
ศีลธรรมสำเร็จรูป
การโกหกนั้นไม่ได้หมายความว่า นำเรื่องจริงมาบิดเบือนให้น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ควรหมายความถึงการนำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญใจและเจริญปัญญามาเผยแผ่....
การโกหกนั้นไม่ได้หมายความว่า นำเรื่องจริงมาบิดเบือนให้น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ควรหมายความถึงการนำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญใจและเจริญปัญญามาเผยแผ่....
เรื่อง : ว.วชิเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย / ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
สื่อมวลชนของไทยก็มีไม่น้อยที่เชื่อถือไม่ได้ สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ หรือของเอกชน โดยมากก็รกเรื้อไปด้วย “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร” ในหัวประชาชนของเราจึงมากไปด้วยอาหารสมองประเภท “Fast Food” ที่ล้วนแต่เป็น “Junk Food” รายการโทรทัศน์ดีๆ ที่จะช่วยเติมพลังปัญญาให้ประชาชนจึงหาได้แสนยาก ส่วนรายการกึ่งดิบกึ่งดีที่หยิบเอาข่าวมาเล่าอย่างฉาบฉวยเป็นรายวันเหมือนแม่ค้าในตลาดตะโกนขายสินค้ายามเช้าๆ ในตลาดสดกลับมีอยู่อย่างดาษดื่น ซ้ำยังได้รับความนิยมสูงระดับประเทศ เวลาดีๆ ในโทรทัศน์ (Prime Time) ก็อัดแน่นไปด้วยละครน้ำเน่าจนกล่าวได้ว่าแทบทุกช่อง
การโกหกนั้นไม่ได้หมายความว่า นำเรื่องจริงมาบิดเบือนให้น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ควรหมายความถึงการนำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญใจและเจริญปัญญามาเผยแผ่แก่ประชาชนของเราด้วย หากนิยามอย่างนี้ ประเทศไทยก็นับว่าเป็นประเทศที่มีการโกหกสูงมากในโลกประเทศหนึ่ง และดูเหมือนว่าเราจะไม่เห็นว่านี่เป็นสิ่งเลวร้ายแต่อย่างใด แม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้ามันอาจฝังลึกกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ เราไม่ค่อยสนใจว่า หากในหัวของประชาชนถูกอัดแน่นไปด้วยขี้เลื่อย พลังปัญญาของประเทศจะเป็นอย่างไร เราสนใจแต่ว่า ยิ่งประชาชนรู้ไม่ทันข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด โอกาสในการทำกำไรจากความไม่รู้ของพวกเขาก็มีมากเท่านั้น
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราอยู่ในสังคมข้อมูลข่าวสาร แต่ข่าวสารข้อมูลที่มีมาถึงเรา กลับเป็นข่าวสารที่เป็นเช่นเดียวกับ “ข้าวสาร” คือ ไม่มี “เชื้อ” ที่จะนำไปปรุงแต่งให้เกิดประโยชน์โสตถิผลอะไรได้มากนัก อย่างดีก็แค่เอาไว้คุยกันในวงกาแฟ พอให้ได้ชื่อว่า ไม่ตกสมัยก็เท่านั้น ประเทศที่คนส่วนใหญ่ไม่รักความจริง ไม่บูชาคนจริง จะเป็นประเทศที่มีพลังทางปัญญาเข้มแข็งได้อย่างไร (ละเมิดศีลข้อ 4)
สถิติการดื่มสุราของคนไทยนั้นขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว กล่าวได้ว่าคนไทยดื่มแอลกอฮอล์ติดอันดับโลกเลยก็ว่าได้ ทุกปีจะมีเทศกาลที่คนไทยพากันเดินทางไปตายหมู่ที่บ้านเกิดอย่างน้อยปีละสองถึงสามร้อยคน อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราเรียกเทศกาลนี้ว่า “เทศกาลสงกรานต์” ในเทศกาลดังกล่าวนี้ คนไทยนิยมดื่มเหล้ามากที่สุดยิ่งกว่าช่วงเวลาใดของประเทศ จนรัฐบาล หน่วยงานด้านสุขภาพของประชาชนอย่าง สสส. ต้องรณรงค์ให้คนเลิกดื่มผ่านสื่อแทบทุกชนิด ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ปีหนึ่งๆ หลายร้อยล้าน แต่สถิติกลับไม่ลดลงแต่อย่างใด
พ่อค้าสุรา เบียร์ แอลกอฮอล์หลายคนในเมืองไทยกลายเป็นผู้บริหารประเทศ หรือไม่ก็เป็นนายทุนพรรคที่สามารถกำหนดนโยบายให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของตัวเองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยที่ภาครัฐและประชาชนได้แต่ทำตาปริบๆ หลายครั้งที่รัฐมนตรีสาธารณสุขบางคนพยายามจะสร้างนโยบายลดการดื่มแอลกอฮอล์ออกมาสู่สังคม แต่แล้วเขาก็มักถูกย้าย หรือไม่ก็ถูกเชิญให้หยุดพูด ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงนั้นอีก ทุกๆ ปี มีคนบาดเจ็บ ล้มตาย ป่วยเรื้อรัง ประสบอุบัติเหตุ ครอบครัวแตกแยก เด็ก เยาวชน สตรี ถูกคนเมาทำร้ายนับไม่ถ้วน นี่คือ สภาพการณ์อันเลวร้ายซึ่งสืบเนื่องมาจากการไม่เห็นโทษของสุราและเครื่องดื่มประเภทเดียวกัน ซึ่งประทุษร้ายโดยตรงต่อสติของประชาชน (ละเมิดศีลข้อ 5)
ถ้าเรามีวิธีคิดในแบบ “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน” เราจะพบว่า หากคนคนหนึ่งมีศีลไม่ว่าข้อใดก็ตาม ทั้งตัวเขา คนอื่น และโลก จะได้รับการคุ้มครองปกป้องไปด้วยพร้อมๆ กัน เพราะเราต่างก็ “ดำรงอยู่ในกันและกัน” อยู่แล้ว เมื่อเราทำร้ายคนอื่น ตัวเราก็ถูกทำร้ายด้วย เมื่อผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งทำร้ายใครสักคนที่มุมโลกอื่น ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า เราทุกคน รวมทั้งตัวเขาก็ถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน เพราะคนที่ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่นนั้น ไม่ใช่คนปกติ (คนมีศีล) แน่ๆ ฉะนั้นสาระของการรักษาศีล 5 ก็คือ เราจะต้องกระตุ้นให้คนทั้งโลกเห็นว่า เราทุกคนล้วนขึ้นต่อกันและกัน เป็นดั่งกันและกัน เชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน และดังนั้นเราจะต้องรักษากันและกันรวมทั้งโลกของเราให้อยู่ในสภาพที่ปกติให้มากที่สุด ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยอาศัยศีล 5 นี่เองเป็นเครื่องมือ







