
ปิดฉากลา แฟต ไพเราะ งดงาม
อำลากันไปแล้วอย่างชื่นมื่น เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส หรือ ลา แฟต (La Fete) ครั้งที่ 7
อำลากันไปแล้วอย่างชื่นมื่น เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส หรือ ลา แฟต (La Fete) ครั้งที่ 7
ปิดฉากสวยงามด้วยคอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตรา (La Fete 2011 : Symphonic Concert / Isabelle Queguiner) ที่ตอกย้ำมิตรภาพฝรั่งเศสไทย โดยฝ่ายเรามีวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ หรือ บีเอสโอ (Bangkok Symphony Orchestra – BSO) เป็นตัวแทน ส่วนฝรั่งเศสผู้จัดงานส่งวาทยกรชื่อดัง โรแบร์โต เบนซี และนักร้อง เมซโซโซปราโน อิซาแบล เกกิเนร์ มาร่วมถ่ายทอดความงามของดนตรีคลาสสิก
โปรแกรมบรรจุผลงานชิ้นเอกของโลกหลายชิ้น รวมทั้งโอเปราที่เป็นไฮไลต์ร้องควบคู่สลับกับการแสดงดนตรีออร์เคสตรา นำโดยวาทยกรแถวหน้า โรแบร์โต เบนซี ที่มีชื่อเสียงมากในฝรั่งเศส เป็นคนที่ความสามารถฉายแววมาตั้งแต่เด็ก และได้ควบคุมวงเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 14 ปี กับประสบการณ์นานกว่า 50 ปี เจนเวทีควบคุมวงออร์เคสตราชื่อเสียงระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ต้องถือว่าคนไทยโชคดีที่วันนี้ได้ตัวโรแบร์โตมานำวงบีเอสโอ
บทเพลงที่คุ้นเคยกันดีมี Menuet and Barcarolle เป็นเพลงเล่นในช่วงสลับฉากจากเรื่อง Hoffman’s Tales ที่ไพเราะมากของ ฌักส์ ออฟเฟนบาค นักประพันธ์แนว Light Lyric Opera ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่ง
รายการวันนี้ยังรวม Overture ที่เป็นบทโหมโรงจากเรื่อง Orpheus in the Underworld (ออร์เฟอุสในนรก) ได้ยินชื่อหลายคนอาจบอกว่าไม่รู้จัก แต่ถ้าได้ฟังก็จะรู้ว่าเป็นทำนองที่คุ้นหูมากที่สุดเพลงหนึ่ง เพราะเป็นเพลงเต้นระบำ French Can Can ที่ขึ้นชื่อของฝรั่งเศสนั่นเอง
เล่นได้ดี ฟังแล้วทั้งคึกคักและเคลิบเคลิ้ม อ่อนไหวไปกับมนต์สะกดที่หวานฟู่ฟ่าของปารีสศตวรรษที่ 19
ด้านอุปรากร บทเพลงที่น่าสนใจและถือเป็นการร้องที่ยากยิ่ง คือ “Divinites du Styx” (ทวยเทพแห่งสตีกซ์ แม่น้ำแห่งความตาย) จาก Alceste อุปรากรยิ่งใหญ่บทประพันธ์ของ คริสตอฟ วิลยีบัลด์ กลุค เรื่องจับความตอนที่อัลเชสเตไปที่หน้าประตูนรกเพื่อสละชีพช่วยสามี อัดเมโต ที่ไม่อาจรับการเสียสละครั้งนี้ได้ สุดท้ายเลยต้องตายด้วยกันตามคำทำนาย จบในแบบโศกนาฏกรรม (Tragedy) ที่เป็นแบบฉบับส่วนใหญ่ของโอเปรา
บทร้องดังกล่าวแต่งให้สำหรับนักร้องเสียงโซปราโนซึ่งเป็นเสียงสูง และเป็นโซปราโนในแบบดรามาติก (Dramatic)อิซาแบล เกกิเนร์ ซึ่งถูกจัดให้เป็นเสียงระดับกลางที่เรียกว่า เมซโซโซปราโน กลับร้องได้ดีมากจนต้องชื่นชม ด้านตัวโน้ต ยามเสียงลงต่ำ เธอร้องได้ทุ้มกังวานและเป็นเสียงต่ำชัดเจน ยามที่ต้องเปล่งเสียงสูงก็สามารถปล่อยตัวโน้ตได้สูง มีการระเบิดเสียงออกได้ดีในแบบเทคนิคการร้องของโอเปราที่ไม่ใช้ไมโครโฟนเป็นตัวช่วย
สำหรับน้ำเสียงที่แบ่งออกเป็นแบบดรามาติก ที่เป็นเสียงทุ้มก้องกังวานและมีพลัง กับท่วงทำนอง (Lyric) ที่มีลักษณะเบาและรื่นไหลกว่ามาดามเกกิเนร์ ในเพลงนี้แสดงความเป็นนักร้องแบบดรามาติกได้ชัดเจน ทั้งสมบทบาทและตอบโจทย์การร้อง
จับตาดูกันอีกเพลง เป็นบทประพันธ์ของ ชูลส์ มาสเซอเนต์ ในชื่อ Werther เป็นตอนที่ชาร์ลอตต์ นางเอกพรรณนาถึงเนื้อหาของจดหมายที่แวร์เทอร์เขียนถึงตั้งแต่ถูกเธอบังคับให้ห่างออกไป และบอกเป็นนัยว่าอาจปลิดชีวิตตัวเองทิ้ง เป็นอีกบทเพลงที่ร้องค่อนข้างยากและใช้พิสูจน์ความสามารถ เพราะมีตัวโน้ตที่ต่างกันมากทั้งขึ้นสูงและลงต่ำ ถือว่าถ่ายทอดได้เยี่ยมอีกเช่นกัน รวมทั้งการสื่อความรู้สึกลึกซึ้งที่น่าจะยากยิ่งกว่า เพราะหลากหลายอารมณ์ ทั้งเสียใจ เศร้าโศก ซาบซึ้งและดีใจ
สุดท้ายเป็นอุปรากร Carmen ของจอร์กส์ บิเซต์ บทประพันธ์สุดเลิฟของฝรั่งเศสที่ร้องและเล่นกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก แสดงวันนี้เป็นดนตรีสลับกับการร้องติดกัน 7 เพลงรวด ที่รู้จักกันมากที่สุดคือ Habanera ที่คาร์เมนพูดถึงความรัก บ่งบอกความร้อนแรงในแบบ “สวยพิฆาต” (Femme Fatale) ซึ่งคาดเดาได้ว่าน่าจะมีการตายตอนจบ
เทคนิคการร้องผ่านได้ดี การสื่อความรู้สึกกับการแสดง (Acting) เมื่อเทียบกับเพลงก่อนหน้านี้อาจดูด้อยไปสักหน่อย แต่โดยรวมแล้วเพราะพริ้ง เป็นช่วงเวลาที่เพลินไปกับอารมณ์ของฝรั่งเศส แม้จะเป็นเรื่องราวของสาวยิปซีกับนักสู้วัวกระทิงก็ตาม
ในส่วนของการแสดงดนตรีบีเอสโอเล่นได้ดี มีการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งยอดวาทยกรอย่าง โรแบร์โต เบนซี ยังเอ่ยปากชื่นชม แม้จะผ่านการซ้อมด้วยกันมาเพียง56 ครั้งเท่านั้นเอง
ต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับศิลปินสามฝ่ายที่รวมพลังกันสร้างความรื่นรมย์ส่งท้ายรายการ โดยเฉพาะวาทยกรควบคุมวงที่นำพาจังหวะและดนตรีให้สอดประสานกันได้อย่างลงตัว
ที่ลืมไม่ได้ ขอขอบคุณสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ แม่งานเทศกาลที่เติมสีสันให้กับวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ทุกๆ ปี







