
ตะลุย Gold Coastเมืองหลวงแห่งสวนสนุก
ตะหงิด ตะหงิด เหมือนลืมอะไรสักอย่าง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก....
ตะหงิด ตะหงิด เหมือนลืมอะไรสักอย่าง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก....
เรื่อง/ภาพ ธนพล บางยี่ขัน
ตะหงิด ตะหงิด เหมือนลืมอะไรสักอย่าง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก....
อุตส่าห์บรรจงแพ็คกระเป๋าอย่างดิบดี ถึงขั้นงัด “คู่มือ” ลิสต์ของจำเป็น ที่การท่องเที่ยวควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ส่งมาให้เป็นไกด์ไลน์ ไล่จับยัดลงกระเป๋าทีละชิ้นตั้งแต่ อุปกรณ์กันแดด กันลม กันฝน กับสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงรองเท้า เสื้อผ้า ที่ควรพร้อมลุยทุกสถานการณ์
มานึกออกก็ตอนยืนอยู่หน้า “The Claw” เครื่องเล่นยอดนิยมอีกช้ิน ในสวนสนุกดรีมเวิลด์ โกลด์ โคส ออสเตรเลีย ว่าผมลืมพก “ความหนุ่ม”ติดกระเป๋ามาด้วย
เจ้าเครื่องเล่นนี้ผิวเผินดูไม่มีอะไร แค่เโยกไปโยกมาที่เขาว่าความเร็ว 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เอาเข้าจริง วิถีตวัดของมันจนเกิดเสียงหวืด หวาด ๆ สลับเสียงกรี้ดคนคนเล่น ทำเอาผมเร่ิมลังเล ว่าจะเล่นดีไม่เล่นดี
ด้วยความที่ห่างหายสวนสนุกไปพอให้ออกอาการเงอะงะ ผมก็งัดข้ออ้างพื้นฐานว่าขอรอถ่ายรูปเก็บบรรยากาศดีกว่า พร้อมปล่อยให้สมาชิกร่วมคณะไปทดลองความเสียวชิมลาง แต่ตอนนี้เองที่เพื่อนสื่อมวลชนชาวออสเตรเลียที่มาร่วมคณะด้วยกัน เร่ิมแนะนำ พร้อม ชักชวน จนออกจะดูเป็นการหว่านล้อมให้ไปเล่น “Tower of Terror II” ให้ได้
ดูๆไปก็คล้ายๆกับเครื่องเล่นบ้านเราที่ผมเคยลองมาบ้าง พวกที่เป็นเสาสูงแล้วมีกระเช้าพาเราค่อยๆ ขึ้นไปจนถึงยอดก่อนจะปล่อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ฟังดูก็ไม่น่าหวาดเสียวเท่าไหร่ถ้าคิดถึงภาพเครื่องเล่นที่บ้านเรา แต่สำหรับที่นี่ความสูงชนิดต้องแหงนคอกันสุดๆเวลามองยอดเสา เร่ิมทำให้ผมต้องคิดหาข้ออ้างใหม่ที่เลี่ยงไม่เล่นอีกแล้ว
ครั้นเห็นผมเริ่มออกอาการบ่ายเบี่ยง เพื่อนสื่อมวลชนเจ้าถ่ินถึงขั้นงัดไม้ตายมาปลุกความกล้าผมอีกรอบ ทำนองว่า ลูกชายเขาไม่กี่ขวบยังเล่นมาแล้ว ไม่มีอะไร เขาเองก็เล่นมาตั้งแต่อันเก่า (เจ้าเครื่องเล่นนี้เดิมเปิดใช้งานมา14 ปี ก่อนจะปรับใหม่ให้เสียวขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา) พร้อมแนะนำว่าต้องเล่นอีกด้านของเสาที่จะเป็นกระเช้าให้เรานั่งแล้วจะค่อยๆไต่ขึ้นไปตามเสาก่อนปล่อยลงมา
ต่างกันแต่เพียงด้านนี้คนเล่นจะต้องนั่งในท่าหลังขนานพื้นโลก หันหน้าลงพื้น ซึ่งจะค่อยๆ เห็นพื้นไกลขึ้นๆ แล้วเมื่อถึงกลางเสา(ท่ีแค่กลางเสาเพราะหากถึงยอดเสาคงเสียวเกินกว่าจะรับไหว) ระบบก็จปล่อยกระเช้าไหลมาตามแรงโน้มถ่วง แต่เป็นการเอาหน้าลง อืม... ฟังแค่นี้อดีนาลีนก็เร่ิมไหลแล้ว แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ ผมจำเป็นต้องไปลองเล่น
ว่าแล้วก็มาลงไล่เช็คเจ้า “Q4U” นวัตกรรมจองคิวเล่นเครื่องเล่นรูปแบบใหม่ที่เจ๋งใช้ได้ ขนาดรูปร่างประมาณ “ทามาก็อดจิ” ซึ่งหน้าจอจะมีชื่อเครื่องเล่นให้กดไล่ไปดูทีละชิ้น ว่าเครื่องนั้นๆ เราจะสามารถไปเล่นได้กี่โมง ไม่ต้องเสียเวลาไปรอ แค่พาตัวเองไปให้ตรงตามรอบของเวลาที่ปรากฏในเจ้า “Q4U” ก็ได้เล่นแบบไม่ต้องต่อไปยืนเมื่อยต่อคิว
ระหว่างรอรอบเวลาผมและคณะจึงไปเดินดูโชว์เสือเบงกอลฆ่าเวลา ดูเหมือนคนที่นี่จะให้ความสนใจกับโชว์ เสือยืนสองขา เสือกระโดดตะครุบเนื้อที่โยนไปกลางอากาศ เสือปีนเสา แต่กับคนบ้านเราที่คุ้นเคยกับโชว์ลักษณนี้อาจจะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ แต่ที่สะดุดใจคงจะเป็นการแสดงของเขาจะสอดแทรกเรื่องการอนุรักษ์เรื่องการป้องกันการสูญพันธ์ตามธรรมชาติ พร้อมรับบริจาคเงินเพื่อเข้าโครงการนี้
เอาเข้าจริงผมเดินดู โน่น นี่ นั่น จนเกินเวลานัดหมายซึ่งระบุไว้ในเครื่อง “Q4U” กะจะรอรอบต่อไปก็ต้องเป็นบ่ายกว่า ซึ่งนั่นจะกินเวลากิจกรรมอื่นๆที่ตระเตรียมไว้ ทำให้ผมต้องคลาดแคล้วกัับ Tower of Terror II แบบโล่งใจ ปนเสียดายนิดๆ แต่ไม่เป็นไร ภารกิจการเดินทางทริปนี้ของผมยังอีกไกล มีสวนสนุกอีกหลายแห่งที่รอผมอยู่ ....
การเดินทางเที่ยวนี้ออกจะเหนือความคาดเล็กน้อย เพราะจากคำเชื้อเชิญ ของการท่องเที่ยว ควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับ สายการบินแควนตัส ที่เชิญสื่อมวลชนจากทั่วโลกเกือบ200 สำนักไปร่วมพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เร่ิมคลี่คีลายจนกลับมาเป็นปกติแล้ว ตามสโลแกน “Nothing Beats Queensland” ทำให้ผมนึกว่าน่าจะเร่ิมต้นจากการเดินสำรวจพื้นที่มากกว่ามาตะลุยสวนสนุก
ด้วยเม็ดเงินกว่าสิบล้านเหรียญ ที่อัดฉีดจากภาครัฐลงไปช่วยเหลือภาคธุรกิจ นอกเหนือจากการฟื้นฟูความเสียหายทางโครงสร้างพื้นฐาน และการบูรณาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกัน ทำให้ถนนหลายสาย อาคาร สถานที่หลายแห่งที่ถูกน้ำท่วม ได้รับการซ่อมแซมกลับมาใช้ได้ดังเดิมภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ในฐานะเมืองท่องเที่ยว ซึ่งตัวเลขปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 2 ล้านคนต่อปี และ นักท่องเที่ยวภายในประเทศ 16 ล้านคน รวมทั้งสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ9.2 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย ทริปนี้จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างฟื้นฟูกลับมาเกือบจะเหมือนเดิม
เรียกน้ำย่อยของทริปนี้ด้วยการสำรวจ “มุมสูง” 360 องศา บนชั้น 77 จากตึก Q1 ที่ตระหง่านอยู่กลางทำเลทอง หน้าหาดโกลด์โคสต์ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 230 เมตร ทำให้เห็นทั้งพื้นน้ำ ชายหาด ไปจนถึงตัวเมืองไกลไปถึงเทือกเขา Warning และ Cougal ที่บ่งบอกสภาพความสมบูรณ์ของเมืองนี้ที่มีทั้งภูเขา ทะเล และคลองที่ว่ากันว่ามีมากกว่าเมืองเวนิสถึง 9 เท่า ไม่น่าแปลกท่ีบ้านพักโซนใกล้ทะเลจะมี เรือหรูหรา จอดหลังบ้านหน้าบ้านเรียงรายกันตระการตา
น่าสนใจตรงลิฟต์ขึ้นตึกของที่นี่เขาโฆษณาว่าเป็นลิฟต์ที่เร็วที่สุดในออสเตรเลีย ความเร็วเฉลี่ย 3 ชั้นต่อวินาที ดังนั้นจากพื้นถึงชั้น 77 จะใช้เวลาเพียงแค่ 42.7 วินาที แถมเวลาขึ้นจะมีจอแอลซีดีบนเพดานลิฟต์ให้เห็นภาพเสมือนว่าเรามองทะลุกำลังไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกราฟฟิคโชว์ความเร็วลิฟต์ ชั้นที่กำลังอยู่ แค่นี้ก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว
ต้องยอมรับว่าสมคำล่ำลือ ที่ยกให้ที่นี่เป็นเมืองหลวงแห่งสวนสนุกของออสเตรเลีย เพราะแค่ถนนแปซิฟิคไฮเวย์ที่ขนานกับชายฝั่งโกลด์โคส ก็เหมือนจะอัดแน่นไปด้วยสวนสนุก สวนน้ำ เรียงรายสองฝั่งถนน แบบเลือกกันไม่ถูก
จากการที่ผมตระเวนไล่ใช้บริการสวนสนุกของที่นี่จนเกือบจะเป็นเกจิสวนสนุกที่นี่ จุดเด่นของสวนสนุกที่นี่ อยู่ตรงที่การเป็นมากกว่าสวนสนุกในความหมายแค่เครื่องเล่นเรียงๆกัน แต่กลายเป็นทั้งสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนทุกเพศทุกวัยสามารถมาใช้บริการร่วมกันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่เด็กนั่งรถเข็นจนคนแก่ถือไม้เท้า
ยกตัวอย่าง “ดรีมเวิลด์” ที่นอกจากจะรวมเครื่องเล่นเรียกอะดีนาลีนทั้งหลายแล้ว อีกมุมหนึ่งยัง เป็นสวนสัตว์ ที่เปิดให้นั่งท่องเที่ยวมาให้อาหารจิงโจ้แบบใกล้ชิด หรือ ถ่ายรูปกับหมีโคอาล่าที่จัดมุมไว้เป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีโชว์สัตว์ต่างๆ ทั้งโชว์เสือ โชว์ตัดขนแกะ อีกมุมหนึ่งยังแบ่งเป็นเครื่องเล่นสวนน้ำที่อลังการณ์ไม่น้อย
สลับมาที่ “ซีเวิลด์” ทำเลที่ตั้งจะอยู่เลย “Surfers Paradise” ชายหาดโกลด์ โคส ขึ้นมาทางเหนือนิดหน่อย จุดเด่นของที่น่ี่ เหมือนจะเป็นการนำอควาเรียม หลายๆแห่ง มาจัดหมวดหมู่ พร้อมสร้างความเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ ทั้งด้วย สัตว์ และ รูปแบบการนำเสนอ
ผมเร่ิมต้นด้วยการดู “เพนกวิน” ที่อยู่ไม่ห่างจากประตูทางเข้ามากนัก แค่ก่อนเข้าก็ปูความรู้ด้วยชนิด ลักษณะ สายพันธุ์ ถ่ินที่อยู่อาศัย พฤติกรรมของมันก่อนจะเข้าสู่ตัวตู้กระจกที่จัดทำไว้ให้สามารถดูการเคลื่อนไหวใต้น้ำของเพนกวิน และ ด้านบนที่เปิดให้เห็นการจับกลุ่มรวมตัวบนบกด้วยสภาพที่เลียนแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะเพนกวินจักรพรรคิที่ดูจะเป็นมิตรกับเด็กๆ ออกมาต้อนรับติดขอบกระจกแบบไม่มีกลัว
ไฮไลท์ของที่นี่ในสายตาผมน่าจะเป็น “Shark Bay” อควาเรียมที่สมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำนานานาชนิดอีกแห่งที่ผมเคยเจอ ทั้ง ปลานโปเลียนตัวเขื่องออกจะใหญ่กว่าที่เจอแถวสิมิลัน ฉลามวัวที่อ้วนปั๊กขนาดตั้งแต่เมตรกว่าขึ้นไปว่ายเวียนโชว์ลีลาไปมา แม้แต่เหาฉลามที่เกาะติดหลังยังได้อานิสงค์อ้วนตามไปด้วย พวกตระกูล Shark Ray ก่ึงฉลามกึ่งกระเบนขนาดกว่าสองเมตรผมก็เห็นครั้งแรกที่นี่ ที่เยอะก็จะเป็นพวกตระกูลกระเบนมีตั้งแต่ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือไปจนถึงเมตรกว่า
ตรงกันข้ามแยกเป็นส่วนของ Ray Reef บ่อน้ำในพื้นที่เปิด รวมเอากระเบน สาระพัดชนิดมาไว้ด้วยกัน น่าจะยืนยันถึงความชุกชุมของ “กระเบน” ในแถบเกรทแบริเออร์รีฟได้เป็นอย่างดี เลยมานิดแยกออกเป็นส่วนของพวกดาวทะเล หลายสี หลายพันธุ์ จัดไว้ในบ่อไล่สโลปตื้นๆ พอให้เด็กเล็กๆ ได้จับต้องท่ามกลางการดูแลของเจ้าหน้าที่ซึ่งปักหลักอยู่ในน้ำคอยอธิบายให้ความรู้
ติดกันเป็น “หมีขั้วโลก” ที่จัดเป็นดาราดังของที่นี่อีกตัว ที่น่าแปลกใจคือโซนที่อยู่ของมันซึ่งจัดไว้ไม่ได้ทำให้หนาวประหนึ่งขั้วโลกสมชื่อ ประเมินคร่าวๆ น่าจะอยู่ที่ 20-30 องศา เห็นอย่างนี้แล้วยังนึกอย่างให้บ้านเรามีไว้สักตัว กลัวแต่จะไปแย่งเรตติ้งแพนด้าซุปเปอร์สตาร์ เพราะลีลาขี้เล่นของเจ้าหมีตัวนี้น่าเอ็นดูจนเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย
แต่ที่คนดูล้นหลามคงจะเป็น “โชว์โลมา” ทั้งกระโดด ทั้งหมุนตัว ทั้งว่ายน้ำท่าแปลกๆ ให้คนยืนขี่บนหลัง คล้ายเซิร์ฟบอร์ดเคลื่อนที่ไปบนผิวน้ำ หรือ ส่งแรงดันให้คนกระโดดจากผิวน้ำได้หลายเมตร พร้อมเปิดให้เด็กๆ ให้อาหารอย่างใกล้ชิด
ไม่แปลกที่จะเห็นคนหลากวัยตั้งแต่เด็กเล็กมาเที่ยวเล่น เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา หาข้อมูลเรื่องสัตว์น้ำ คู่รักพากันมาสวีท ครอบครัวพาลูกมาเที่ยว เพราะดูเหมือนที่นี่จะจัดพื้นที่ไว้รองรับคนทุกช่วงอายุจริงๆ และไม่แปลกใจที่ “ตั๋ว” สวนสนุกแทบทุกแห่งจะต้องมีประเภทตั๋วรายปี







