posttoday
หยุด ล้ม กลิ้ง

หยุด ล้ม กลิ้ง

06 เมษายน 2554

คําว่า “หยุด ล้ม กลิ้ง” หรือ Stop, Drop and Roll

คําว่า “หยุด ล้ม กลิ้ง” หรือ Stop, Drop and Roll

นี้ เป็นคำที่เด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสมัยที่หนูดีฝึกงานที่อเมริกาต้องถูกสอนให้คุ้นชินกันทุกคน แถมยังร้องและเต้นตามเพลง “หยุด ล้ม กลิ้ง” กันได้ด้วย เป็นท่าง่ายๆ ที่เมื่อเด็กวิ่งไปวิ่งมา แต่พอคุณครูเปิดเพลงปั๊บ เด็กก็จะหยุดนิ่งกับที่แทบจะดังกึ๊ก แล้วก็ล้มตัวลงเบาๆ ที่พื้น เอามือขึ้นมากำบังหน้าไว้แล้วกลิ้งตัวไปมาซ้ายขวา

เพลงนี้เป็นไฟต์บังคับค่ะ กฎหมายของรัฐหนูดีบรรจุไว้เป็นหลักสูตรอนุบาลให้เด็กอนุบาลทุกคนต้องฝึกไว้ ทั้งทำความเข้าใจและปฏิบัติให้เป็นกันทุกคน เพลงนี้สำคัญอย่างไรหรือคะ มันเป็นการฝึกเด็กให้เอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติประเภทหนึ่ง นั่นคืออัคคีภัยค่ะ

สัญชาตญาณแรกของเราหากติดอยู่ในเพลิงแล้วไฟลุกลามมาถึงตัว เราจะทำอย่างไร หนูดีว่าแทบจะร้อยทั้งร้อย คนจะต้องรีบวิ่งหนี แต่ทราบไหมคะว่า การยิ่งวิ่งหนีเมื่อไฟลามมาถึงตัวหรือเสื้อผ้าแล้วยิ่งอันตรายค่ะ เพราะไฟเมื่อได้ก๊าซออกซิเจนโหมเข้าไปจากการที่เราวิ่งก็ยิ่งทำให้ไฟลุกลามใหญ่ แต่วิธีที่ถูกต้องที่ผู้เชี่ยวชาญออกแบบมาแล้วคือ ให้ทำในสิ่งที่สมองของเราจะไม่สั่งการโดยอัตโนมัติแน่ๆ นั่นคืออย่าวิ่งหนี แล้วล้มตัวลง กลิ้งไปกลิ้งมา เอามือปิดหน้า เพียงไม่นานไฟก็จะค่อยลดขนาดลง และดับไปในที่สุด

ที่หนูดีชวนคุยเรื่องนี้ก็เพราะว่าภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติในปัจจุบัน ดูจะรายล้อมเราไปเสียทุกด้าน ประเทศเราก็โดนสึนามิมาแล้ว แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟป่า เรียกว่าความเสี่ยงมาจ่อประตูอยู่แล้วทุกด้าน ที่ยังไม่เกิดอย่างรุนแรงมากไปกว่านี้ ก็นับว่าพวกเราได้ซื้อเวลามานานพอสมควรแล้ว แต่ในอนาคตไม่มีใครรับประกันได้ว่าอะไรจะเกิด แล้วจะเกิดเมื่อไร มีแต่เราต้องเตรียมตัวพร้อมไว้เท่านั้น

ที่สำคัญต่อให้ภัยธรรมชาติไม่เกิดในเมืองไทย เราก็อาจจะแจ็กพอตเดินทางไปเที่ยวหรือทำงานในจุดเกิดเหตุพอดี เหมือนตอนที่หนูดีต้องเฝ้ามองผู้รอดชีวิตชาวยุโรปในโรงพยาบาลพังงาที่หนูดีเป็นล่ามให้ บางครอบครัวรอดมาคนเดียว แทบจะเรียกว่าบินมาหาที่ตายแท้ๆ น่าสงสารที่สุด เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกค่ะ แต่ถ้าดวงต้องไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ จะเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์คับขัน

