
สิงห์หนุ่ม-เสือแก่ใครจะแน่กว่ากัน
ณ นาทีนี้ คงไม่มีการแข่งขันกีฬาไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากอล์ฟเมเจอร์แรกของปี “เดอะ มาสเตอร์ส 2011”
ณ นาทีนี้ คงไม่มีการแข่งขันกีฬาไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากอล์ฟเมเจอร์แรกของปี “เดอะ มาสเตอร์ส 2011”
โดย...พิธานอนันต์ พูลสมบัติ
ณ นาทีนี้ คงไม่มีการแข่งขันกีฬาไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากอล์ฟเมเจอร์แรกของปี “เดอะ มาสเตอร์ส 2011” ที่ออกัสตา, สหรัฐ แล้ว และก็เชื่อว่ากำลังมีแฟนๆ กีฬาโดยเฉพาะคอกอล์ฟเฝ้าติดตามดูกันอยู่อย่างใจจดใจจ่อว่า ใครจะเป็นแชมป์ในปีนี้
บางคนอยากเห็นอดีตมือ 1 โลก ไทเกอร์ วูดส์ ที่รูดลงรั้งอันดับ 7 คืนฟอร์มเก่ง กลับมาคว้าแชมป์มาสเตอร์สสมัยที่ 5 แต่ก็มีบางคนออกอาการสมน้ำหน้า ฟอร์มตกน่ะดีแล้ว เพราะดันทำตัวเป็น“คาสโนวูดส์” ไม่รักครอบครัว จนเมียฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส และเหลือความผูกพันกันแค่เพียงช่วยกันดูแลลูกเท่านั้น
ด้านแฟนๆ เจ้าถิ่นยังไงก็ต้องการเห็นโทรฟีอยู่ในมือของโปรชาวอเมริกันด้วยกัน และที่สำคัญ “สิงห์อีซ้าย” ฟิล มิกเคลสัน (มือ 3 โลก) กำลังลงป้องกันแชมป์อยู่ด้วย ขณะที่ฝั่งยุโรปก็ฝากความหวังไว้กับ 2 มือท็อปโลก คือ มาร์ติน เคย์เมอร์ (1/เยอรมนี) ดีกรีแชมป์เมเจอร์หนึ่งเดียวจาก พีจีเอ แชมเปียนชิพ 2010 และ ลี เวสต์วูด (2/อังกฤษ) ที่รอลบคำสบประมาท “ไร้แชมป์เมเจอร์” ออกไปเสียที
แต่หลังสวิงผ่านครึ่งทาง (จบรอบ 2) ก็กลายเป็นว่าเวทีนี้กลับเป็นของบรรดาดาวรุ่งวัยไม่เกิน 23 ปี โดยโชว์ฟอร์มดีกันแบบยกแผงเลยทีเดียว
โปรรุ่นใหม่ขโมยซีนดาวดังรุ่นเก่า
ในบรรดาดาวรุ่งพุ่งแรงยุคนี้ อันดับแรกเลยต้องยกให้ รอรี แม็คอิลรอย (มือ 9 โลก/ไอร์แลนด์เหนือ) 1 ใน 3R ที่น่าจับตามอง เพราะมั่นอกมั่นใจในตัวเองซะเหลือเกินทั้งที่เพิ่งอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น จนถึงกับเคยปากกล้าออกมาวิจารณ์ซ้ำเติม “พี่เสือ” ไทเกอร์ ที่อยู่ในวัย 35 ว่า หมดยุคไปแล้ว แม้จะมีดีกรีแชมป์เมเจอร์ 14 สมัย รวมทั้งแชมป์มาสเตอร์สอีก 4 ครั้งก็ตาม และตัวเขาเองนี่แหละจะก้าวขึ้นมาแทน
ทว่า แม็คอิลรอยที่เทิร์นโปรปี 2007 ไม่ได้เก่งแต่โม้อย่างเดียว ฝีมือก็เฉียบสมราคาคุย โดยขึ้นนำเดี่ยวศึกมาสเตอร์ส หลังผ่าน 36 หลุม ด้วยสกอร์ 10 อันเดอร์พาร์ 134 (65-69) ทิ้ง 2 สโตรก
ก่อนหน้านี้เขาเคยสร้างผลงานโดดเด่น ด้วยการคว้าแชมป์รายการใหญ่ยูโรเปียน ทัวร์ “ดูไบ เดสเสิร์ต คลาสสิก 2009” ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วต่อด้วยไปซิวพีจีเอ ทัวร์ “เควล ฮอลโลว์ แชมเปียนชิพ 2010” ถึงถิ่นมะกัน รวมทั้งเคยทำผลงานได้ดีในทั้ง 4 เมเจอร์อีกด้วย
