดี และไมเคิลคาร์ริก ก็จ่ายบอลพลาด ซึ่งทำให้เราเสียประตู มันน่าผิดหวังเพราะเราน่าจะขึ้นนำในครึ่งแรก ซึ่งเราเล่นได้เหนือกว่า เราพลาดการได้ประตูจาก ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ ครั้งแรกโดนเซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ครั้งที่สองนั้นเขายิงจากใต้คานแท้ๆ ซึ่งถ้าเขายิงเข้าไป ผมคิดว่าทีมที่ยิงประตูแรกได้ก่อนน่าจะเป็นผู้ชนะ” เฟอร์กี กล่าว

นอกจากนี้ ภายหลังผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกม เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อ มาริโอ บาโลเตลลี หัวหอกแบดบอยของแมนฯ ซิตี ไปแสดงอาการดีใจต่อหน้ากองเชียร์เรดอาร์มี ทำให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตบะแตกปรี่เข้าไปหมายเอาเรื่อง ก่อนที่ผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ชของทั้ง 2 ทีมจะรีบเข้ามาห้ามทัพกันจ้าละหวั่น

“ถ้าคุณยิงประตูได้แล้วไปดีใจต่อหน้าแฟนบอลคู่แข่งระหว่างเกม ผมยังพอรับได้ แต่เมื่อเป่านกหวีดจบเกมแล้ว คุณควรไปสนุกสนานกับแฟนบอลตัวเอง ไม่ใช่แฟนบอลฝ่ายตรงข้าม ถ้าผมไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจ ผมต้องขอโทษด้วย อารมณ์ตอนนั้นมันเก็บไม่อยู่จริงๆ” เฟอร์ดินานด์ กล่าวผ่านทวิตเตอร์ของตัวเอง

ขณะที่ บาโลเตลลี ยังไม่ออกมากล่าวอะไรแต่อย่างใด ซึ่งแฟนบอลแมนฯ ซิตี ต่างยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจริงๆ

แต่เชื่อว่าในขณะเดียวกัน แฟนเรือใบ“บางคน” ก็แอบสะใจและขอบคุณ บาโลเตลลี อยู่เหมือนกันนะ อิอิ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท