
ความเชื่อ อดีต หลวงพระบาง
เท้าความจากตอน “กินลม ชมโขง เบิ่งชีวิต” ที่สิ้นสุดการเดินทางที่ปากเบง
เท้าความจากตอน “กินลม ชมโขง เบิ่งชีวิต” ที่สิ้นสุดการเดินทางที่ปากเบง
จุดพักค้างแรมหนึ่งคืนก่อนที่จะนั่งเรือแม่โขงครูยส์ล่องโขงต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เมืองมรดกโลก “หลวงพระบาง” ระหว่างทางที่ผ่านมานอกจากวิวสองฝั่งแม่น้ำโขงแล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวลาวจากการได้แวะลงไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง
แต่หลังจากนี้คือเวลาของนครหลวงพระบาง เมืองหลวงเก่าของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะเวลาจากปากเบงไปสู่ท่าเรือหลวงพระบางใช้เวลาประมาณ 56 ชั่วโมง และยังเหมือนเดิมว่านักท่องเที่ยวจะไม่ได้นั่งเฉยๆ แต่เรือจะนำพาไปเยี่ยมชมสถานที่ที่น่าสนใจด้วย อย่างถ้ำติ่งลุ่ม วัดที่ประดิษฐานอยู่ในภูเขากลางแม่น้ำโขง ภายในถ้ำติ่งลุ่มจะพบพระพุทธรูปเก่าแก่วางไม่เป็นระเบียบอยู่มาก และยังพบรูปปั้นสุนัขผู้พิทักษ์ถ้ำนั่งเฝ้าอยู่ด้านในด้วย ดังความเชื่อของลาวที่เชื่อว่าสุนัขจะเป็นผู้พิทักษ์ทำให้พบรูปปั้นสุนัขนั่งเฝ้าอยู่หน้าทางเข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกือบทุกแห่ง ต่างจากคนไทยที่เชื่อว่าเป็นพญานาค หรือคนจีนที่เป็นมังกรหรือสิงโต
ความสำคัญของถ้ำติ่งลุ่มในสมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง พระเจ้าโพธิสารราชเจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางทรงใช้ถ้ำติ่งลุ่มเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงสักการบูชาพระพุทธรูปในถ้ำโดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์ของไทย ทำให้กลายเป็นประเพณีมาถึงปัจจุบันที่ประชาชนชาวลาวจะมาสรงน้ำพระที่ถ้ำติ่งลุ่มนี้ในช่วงปีใหม่ลาว และด้านบนของภูเขาลูกเดียวกัน สูงกว่ากัน 218 ขั้น เป็นที่ประดิษฐานของถ้ำติ่งเทิง แท่นบูชาพระพุทธรูปอยู่ด้านในภูเขาเช่นเดียวกันแต่มืดกว่าเพราะอยู่ลึกกว่าถ้ำติ่งลุ่ม ทำให้ต้องใช้บริการไฟฉายที่ชาวบ้านนำมาให้ยืม
เมื่อถึงถ้ำติ่งลุ่มและถ้ำติ่งเทิง อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงสถานีปลายทางหลวงพระบางแล้ว ท่าเรือที่หลวงพระบางนี้อาจดูแล้วคุ้นตาหากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่องสะบายดี หลวงพะบาง เพราะมันเป็นท่าเดียวกับท่าเรือที่พระเอกพลาดกับนางเอกนั่นเอง
สถานที่แห่งแรกเมื่อสายตาพ้นขอบบันไดจากท่าเรือคือ วัดเชียงทอง วัดของราชวงศ์ในอดีตที่ทราบว่าวัดของกษัตริย์หรือเจ้าราชวงศ์นั้นสามารถสังเกตได้จากจำนวนของช่อฟ้าที่อยู่กลางหลังคาโบสถ์ ถ้ามีช่อฟ้ามากกว่า 9 ช่อ นั่นคือ จำนวน 11 13 15 17 19 ช่อ แสดงว่าวัดนั้นเป็นวัดที่คนสูงศักดิ์สร้างขึ้น แต่หากวัดใดมีช่อฟ้าน้อยกว่า 11 หรือ 3 5 7 9 ช่อ จะเป็นเครื่องหมายแสดงว่าวัดนั้นชาวบ้านเป็นคนสร้างขึ้นมา
เนื่องจากเมืองหลวงพระบางถูกประกาศให้ทั้งเมืองเป็นเมืองมรดกโลกแล้วทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วยโดยปริยาย ส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะวัดวาอารามต่างๆ เก็บค่าเข้าชมด้วย เช่น วัดเชียงทองนี้ก็เก็บค่าเข้าชมคนละ 2 หมื่นกีบ หรือ 80 บาท ซึ่งตั๋วหนึ่งใบสามารถเข้าชมได้ทั้งวันจะเข้ามาดูกี่รอบก็ได้
ที่วัดเชียงทองนี้ถ้าใครมากับผู้รู้จะทราบว่าจิตรกรรมฝาผนังที่ประดิษฐ์ขึ้นจากแก้วสีนั้นมีความหมายทุกภาพ ส่วนมากเป็นนิทานชาดกสอนมนุษย์ หลังคาพระอุโบสถจะมีลักษณะแอ่นโค้งลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น กล่าวกันว่านี่คือศิลปะแห่งหลวงพระบาง และในบรรดาวัดวาอารามทั้งหมดของหลวงพระบางต้องยกให้วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่สุด จนนักโบราณคดียกย่องกันว่าวัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว
และอีกหนึ่งสถานที่ที่ชาวหลวงพระบางเอ่ยปากบอกเองว่า ถ้าไม่ไปแปลว่ามาไม่ถึงหลวงพระบาง นั่นคือพระธาตุภูศรี พระธาตุบนเขาที่ต้องขึ้นบันไดไปกว่า 347 ขั้น เหมือนกับเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจจริงของผู้ที่จะขึ้นไปเคารพบูชา ลักษณะของบันไดจะไม่เรียงสวยงามเพราะเป็นทางขึ้นเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นขั้นบันไดจึงไม่เท่ากันสักขั้น แถมยังคดเคี้ยวและชันต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกและความแข็งแรงของน่องขามาก แต่เมื่อขึ้นมาถึงยอดภูแล้วจะลืมไปเลยว่าทางขึ้นมาลำบากขนาดไหน เพราะนอกจากจะเจอกับพระธาตุภูศรีที่ใหญ่และสวยแล้ว บนจุดนี้ยังมองเห็นเมืองหลวงพระบางได้รอบ 360 องศา และอากาศข้างบนก็เย็นกว่าด้านล่างมาก เป็นของรางวัลให้คนเหนื่อยได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดและเป่าความร้อนในร่างกายให้หายไปโดยเร็ว
นอกจากวัดวาอารามแล้ว หลวงพระบางยังมีแหล่งธรรมชาติให้เที่ยวชมที่โด่งดังและไม่น่าพลาด คือ น้ำตกกวางสี ที่มีหลายชั้นให้หยุดชม ซึ่งในทุกชั้นจะพบนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกนุ่งบิกินีนอนอาบน้ำและเล่นน้ำกันอยู่ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากตลอดปีทำให้ชาวบ้านคิดกิจกรรมสร้างรายได้จากน้ำตกนี้ นั่นคือการเล่นโหนเชือกโดดน้ำ (ลองนึกภาพการ์ตูนเรื่องทาร์ซาน) นักท่องเที่ยวจะเสียเงินแล้วแต่ศรัทธาเพื่อแลกกับการโหนเชือก เหวี่ยงตัว พุ่งลงน้ำ ความสะใจ และเสียงร้องเชียร์ของผู้คนบริเวณนั้น
น้ำตกกวางสีแบ่งได้เป็น 5 ชั้นใหญ่ตามสายตาที่เห็น แต่ละชั้นน้ำตกจะไหลในลักษณะที่ต่างกัน เป็นแถบยาวบ้าง แบบทางยาวบ้าง ทางเดินขึ้นไปดูน้ำตกเหนื่อยน้อยกว่าขึ้นพระธาตุภูศรีเป็นไหนๆ เพราะไม่ชันและมีขั้นให้เดินตลอดทาง คำนวณเวลาเดินขึ้นไปถึงน้ำตกชั้นบนสุดแบบไม่หยุดดูน่าจะไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่มั่นใจได้ว่าไม่มีใครไม่หยุดแน่
การเรียงตัวของน้ำตกแต่ละชั้นเหมือนธรรมชาติจงใจเรียงระดับความสวยงามมาแล้ว เพราะยิ่งชั้นสูงขึ้นเท่าไหร่ ความสวยงามของสายน้ำก็สวยขึ้นเท่านั้น ทำให้ชั้นสูงสุดกลายเป็นชั้นฟินาเลที่สรุปความสวยงามจากทุกชั้นได้ตรึงตาตรึงใจ สายน้ำที่ไหลลงมาจากผาสูง แตกเป็นละอองน้ำฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ เห็นเป็นสายรุ้งเมื่อกระทบกับยอดแดดเป็นภาพที่น่าประทับใจ ตะไคร่น้ำและมอสที่เกาะอยู่ตามโขดหินเป็นสิ่งบอกเล่าถึงความชุ่มชื่นจากสายน้ำและสร้างบรรยากาศความชื้นเย็นให้คนได้สัมผัส หลายคนกางแขนออก ขยายปอด และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายที เสมือนตัวเองกำลังฝึกกำลังภายใน
และก่อนที่แสงอาทิตย์ในหลวงพระบางจะหมดไป ขอแนะนำสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม ณ วัดพระบาทใต้ วัดที่มีกลิ่นอายศิลปะของเวียดนามที่ที่มีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าประทับอยู่ วัดพระบาทใต้อยู่ติดริมแม่น้ำโขงทำให้เห็นชาวหลวงพระบางล่องเรือประมงออกมาจับปลากันเต็มโขง แต่เมื่อดวงอาทิตย์ผลุบหลบหลังเขาเมื่อไหร่ ชาวบ้านเหมือนนัดกันกลับบ้าน เพราะเมื่อหมดแสงสุดท้ายแม่น้ำโขงก็กลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง
แต่ยามค่ำคืนในหลวงพระบางก็ใช่ว่าจะมืดมิด เพราะมันเป็นเวลาของการสังสรรค์ยามค่ำคืน เอกลักษณ์การเต้นแบบบัดสลบ เป็นการเต้นที่หาจากไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ลาว การเต้นบัดสลบเป็นเหมือนการรำวงมาตรฐานของไทยหรือการลีลาศแบบตะวันตกที่ทุกคนจะเต้นไปพร้อมๆ กัน และรู้จังหวะการเต้น แต่มันแปลกตรงที่คนลาวเขานำมาเต้นกันในผับ ที่ซึ่งหนุ่มสาววัยรุ่นจะเต้นแร้งเต้นกาไม่มาเต้นเรียงแถวนับจังหวะกันเช่นนี้ แต่ผับที่มีการเต้นบัดสลบในลาวเหลือน้อยเต็มที เพราะผับเปิดใหม่ส่วนมากจะเปิดเพลงไทย เพลงฝรั่ง และมีโต๊ะให้นักเที่ยวยืนดื่มยืนเต้นกันแล้ว นั่นเป็นเพราะคนรุ่นเก่าก็หมดแรงเต้น คนรุ่นใหม่ก็ไปนิยมเพลงต่างชาติแทน ทำให้เอกลักษณ์การเต้นแบบลาวบัดสลบเริ่มเป็นการแสดงที่หายาก
ส่งท้ายก่อนลาจากเมืองหลวงพระบางด้วยชีวิตยามเช้าของคนหลวงพระบาง โดยไปสำรวจกันที่ตลาดสดสถานที่ที่รวบรวมวิถีชีวิตคนท้องถิ่นเอาไว้ ของสดที่เห็นกันมากคือปลาที่ขอยืนยันว่าสดจริง เพราะแม่ค้าที่นี่จะไม่ขายปลาตายและไม่ขายปลาในอ่างด้วย เพราะเขาจะวางปลาเป็นๆ ให้อ้าปากพะงาบๆ รอให้คนมาซื้อ ส่วนอาหารแห้งที่เห็นมากคือสาหร่ายน้ำจืด หรือภาษาถิ่นเรียกว่าไค เห็นว่ามันคือสาหร่ายที่ได้มาล่องแม่น้ำโขงนั่นเอง และเมื่อมองไปรอบตลาดสดแล้วสายตาอาจไปสะดุดของอาหารฝรั่ง นั่นคือ ขนมปังบาแก็ต ขนมปังสัญชาติฝรั่งเศส กลิ่นอายวัฒนธรรมที่หลงเหลืออยู่จากในอดีตหลังจากประเทศลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หลวงพระบางจึงเป็นนครแห่งความเชื่อและปกคลุมด้วยอดีตที่ยังคงปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน
เส้นทางการเดินทางได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งเมืองในประเทศลาวที่ได้มีโอกาสมาทำความรู้จัก ประเทศนี้ยังเหลืออีกหลายเมืองให้ไปสำรวจและสัมผัสด้วยตัวเอง ไปดูกันว่าประเทศเพื่อนบ้านของไทยสามารถรักษาวัฒนธรรมและพัฒนาบ้านเมืองไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร และถือโอกาสลองไปเล่นมือถือระบบ 3จี ที่บ้านเขาดูว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะดูท่าแล้วกว่าบ้านเราจะได้ใช้คงอีกนาน