หนุ่มรอรี จบอันดับ 20 ร่วม เดอะ มาสเตอร์ส 2009 (แต่พลาดท่าไม่ผ่านตัดตัวปี 2010), คว้าที่ 10 ร่วม ยูเอส โอเพน 2009 (ตกรอบปี 2010), อันดับ 3 ร่วม บริติชโอเพน 2010 และซิวที่ 3 ร่วม พีจีเอ แชมเปียนชิพ 2009-2010
“มันยากเสมอหากต้องเป็นฝ่ายตาม จึงต้องพยายามพาตัวเองไปอยู่ ณ ตำแหน่งที่ดีสุดในทัวร์นาเมนต์ ผมได้เรียนรู้จากสนามเซนต์แอนดรูว์ส (สังเวียนแข่งบริติช โอเพน ปีที่แล้ว ซึ่งเขาชวดแชมป์ทั้งที่เริ่มวันแรกด้วยสกอร์ 63 แต่มาตีเละรอบ 3 ถึง 80 เพราะเจอลมแรง) และตอนนี้โมเมนตัมก็มาอยู่ทางผมด้วย” แม็คอิลรอย กล่าว
ส่วนอีก 2R นั้น ริกกี ฟาวเลอร์ (มือ 32 โลก/สหรัฐ) วัย 22 ก็เกาะกลุ่มมาที่ 7 ร่วม สกอร์ 139 (70-69) เช่นเดียวกับเวสต์วูด (72-67) ส่วน เรียว อิชิกาวา (มือ 45 โลก/ญี่ปุ่น) วัยแค่ 19 อันดับ20 ร่วม สกอร์ 142 (71-71) เท่ากับ “แชมป์ 3 สมัย ” มิกเคลสัน (70-72) และ พอล เคซีย์ (มือ 6 โลก/อังกฤษ 70-72)
ทั้งนี้ ฟาวเลอร์ ที่แซงหน้า แม็คอิลรอย คว้ารางวัลรุกกีแห่งปี 2010 นั้น เพิ่งลงเล่นศึกมาสเตอร์สเป็นครั้งแรก และอยู่ก๊วนเดียวกับแม็คอิลรอยใน 2 วันแรก ซึ่งแม้หนุ่มมะกันผู้นี้ยังไม่เคยคว้าแชมป์พีจีเอ ทัวร์ แต่ด้วยผลงานโดยเฉลี่ยยอดเยี่ยมมาตลอด หลังเพิ่งเทิร์นโปรปี 2009 โดยเฉพาะการจบอันดับ 14 ร่วม บริติช โอเพน ปีที่แล้ว รวมทั้งลงเล่นช่วยทีมสหรัฐได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกไรเดอร์ คัพ ล่าสุด แม้ต้องพ่ายทีมยุโรปก็ตาม
“ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมาก เมื่อเห็นการจัดกลุ่มที่ออกรอบด้วยกันตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา โดยผมได้เล่นกับคนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน แล้วแต่ละคนต่างก็ทำได้ดีทีเดียว และยังเล่นกันด้วยความสนุกด้วย” ฟาวเลอร์ ที่ถูกมองว่ามีโอกาสขึ้นมาเป็น “ไทเกอร์ 2” กล่าว
ขณะที่หนุ่มเรียว ก็ถือว่าสุดยอดในเจแปน ทัวร์ โดยกวาดมาถึง 10 แชมป์ พร้อมสร้างสถิติไว้มากมายทั้งที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี ก่อนที่จะมาโลดแล่นในระดับที่สูงกว่า ส่วนผลงานในระดับเมเจอร์เคยทำได้ดีที่สุด คือ อันดับ 27 ร่วม บริติช โอเพน 2010 และที่ 33 ร่วม ยูเอส โอเพน 2010 แต่ลงเล่นศึกมาสเตอร์สปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน และเพิ่งผ่านตัดตัวได้สำเร็จ