สำหรับลักษณะคลื่นสึนามิ หนูดีตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าต้องเจอกันอีกครั้ง แน่นอนว่าถ้าวิ่งหนีให้พ้นแนวชายฝั่งทัน หนูดีวิ่งแน่ๆ แต่ถ้าหากมองไปแล้วไม่ทันแน่นอนก็จะไม่วิ่งค่ะ ยืนตั้งสติ กำหนดสมาธิกันตรงนั้นเลย ถ้าจะตายก็ขอตายแบบสงบแล้วกัน ไม่วิ่งทุรนทุรายทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่รอด ทำไปก็ไร้ประโยชน์ คือ พูดแบบคนที่ผ่านเหตุการณ์ตรงนั้นมาแล้ว และโชคดีที่ไม่ถึงฆาต บอกได้เลยว่าภัยธรรมชาตินี่เป็นเรื่องที่ชี้ตัวกันไม่ได้เลยว่าใครจะรอด แต่เรื่องแบบนี้มีแค่สองอย่าง ไม่รอดก็ตาย ถ้าเราฝึกตัวเองมาดีก็สู้กันสักตั้ง แต่ถ้ามองแล้ว อย่างไรก็วิ่งหนีไม่รอด ก็ทำใจแล้วไปอย่างไม่กระเสือกกระสนดีกว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ท่านเคยเทศน์ให้พวกเราฟัง น่ารักทีเดียว ท่านบอกว่า เวลาเดินทางไปไหน หากเครื่องบินตกหลุมอากาศหรือทำท่าจะตกละก็ ให้รีบกลับมาที่ลมหายใจ กำหนดสมาธิ ทำใจให้สงบ ตั้งสติแต่กับลมหายใจเข้าออก ลูกศิษย์คนหนึ่งเลยถามว่า “ถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะรอดหรือ” ท่านตอบยิ้มๆ ว่า “ไม่หรอก แต่เธอก็จะตายอยู่ในสติ ซึ่งก็คงไม่ใช่การตายที่แย่นักหรอก ใช่ไหม” พูดเสียเห็นภาพเลย อย่างไรคนเราก็ต้องตายกันคนละครั้งทุกคน ดังนั้น หากถึงเวลาจริงๆ ก็ขอไปแบบมีสติดีกว่า ดูมีศักดิ์ศรีกว่าเยอะเลย แถมบางคนเชื่อเรื่องชาติหน้า ยังทำให้เบาใจหน่อยว่า ถ้าไปเกิดใหม่ คงได้ไปที่ดีๆ เพราะใจไม่ระส่ำระสาย

แต่ถ้าเรามีโอกาสรอดละคะ มองไปรอบๆ แล้ว สงสัยวิ่งหรือหลบแล้วทำท่าจะรอด แบบนี้ จะเตรียมตัวอย่างไร จริงๆ แล้วภัยพิบัติมีหลายประเภท ทั้งแผ่นดินเคลื่อนตัว พายุหมุนเขตร้อน สิ่งเหล่านี้ถ้าพูดแบบให้เห็นภาพ มันจะเกิดเหตุร้ายอื่นๆ ตามมาได้เยอะ เช่น อาคารพัง ถล่ม ไฟไหม้ที่ลุกลามมาจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือกระจกแตกแล้วบาด อาหารขาดแคลน ไฟดับ มองไม่เห็น รวมถึงไม่มีที่พักแล้วเราต้องหนาวสั่นอยู่นอกอาคาร

สมัยอยู่อเมริกา รัฐของหนูดีเคยประกาศภาวะ “พายุหมุนพัดเข้าเมือง” ล่วงหน้าถึง 1 สัปดาห์ โดยรัฐแจ้งวิธีรับมือให้พวกเราเสร็จสรรพ คือ ให้ซื้อ “ดั๊กเทป” หรือเทปกาวสีดำอย่างหนามาติดกระจกรอบบ้านเป็นรูปกากบาทเพื่อให้เวลาพายุพัดเข้าแล้วกระจกจะได้ไม่แตกมาทิ่มตัวเรา ให้ซื้อน้ำแข็งมาเยอะๆ เพื่อแช่อาหารสด รวมถึงซื้อน้ำดื่มมาเตรียมไว้มากๆ เพราะว่าเมื่อพายุหมุนเข้ามา เราอาจติดอยู่ในบ้านเป็นสัปดาห์ๆ ไฟฟ้าดับ น้ำไม่ไหล เตรียมเทียนไข ยา ถ่านไฟฉาย รวมถึงไฟฉาย ครั้งนั้นเมื่อถึงวันจริงพายุกลับเปลี่ยนเส้นทางไปสู่อีกรัฐหนึ่งใกล้ๆ กัน น้ำท่วมเมือง ถนนขาด พวกเราก็เตรียมตัวเก้อ แต่เก้อแบบนี้ดีค่ะ ไม่ว่ากันเลย

หนูดีเลยได้ความรู้ว่า เวลาเกิดภัยธรรมชาติแบบหนึ่ง มันจะมี “เหตุการณ์ต่อเนื่อง” ตามมาคล้ายๆ กัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็ไม่ค่อยต่างกันค่ะ คือเรื่อง หิว หนาว มืด เจ็บ ส่วนตอนที่เกิดเหตุ รักษาตัวอย่างไร อันดับแรกคือ สติ จะหนีเอาตัวรอดก็หนีด้วยสติ เช่น หลบเข้าห้องน้ำหรือกำบังตัวด้วยโต๊ะใหญ่ๆ หรือวิ่งขึ้นที่สูง และหากต้องตายก็ตายด้วยสติค่ะ จริงๆ ชีวิตก็เท่านี้ ถ้าวันนี้ไม่ตายด้วยภัยธรรมชาติ วันหน้าก็ต้องตายด้วยอะไรสักอย่าง คนที่จะอยู่โดยไม่ตาย หนูดียังไม่เคยเห็นเลย ดังนั้นฝึกรับมือธรรมชาติแบบนี้ไว้ ก็เหมือนฝึกธรรมะแบบพุทธของเรานั่นเอง ดีนะคะ เพราะพอคิดได้ว่าไม่กลัวตายเสียอย่าง อะไรๆ ก็ไม่น่ากลัวทั้งนั้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท