
ติเพื่อก่อ VS. ติเพื่อกัด
คุณชอบดู Reality Show (อ่านว่า“รีอัลลิตี โชว์” ไม่ใช่ “เรียลิตี โชว์” จึงจะถูกต้อง) ไหมคะ
คุณชอบดู Reality Show (อ่านว่า“รีอัลลิตี โชว์” ไม่ใช่ “เรียลิตี โชว์” จึงจะถูกต้อง) ไหมคะ
ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบดู Reality Show เหมือนกัน เพราะชอบที่รายการแบบนี้จะใช้สถานการณ์จริง โดยผู้แสดงหรือผู้เข้าร่วมรายการจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ หรือปัญหาสิ่งท้าทายต่างๆ ที่ทีมงานจัดเตรียมไว้ แล้วตัวผู้เข้าร่วมรายการจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ไหวพริบปฏิภาณเฉพาะตัวในการจัดการกับสถานการณ์หรือปัญหาต่างๆ ทั้งนี้ Reality Show ก็มีหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในรูปแบบนั้นก็คือการแข่งขันหรือการประลองความสามารถตามโจทย์ที่ผู้จัดตั้งกติกาเงื่อนไขเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น ของไทยก็มีการแข่งขันร้องเพลง เช่น รายการอะคาเดมี แฟนเทเชีย (หรือเรียกย่อๆ ว่า AF) รายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เป็นต้น ส่วนทางของฝรั่งก็มีรายการ The Biggest Loser (รายการแข่งลดน้ำหนัก) รายการ Hell’s Kitchen รายการ Top Chef รายการ So you think you can dance เป็นต้น
เมื่อมีผู้เข้าแข่งขันก็ต้องมีคณะกรรมการตัดสิน และเมื่อมีผู้ตัดสินก็ต้องมีการให้คำวิจารณ์ ซึ่งต้องมีทั้งข้อติและข้อชม การให้คำวิจารณ์ (Feedback) นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้แข่งขัน เพราะหากได้รับคำวิจารณ์ที่มีคุณภาพจากกรรมการตาแหลม ที่สามารถชี้จุดบกพร่องได้แบบฟันธงตรงเผง พวกเขาจะสามารถนำคำวิจารณ์นั้นไปปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดได้ ยิ่งได้กรรมการที่นอกจากจะวิจารณ์ชี้จุดเด่นจุดด้อยแล้ว ยังสามารถให้ข้อแนะนำในการแก้ไขข้อบกพร่องได้ ก็ยิ่งทำให้ผู้เข้าแข่งขันปรับปรุงตนเองได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ากรรมการผู้ตัดสินทุกคนจะมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการให้คำวิจารณ์ หรือคำประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ากรรมการจะมีทักษะความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เช่น เป็นนักเต้นรำผู้เก่งกาจ เป็นเชฟฝีมือเลิศ หรือเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์เริดหรู แต่ถ้าขาดทักษะในการให้คำวิจารณ์แล้ว คำวิจารณ์ของบรรดา “กูรู” เหล่านี้ อาจพลิกผันทำให้ผู้เข้าแข่งขันบางคนหมดกำลังใจ เสียความมั่นใจในตนเองมากๆ หรือถ้าบางคนมีจิตใจอ่อนไหวคิดมาก อาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า ขาดความมั่นใจไปตลอดชีวิตก็ยังเป็นได้ ดิฉันเคยดูรายการบางรายการที่กรรมการ หรือพิธีกรประจำรายการวิจารณ์ผู้เข้าแข่งขันด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ประมาณว่าวิจารณ์ให้ได้อายแทบแทรกแผ่นดินหนี บางทีก็ล้อเลียนแบบว่าหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ ฟังคำวิจารณ์แล้วมีแต่เรื่องลบ ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นจริงตามที่กรรมการ ระบุมา แต่คำวิจารณ์นั้นไม่ได้ให้ข้อมูลอื่นใดที่ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำไปใช้ปรับปรุงตัวเองได้ ตัวอย่างของคำวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ “ติเพื่อก่อ” มีดังนี้ค่ะ
“อาหารของคุณที่ทำมารสชาติแย่มาก... ผมรับประทานคำแรกแล้วอยากบ้วนทิ้งเลยล่ะ”
“กระโปรงที่คุณออกแบบมาดูไม่ได้เลย... รับรองไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกอยากใส่”
“ท่าเต้นรำของคุณดูไม่ได้ความเลย เต้นตัวแข็งเหมือนผีดิบแน่ะ”
“ผมว่าคุณไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ง อย่ามาเป็นนักร้องเลย ไม่มีอนาคต”
ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้ดิฉันได้ลดทอนความรุนแรงไปในระดับหนึ่งแล้วนะคะ เพราะกรรมการบางท่านพูดรุนแรงกว่านี้อีก ลองพิจารณาคำวิจารณ์เหล่านี้สิคะ แล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้ให้ข้อมูลที่จะนำไปแก้ไขผลงานได้เลย มีแต่ฟังแล้วรู้สึกแย่ เหมือนเป็นการ “ติเพื่อกัด” เพื่อให้กรรมการ ได้พูดอะไรที่สะใจตัวเองหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ผู้ชมฟังอาจจะขำแล้วหัวเราะ แต่รับรองว่าผู้เข้าแข่งขันคงขำไม่ออก และอาจจะสะอื้นในอกแทน
สำหรับการทำงานในองค์กรก็เช่นกัน หัวหน้างานบางคนเก่งงาน แต่ขาดจิตวิทยาในการ “ติเพื่อก่อ” ดังนั้นนอกจากลูกน้องจะไม่สามารถปรับปรุงผลงานได้เลย มิหนำซ้ำบางคนอาจเจ็บใจแล้วผูกใจเจ็บรอวันแก้แค้นหัวหน้าก็ได้ ใครจะรู้? หลักเกณฑ์ในการให้คำวิจารณ์ หรือประเมินผลงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้รับคำประเมินสามารถปรับปรุงตนเองได้ มี 4 ขั้นตอนดังนี้
ประการแรก : เริ่มด้วยคำวิจารณ์เชิงบวกก่อน ให้มองหาจุดเด่น หรือศักยภาพของผู้รับการประเมินที่น่าจะสร้างเป็นจุดเด่นให้เขาได้ในอนาคต เช่น “ผม/ดิฉันชอบความคิดสร้างสรรค์ของคุณที่พยายามฉีกแนวจากการปรุงอาหารแบบเดิมๆ นะ แม้ว่าตอนนี้รสชาติมันจะยังไม่ค่อยลงตัวก็ตาม”
ประการที่สอง : เมื่อให้คำวิจารณ์เชิงลบ ต้องมีคำแนะนำในการแก้ไขจุดบกพร่องนั้นๆ ด้วย เช่น “ท่าเต้นรำของคุณยังดูขัดเขิน เต้นตัวแข็งไม่เป็นธรรมชาติ ไม่สะท้อนอารมณ์ของเพลง อยากให้คุณลองดูคลิปการเต้นรำของนักเต้น A คนนั้นสิ ดูว่าเขามีท่าเต้น การเคลื่อนไหวแขนขาที่สะท้อนอารมณ์เพลงอย่างไร”
ประการที่สาม : จบท้ายด้วยการให้กำลังใจ ไม่ใช่จบด้วยเรื่องลบๆ เช่น “โดยภาพรวมแล้ว ก็เห็นว่าคุณมีความตั้งใจมุ่งมั่นดี ในอนาคตหวังว่าคุณจะสามารถนำข้อแนะนำที่ให้ไปปรับผลงานให้ดียิ่งๆ ขึ้น”
ประการที่สี่ : ต้องดูกาลเทศะดูความพร้อมของคนที่จะรับคำวิจารณ์ เพื่อเลือกใช้ถ้อยคำวิจารณ์ที่หนักหรือเบาให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และบุคคล ผู้ให้คำวิจารณ์พึงเตือนตนเองอยู่เสมอว่า คำวิจารณ์ของเราต้องมุ่งสร้างสรรค์ให้บุคลากรได้พัฒนาตนเองเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่วิจารณ์เพื่อความสนุกสนานตลกขบขันของตนเองและผู้คนรอบข้าง แต่คนถูกวิจารณ์ไม่ขันด้วย
อนึ่ง คำสอนเก่าแก่ที่ว่า “เวลาชมคน ให้ชมในที่สาธารณะ แต่เวลาจะติคน ให้ติในที่รโหฐาน” ยังคงใช้ได้เสมอค่ะ