แต่ที่อิชิกาวาดังจัดก่อนศึกมาสเตอร์ส ก็คือ การที่เขาออกมาประกาศว่า จะขอบริจาคเงินรายได้ทั้งหมดของเขาตลอดปีนี้ มอบให้แก่มูลนิธิการกุศลช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่เจอภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา แถมยังจะควักเพิ่มให้อีกจากเบอร์ดีที่เขาทำได้ทั้งปี (เบอร์ดี้ละ 1 แสนเยน หรือราว 3.6 หมื่นบาท)
นี่แหละหนาคนใจบุญ ผลบุญก็ช่วยส่งให้ได้เล่นใน 2 วันสุดท้ายศึกมาสเตอร์สเป็นครั้งแรก (แต่ต้องมีฝีมือด้วยนะ รอบุญส่งอย่างเดียวคงไม่ได้แน่) และที่สำคัญ อิชิกาวามุ่งมั่นกว่าทุกครั้ง เพื่อหวังสร้างแรงบันดาลใจที่ดีแก่ประชาชนในแดนปลาดิบ
นอกจาก 3R แล้ว ยังมีอีก 1J ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นคือ เจสัน เดย์ (มือ 41 โลก/ออสเตรเลีย) วัย 23 ซึ่งออกรอบ 2 วันแรกกับ แม็คอิลรอย และ ฟาวเลอร์ นั่นเอง เพราะหนุ่มแดนจิงโจ้โชว์ฟอร์มตี 64 เป็นสถิติดีสุดในรอบ 2 ของศึกมาสเตอร์สเลยทีเดียว ก่อนจะจบ 36 หลุม ด้วยอันดับ 2 สกอร์ 136 (72-64)
“ผมดูรอรีตี 7 อันเดอร์ เมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) เขาวางตำแหน่งได้ถูกที่ถูกทางตลอดเลย เหมือนกับว่ารู้วิธีการเล่นในสนามนี้ และผมก็ได้ยินแต่คนตะโกนชื่อ รอรี กับ ริกกี สงสัยผมคงต้องจ่ายเงินจ้างคนมาเรียกชื่อผมบ้างแล้วล่ะ แต่เราก็เล่นกันได้อย่างวิเศษมาก” เดย์ ที่เพิ่งลงแข่งเป็นครั้งแรก กล่าว
หากดูแค่ชื่อคงจะไม่คุ้นนัก แต่เดย์เคยผงาดครองแชมป์พีจีเอ ทัวร์ “ไบรอน เนลสัน แชมเปียนชิพ 2010” มาแล้ว แถมยังเคยจบอันดับ 10 ร่วม ศึกเมเจอร์สุดท้ายของซีซันในพีจีเอ แชมเปียนชิพ 2010 อีกด้วย
พี่เสือขอสกัดพวกดาวรุ่งพุ่งแรง
ไทเกอร์ วัย 35 ที่ไร้แชมป์มานานที่สุดในชีวิตสวิงอาชีพ หลังคว้าแชมป์ศึกมาสเตอร์สครั้งนี้แบบสุดๆ เลยทีเดียว เพราะไม่เพียงต้องการปลดล็อกความอัดอั้นตันใจของตัวเองเท่านั้น แต่ยังหวังสกัดพวกโปรวัยทีนที่กำลังจ้องชัยชนะระดับเมเจอร์กันตาเป็นมัน
วันแรก พี่เสือที่เล็งสวมกรีน แจ็กเกตตัวที่ 5 นั้น เหล็กยังไม่ร้อนเท่าไหร่ แต่พอรอบ 2 นี่ซิ ขยับสกอร์รวมเป็น 137 (71-66) พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3 ร่วมกับเค.เจ ชอย (เกาหลีใต้ 67-70) ขยับจี้แม็คอิลรอยแค่ 3 ช็อตเท่านั้น
“พวกเขา (รอรี, เจสัน) คือยอดโปรรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นนักกอล์ฟเหล่านี้ลงเล่นที่นี่กันด้วยความกระตือรือร้น ทำให้เกมสนุกสนานมากขึ้นด้วย และไม่ใช่แค่พวกเขา ยังมีอย่าง เรียว อิชิกาวา ซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกัน มันน่าติดตามอย่างมากว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปในอีก 10-15 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามผมจะพยายามทำให้ดีเพื่อเอาชนะพวกเขา และคว้าแชมป์เมเจอร์รายการที่ 15 ให้ได้” วูดส์ กล่าว
