
หลังสึนามิ...ซากุระยังงดงาม!!!
ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา
โดย.. พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ ในทะเลด้านตะวันออกของเมืองเซนได ตามด้วยคลื่นสึนามิขนาด 10 เมตร และต่อด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประเทศญี่ปุ่นในหลายด้าน
ท่ามกลางภัยพิบัติที่เกิดขึ้น สิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับจากชาวโลกก็คือ มิตรไมตรีที่ประกาศว่าพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างและรอวันที่ประเทศญี่ปุ่นจะกลับมาสดใดเหมือนดั่งเดิมอีกครั้ง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือผลกระทบที่ตามมาในเชิงธุรกิจ ที่ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมภายในประเทศจะได้รับการกระทบกระเทือนเป็นอย่างมากแล้ว อีกธุรกิจที่แน่นอนว่าจะกระทบอย่างมากก็คือธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศญี่ปุ่นในแต่ละปี
ประเทศญี่ปุ่นเองเคยเป็นประเทศที่ติดอันดับประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดในทุกเทศกาล ที่มีสิ่งดึงดูดที่แตกต่างกันไปสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และมีการจัดเทศกาลที่แปลกใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตามพื้นที่เมืองต่างๆ ที่ไล่ไปตั้งแต่ฮอกไกโด ซัปโปโรทางตอนเหนือ ลงมาที่เมืองหลวงอย่างโตเกียว นาโกยา โอซากา เกียวโต โกเบ เรื่อยลงไปถึงแถบทางใต้อย่างกิวชู ฟูกูโอกะ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของการเกิดภัยพิบัติก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวอินบาวด์ที่หดตัวไปเกือบ 100% เนื่องจากความหวาดกลัว ทั้งเรื่องของภัยธรรมชาติ การรั่วไหลของกัมมันตรังสี หรือความกังวลในเรื่องความเป็นอยู่และอาหารการกิน หรือแม้แต่ในเรี่องของบรรยากาศการท่องเที่ยวว่าจะยังดีอยู่หรือไม่
ในพื้นที่ที่ประสบภัยก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขและจัดการเป็นการเร่งด่วน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่ทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่ในหลายพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป มีคำยืนยันหนักแน่นว่ายังใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข และพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงามในแบบญี่ปุ่นอีกครั้ง
แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น วาเคชั่น ทราเวล กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (วีทีจี) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น จึงจับมือกับการบินไทย เชิญชวนให้ทีมงานของโพสต์ทูเดย์รวมไปถึงทีมข่าว 3 มิติ เดินทางไปร่วมสัมผัสกับประเทศญี่ปุ่นหลังเกิดภัยพิบัติแบบตัวเป็นๆ โดยเล็งเป้าหมายไปที่พื้นที่ตอนกลางของประเทศในแถบคันไซ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุมากกว่า 500 กิโลเมตร เรียกว่าอยู่ไกลหายห่วง
ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าก่อนการเดินทางก็ต้องกังวลกันบ้างเป็นธรรมดา แหม...ก็ประเทศเขาเพิ่งจะเกิดเรื่องใหญ่ไปไม่ถึงเดือนดี ไหนจะข่าวหน้า 1 ก็ลงเรื่องปัญหานู่น นั่น นี่ อยู่ทุกวัน แต่เมื่อได้รับการยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าปลอดภัย 100% แถมโดยส่วนตัวผมเองก็เป็นคนที่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงคนญี่ปุ่นเป็นทุนอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ตัดสินใจไม่ยาก
แพ็กของลงกระเป๋าเดินทางคู่ใจ แบกเป้อีกใบพร้อมกระเป๋ากล้องไปตะลุยแดนคันไซกันให้ถึงถิ่น งานนี้ดูจากโปรแกรมแล้วดุเดือดพอสมควร ผิดวิสัยพวกชอบเที่ยวไปชิลไปอย่างผมมากมาย...
อ่านจากโปรแกรมคร่าวๆ เราจะเดินทางไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกัน 3 วัน 3 เมือง ก็สรุปง่ายๆ ก็วันละเมืองล่ะครับ บินไปลงที่นาโกยา เที่ยวในเมือง 1 วัน นั่งชินคันเซนไปที่โอซากา เที่ยวอีกสัก 1 วัน จากนั้นก็จะนั่งรถต่อไปที่โกเบ แล้วบินกลับมาจากสนามบินคันไซ โดยในแต่ละเมืองจะมีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ มาพาทัวร์
งานนี้สาวแนซ ผู้ประกาศข่าวสาวจากช่อง 3 ได้ไปขอหยิบยืมเครื่องวัดปริมาณรังสีมาจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมาด้วย เพื่อที่จะนำไปทดสอบให้เห็นกันจริงๆ ว่าในพื้นที่คันไซที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นมีอันตรายจริงหรือไม่ เรียกว่ามีการเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าผมที่แค่จัดกระเป๋าไปให้ทันเวลาที่กำหนดก็แทบแย่
เราเดินทางกันด้วยการบินไทยไฟลต์เที่ยงคืนครับ เหลือเชื่อที่การเดินทางขาไปเครื่องบินเกือบเต็ม แต่มีคนไทยอยู่ไม่ถึง 10 ชีวิต เข้าใจว่าส่วนหนึ่งคงเลี่ยงการเดินทางไปโตเกียวลงมาที่นาโกยา ซึ่งเป็นสนามบินที่มีเส้นทางบินตรงที่ใกล้โตเกียวที่สุดแทน ใช้เวลาบินเฉี่ยว 5 ชั่วโมง ผมก็เปลี่ยนบรรยากาศจากร้อนแทบแย่ในกรุงเทพฯ มายืนรับอากาศหนาวราว 10 องศานิดๆ ที่สนามบินนาโกยาเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนนักข่าวไทยแลนด์
ขบวนผู้นำทีมพาพวกเรามุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นาโกยา หรือ Nagoya City Science Museum ที่เพิ่งทำการปรับปรุงมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี หลังจากเปิดให้บริการมาก่อนหน้านี้ครึ่งศตวรรษ ตอนที่ถามผู้อำนวยการถึงงบประมาณในการปรับปรุง ผมสะดุ้งอยู่ 2 รอบ เพราะนึกว่าตัวเองฟังผิด เพราะงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างใหม่นั้นสูงถึง 1.68 แสนล้านเยน หรือคิดคร่าวๆ ก็อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท!!!
แต่เมื่อได้เดินเข้าไปชมก็ไม่ได้แปลกใจกับงบประมาณที่ใช้ไปแต่อย่างใด เพราะภายในอาคารแสดงที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์นั้น มีความรู้มากมายที่เมืองนาโกยาร่วมสร้างเอาไว้ให้กับลูกๆ หลานๆ ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชม ถ้ามีเวลามากพอ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ถึงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าผ่า พายุหมุน อาคารดูดาว หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ใช้งานในชีวิตประจำวัน
ออกจากพิพิธภัณฑ์เรามุ่งหน้าไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นมื้อแรก ซึ่งเจ้าภาพจัดชุดเทมปุระ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติของประเทศญี่ปุ่นมาให้ลองชิมในบรรยากาศโรงแรมเก่าแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก่อนที่จะเก็บข้าวของมุ่งหน้าสู่สวนสนุกขนาดใหญ่ชานเมืองนาโกยา ที่ที่ผมเสียดายที่ไม่ได้ลองเล่นรถไฟเหาะตีลังกาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท้าทายอยู่ เนื่องด้วยเวลามีจำกัด
หลังจากเดินเก็บภาพกันท่ามกลางอากาศเย็นสบายเกือบหนาวได้สักพัก ก็เปลี่ยนที่หมายไปเดินเล่นที่ปราสาทนาโกยา หนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ที่ยืนตระหง่านผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่สวนดอกไม้ประจำเมือง ซึ่งในช่วงที่ผมไปนั้น ปกติคนจะต้องเยอะกว่านี้ เนื่องจากจะต้องเป็นช่วงที่ซากุระบาน แต่เนื่องจากอากาศหนาวอย่างยาวนานกว่าปกติ ทำให้ซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่นบานช้ากันไปประมาณ 1 สัปดาห์
ต้องเล่าสู่กันฟังนะครับ ว่าการดูซากุระของประเทศญี่ปุ่นนี่ไม่ใช่แค่เดินไปชมผ่านๆ แล้วก็กลับนะครับ ในหลายพื้นที่ของประเทศถึงกลับประกาศให้มีประเพณีดูซากุระอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านก็จะหอบอาหารบ้าง สาเกบ้าง มานั่งชื่นชมความงามของซากุระบานเต็มที่ ซึ่งปกติซากุระเมื่อบานแล้วจะคงอยู่ประมาณ 710 วันก็จะโรยรา การดูซากุระถือเป็นเทศกาลใหญ่ในหลายพื้นที่เลยทีเดียว
แต่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดปัญหา การสรวลเสเฮฮาท่ามกลางดอกซากุระงดงามจึงดูเป็นธรรมเนียมที่ไม่เหมาะ พื้นที่ที่มีการจัดงานชมดอกซากุระทุกปีจึงยกเลิกการจัดงานดังกล่าวไปโดยปริยาย ซึ่งซากุระเองก็คงร่วมเศร้าไปกับประเทศด้วยการบานช้ากว่าปกติไปประมาณ 1 สัปดาห์ ในช่วงที่ผมไปจึงเห็นซากุระบานแค่ราว 50% เท่านั้น
มื้อเย็นก่อนกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนกัน ชาวคณะก็ได้มีโอกาสลิ้มรสชาติของปูทะราบะ ซึ่งปกติผมเคยกินมาแล้วในบุฟเฟต์หรูหราตอนทริปที่ไปญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้เปลี่ยนไปอีกบรรยากาศ เพราะเราไปกินกันถึงร้านซัปโปโรคานิฮงเคะ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารจากปูเป็นหลัก และมีสาขามากถึง 15 สาขาในญี่ปุ่น
เจ้าของร้านบอกว่าโดยปกติจะควบคุมคุณภาพของอาหารจากแหล่งรับซื้ออยู่แล้ว และมีการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่ดีที่สุด จึงอยากให้มั่นใจว่าอาหารที่จำหน่ายอยู่ปลอดภัยไร้ปัญหาทั้งปวง เรื่องปนเปื้อนหายห่วงไปแล้ว เรื่องรสชาติยิ่งหายห่วงไปใหญ่เลยครับ จัดมาเซตใหญ่ 7 เมนูกินกันไม่มีเหลือทุกคน
นอนหลับพักผ่อนกันที่โรงแรมนาโกยา โตเกียว ซึ่งเป็นโรงแรมหรูกลางเมืองนาโกยา เดินออกมาจากโรงแรมจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาไปไม่นาน ก็มีร้านสะดวกอยู่เรียงรายให้ช็อปปิ้งกันได้บ้างเล็กน้อย จริงๆ แล้วผมตั้งเป้าเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ทราบว่าจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซนแล้วว่าจะไม่ตื่นมารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วตั้งหน้าไปซื้อข้าวกล่องไปทานบนรถไฟช่วงเวลาประมาณ 45 นาที ที่จะนั่งจากนาโกยาไปโอซากาเลยทีเดียว
ออกเดินทางจากโรงแรมด้วยแท็กซี่ไม่เกิน 10 นาที เราก็มาถึงสถานีชินคันเซนนาโกยาแล้วครับ ทางทีมงานเตรียมตั๋วรถไฟมูลค่า 3,200 เยน พร้อมบัตรจองที่นั่งเอาไว้ให้เรียบร้อย ขึ้นไปยืนเล่นบนสถานีกำลังเกือบหนาวรถก็มาพอดี ผมหอบหิ้วข้าวกล่องสีสวย เต็มไปด้วยประโยชน์ขึ้นไปบนรถไฟด้วย ก็เปิดกินกันตามปกติเพื่อรำลึกถึงอดีตเหมือนที่เคยทำมา ตบท้ายด้วยนมสตรอเบอร์รีของเมจิ ที่ไม่มีเข้ามาขายในประเทศไทยอีกกล่อง ก็อิ่มกำลังดี
ลงจากชินคันเซนก็เจอกรุ๊ปทัวร์ผู้สูงวัยที่คาดว่าเป็นชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องดีเลยครับ ในการช่วยเหลือกันเองในภาวะปัจจุบัน ออกจากสถานีเรามุ่งหน้าไปที่แม่น้ำโอกาวะ ที่ซึ่งผมและทีมงานจะได้ทำตัวโรแมนติกด้วยการล่องเรือชมดอกซากุระ ประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมเรือที่ไปล่องก็เป็นเรือแบบเปิดประทุนรับลมกันเต็มๆ
สองข้างทางของแม่น้ำโอกาวะ นอกจากจะเต็มไปด้วยดอกซากุระที่เตรียมบานสะพรั่งรอให้ผู้คนมาชม เรือลำน้อยของเรายังแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่แสนเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ จำนวนคนที่มาท่องเที่ยวอาจจะลดลงไปบ้างจากคำพูดของเจ้าของเรือ แต่ความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด
ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกประหลาดไปบ้างในทริปนี้ก็คงจะเป็นบรรดาแก๊งเจ็ตสกีที่พากันล่องมาทางน้ำแบบเป็นหมู่คณะ มีระเบียบวินัยเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ได้พูดคุยกันเลยไม่รู้จุดประสงค์ใน
การมา แต่คาดว่าน่าจะเป็นการล่องเจ็ตสกีชมซากุระ ซึ่งดูน่าสนใจมาก ถ้ามีโอกาสก็อยากไปลองดูสักตั้ง ขี่เจ็ตสกีในแม่น้ำโอกาวะท้าอากาศหนาวช่วงซากุระบาน ฟังดูโรแมนติกไม่น้อย
เราเคลื่อนตัวขึ้นจากเรือเพื่อมุ่งหน้าไปยังเทมโปซาน ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของเมืองโอซากา เพื่อรับประทานอาหารพื้นเมือง ซึ่งน้องแนซของเราเสนอว่าอยากกินอุด้งร้อนๆ ให้สมกับอากาศหนาวๆ คุณหัวหน้าทัวร์ของเราก็เลยพามาที่เทมโปซานเพื่อที่จะได้เดินเล่นผ่อนคลายบรรยากาศกันบ้าง
พอลงมาจากเทมโปซานก็เจอบรรดาน้าๆ ผู้สูงวัยยืนรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาจากภัยพิบัติในตอนเหนือซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่าไม่ใช่วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่จะออกจากบ้านในวันอาทิตย์นะครับ ยิ่งผู้ใหญ่มีอายุแล้วยิ่งยากไปใหญ่เห็นคนของเขาเสียสละออกมาช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติแล้ว อดไม่ได้ต้องควักกระเป๋าหยอดกล่องไปด้วย พร้อมกับขอถ่ายรูปกับมาสคอตประจำงานมาด้วยอีก 2-3 ช็อต
อุด้งร้อนๆ ต่อด้วยการเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ซึ่งผมไปเสียเวลาและเสียเหรียญ 100 เยนกับตู้หนีบตุ๊กตาหลายต่อหลายตู้ ถือว่าคุ้มค่าสำหรับพวกบ้าเก็บของที่ระลึกอย่างผมครับ เพราะว่าหลายๆ อย่างในประเทศไทยยังไม่มีเข้ามา พวกพวงกุญแจวันพีชนี่ผมแทบจะยืนรากงอกตรงนั้น ที่สำคัญตู้หนีบพวกนี้เล่นง่ายกว่าในประเทศไทยมากครับ คอนเฟิร์ม!!!
เราย้ายตัวจากเทมโปซานไปที่โรงแรมครอส ฮิปโฮเตล ย่านกลางเมืองโอซากาที่อยู่ใกล้ที่ช็อปปิ้งเดินเล่นอย่างชินไซบาชิมากระดับนับ 1 2 3 แล้วขาแตะชินไซบาชิเลย ซึ่งเรามีนัดกับเจ้าของร้านชาเขียวและร้านขนมชื่อดัง ที่ต่างก็บอกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวหายไปจากเดิมมาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกครั้งในเวลาไม่นาน
ผมใช้เวลากับการเดินไปเดินมาที่ย่านชินไซบาชิตลอดหลังอาคารค่ำจนถึงช่วงร้านค้าปิดในช่วง 3 ทุ่มไปแล้ว ของที่ซื้อนอกจากชาเขียวและขนมต่างๆ แล้ว บรรดาสินค้าแฟชั่นก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอางแบรนด์ต่างๆ ใครที่รักสุขภาพอาจจะหลงทางอยู่ในร้านดีเอชซี ส่วนวัยรุ่นอย่างผม แบรนด์น้องใหม่อย่าง จี.ยู ก็ดึงดูดให้เสียเวลาในร้านอยู่นานโข
ตื่นเช้าเก็บข้าวเก็บของมานอนหลับต่อในรถตู้มุ่งหน้าสู่เมืองโกเบ จุดแวะพักแห่งแรกของเราคือสะพานอาคาชิไทเคียว หรือแปลว่าสะพานที่มีขาอยู่ในน้ำ สะพานแขวนที่มีช่วงแขวนยาวที่สุด
ในโลก ซึ่งปกติแล้วสถานที่ท่องเที่ยวของจุดนี้มักจะเป็นการล่องเรือออกไปดูน้ำวน หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่านารูโตะ แต่มากับเจ้าหน้าที่ของเขาทั้งที จะให้ธรรมดาได้อย่างไรใช่ไหมครับ
ทีมงานของโกเบจัดให้เราเดินลอดใต้สะพานไปตามความยาวของสะพานเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ที่เราต้องเดินไปบนพื้นตะแกรงเหล็กที่ด้านล่างเป็นท้องทะเลสีเขียวมรกตบนความสูงประมาณ 40-50 เมตร เพื่อที่จะเดินทางเข้าสู่เสาต้นที่ 1 ของสะพานแขวน ก่อนที่จะขึ้นลิฟต์ไปที่ระดับความสูงเกือบ 300 เมตรซึ่งเป็นระดับความสูงเกือบสูงสุดของสะพานแห่งนี้
สะพานแห่งนี้ถือว่ามีความแข็งแรงมากจนแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นไปแล้ว เพราะแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เมี่อ36 ปีที่ผ่านมา มีจุดศูนย์กลางห่างสะพานแห่งนี้เพียง 2 กิโลเมตรแต่ไม่สามารถทำอันตรายให้กับสะพานแห่งนี้ได้แต่อย่างใดสะพานเหล็กขนาดใหญ่ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายลมฝน เหมือนจะปลอบใจชาวญี่ปุ่นต่างเมืองที่ประสบภัยว่าจะต้องฟันฝ่าสถานการณ์เลวร้ายร่วมกันไปให้ได้ในท้ายที่สุด
เดินขาสั่นลงจากสะพานก็แอบแวบกันไปที่เอาต์เลต มอลล์ศูนย์รวมแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ริมทะเล ซึ่งต้องบอกว่าของราคาถูกมาก ผมเองไปสอยโอนิสึกะ ไทเกอร์ มาในราคาแค่ 4,900 เยนซึ่งรุ่นนี้ในประเทศไทยขายเท่ากันแต่หน่วยเป็นบาท แถมยังมีแบรนด์สินค้าชั้นนำให้เดินช็อปปิ้งกันภายใต้อากาศกำลังสบาย
กินข้าวกลางวันกันเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่ยอดเขาร็อกโก ซึ่งเป็นจุดชมวิวขนาดใหญ่บนยอดเขาของเมืองโกเบ ซึ่งสามารถขึ้นไปได้ทั้งทางรถโดยสารและรถกระเช้า โดยมีไฮไลต์ที่โครงสร้างโลหะขนาดใหญ่ที่ทีมงานคุยว่าเมื่อหิมะตกลงมาจับจะมีความสวยงามมากเปรียบเหมือนต้นซากุระเลยทีเดียว
ก่อนจะปิดทริปกันอย่างสมบูรณ์แบบด้วยการแวะโกเบ ฮาร์เบอร์แลนด์ แหล่งรวมที่ช็อปปิ้งและศูนย์รวมแฟชั่นยอดนิยมของเมืองโกเบ ที่มีร้านค้าให้เดินละลายเงินเยนมากมายหลายร้าน ซึ่งแน่นอนว่าเสียดายเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เราไม่สามารถเดินเล่นได้มากมายเท่าที่ใจคิด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่ญี่ปุ่น 3 วัน มีการตรวจสอบสภาพของอากาศเป็นระยะ พบว่ามีกัมมันตรังสีในอากาศในระดับที่ต่ำมากในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ต้องทำความเข้าใจกันสักนิดนะครับ ว่ากัมมันตรังสีเป็นสารที่มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะอันตรายหากรับในปริมาณและระยะเวลาที่มากเกินไป แต่ถ้าเบาบางมากก็ไม่มีปัญหาครับ อยู่ได้อย่างแน่นอน
ก่อนจะเช็กเอาต์ออกจากสนามบินคันไซเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผมมานั่งไล่ลำดับการเดินทางท่องเที่ยวของผมในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พบว่ามีความคุ้มค่ามากครับ แค่ตัดความกลัวออกไปจากใจ ใส่ความกล้าและข้อมูลความเป็นจริงเข้ามาสักนิด เปิดใจให้กว้างอีกหน่อย ก็จะพบว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ รอให้เราเดินทางออกไปเปิดประสบการณ์กันอีกมาก
เสียดายแค่เวลาที่มีอยู่จำกัด ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปแบบเรียบๆ เอื่อยๆ ตามแบบที่ผมชอบได้ ซึ่งเอาจริงๆ ในนาโกยาโอซากา โกเบ ก็คงยากหน่อย เพราะคนท้องถิ่นยังใช้ภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างน้อย ถ้าไม่มีคนนำทางจริงๆ ก็ท่าจะเหนื่อย ต่างจากในโตเกียวที่มีคนใช้ภาษาอังกฤษได้มากกว่า
ในวันที่เดินทางกลับ สายการบินไทยที่บินจากคันไซมากรุงเทพฯ มีผู้โดยสารอยู่ราว 50 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้โดยสารอย่างผมที่จะได้ยึดพื้นที่นอนกันอย่างยาวเหยียวประหนึ่งจับสายการบินชั้น 1 มา ก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์ต่างๆ ในญี่ปุ่นจะคลี่คลายอย่างรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและกลับมาเยือนแดนอาทิตย์อุทัยกันอีกครั้ง
ส่วนผมกับน้องแนซก็มีสัญญาใจกับเมืองนาโกยาไว้แล้ว ถ้ามีเวลาว่างๆ เราจะจัดทริปไปเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นาโกยา เบียดกับฝูงชนที่มายืนออเข้าคิววันละ 7,000 คน ต่อด้วยการไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกาสัก 2-3 รอบ ต่อด้วยการหาของกินอร่อยๆ และเดินช็อปปิ้งกันให้สบายใจเฉิบไปข้าง
ถ้ามั่นใจว่าไหว...ก็เตรียมใจไว้มาด้วยกัน...มั้ยล่ะ!!!