ทั้งนี้ การชูโทรฟีศึกมาสเตอร์สสมัยแรกของพี่เสือเมื่อปี 1997 ตอนที่อายุ 21 ปี ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ แม็คอิลรอย กับ เดย์ ในการเล่น ณ ออกัสตา เนชันแนล กอล์ฟ คลับ ที่จะจบลงในวันนี้
หากแม็คอิลรอยคว้าแชมป์มาได้ จะทำสถิติอายุน้อยสุดเป็นอันดับ 2 รองจากไทเกอร์ โดยหนุ่มไอร์แลนด์เหนือแก่กว่าราว 3 เดือน แต่หากแชมป์ตกเป็นขอลงเดย์ เขาจะกลายเป็นโปรชาวออสซีคนแรกที่คว้าชัยศึกมาสเตอร์ส ซึ่งเป็นเมเจอร์เดียวที่นักกอล์ฟแดนจิงโจ้ยังไม่เคยได้สัมผัส
โปรดังเสียฟอร์มในศึกมาสเตอร์ส
คงต้องขอประกาศ (ไม่ใช่ประจานนะ) ให้รู้ว่า มีมือดีคนไหนบ้างที่ไม่ผ่านการตัดตัวที่สกอร์รวม 145 หลังจบรอบ 2
เริ่มจาก เคย์เมอร์ ที่พกดีกรีมือ 1 โลกมาเล่น แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย โดยตีเละถึง 150 (78-72) หมดสิทธิพิสูจน์ศักดิ์ศรีมือ 1 และมีแววตกบัลลังก์ค่อนข้างแน่
ส่วนผลงานแย่ที่น่าสนใจ (เรียงตามลำดับสกอร์) ได้แก่ แชมป์ปี 2007 แซก จอห์นสัน (สหรัฐ) 146 (73-73), แกรม แม็คดาวล์ (มือ 5 โลก/ไอร์แลนด์เหนือ) แชมป์ยูเอส โอเพน 2010 และเจ้าของรางวัลโปรยอดเยี่ยมหลายสำนัก 147 (74-73), แชมป์ บริติช โอเพน 2010 หลุยส์ อุสธุยเซน (แอฟริกาใต้) 149 (75-74), เปแดร็ก แฮร์ริงตัน (ไอร์แลนด์เหนือ) แชมป์เมเจอร์ 3 สมัย 147 (77-72), วีเจย์ ซิงห์ (ฟิจิ) อดีตมือ 1 โลก 154 (76-78) และ เอียนวูสแนม (เวลส์) อดีตมือ 1 โลก 155 (78-77)
สูงวัยไม่ใช่อุปสรรคลุ้นแชมป์
“หมีทอง” แจ็ก นิคคลอส เจ้าของสถิติแชมป์เมเจอร์สูงสุดตลอดกาล 18 สมัย ออกมาเชียร์“เฟรด คัพเพิลส์” โปรจอมเก๋าเจ้าถิ่นวัย 51 ปี หลังเห็น “เฟรดดี” จบรอบ 2 ด้วยอันดับ 7 ร่วม สกอร์ 139 (71-68) โดยยืนยันว่า อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น หลังปู่แจ็กเคยทำได้มาแล้วตอนอายุ 46 เมื่อปี 1986 ซึ่งคัพเพิลส์เองก็ถือเป็นกำลังใจและทำให้เชื่อมั่นมากขึ้น
“ผมสามารถชนะได้มั้ย แน่นอนผมกำลังตั้งตาคอยอยู่ แม้ยุคนี้จะเต็มไปด้วยมือรุ่นใหม่ๆ มากมาย ผมยังคงเชื่ออยู่เสมอว่าสามารถทำสกอร์ดีๆ ได้ และบางอย่างที่ดูเหลือเชื่ออาจจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้” คัพเพิลส์ ที่เต็มไปด้วยผมหงอกทั้งหัว กล่าว พร้อมหวังชูโทรฟีสมัยที่ 2 หลังเคยซิวแชมป์ตั้งแต่ปี 1992 และเป็นเมเจอร์เดียวที่ทำได้
ช่วงดึกคืนวันนี้ตามเวลาเมืองไทย เราจะได้รู้กันว่า สิงห์หนุ่ม กับ เสือแก่ ใครจะแน่กว่ากัน







