
พึ่งพาตนเอง(ได้)อย่างยั่งยืน คือสร้างงานที่มั่นคง
หนึ่งในพันธกิจหลักของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
หนึ่งในพันธกิจหลักของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างครอบคลุมทั่วถึงทัดเทียมแก่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ แม้ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล หมู่บ้านยากจน รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทางสังคม คนพิการ เด็ก คนชรา โดยนโยบายหลักนี้ สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. กล่าวให้รายละเอียดว่า เพื่อต้องการเอื้อให้บุคคลเหล่านี้สามารถใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อเข้าถึงข่าวสารข้อมูลที่จำเป็น อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดย “โครงการศูนย์การเรียนรู้คู่ชุมชน” หรือมีการจัดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตส่วนกลางของชุมชน ที่มีฮาวทูสอนให้ประชาชนสามารถรู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์ โดยเริ่มต้นเน้นในเรื่องการประกอบอาชีพโดยใช้ประโยชน์ข้อมูลต่างๆ จากระบบไอที ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้เพื่อทำให้คนไทยพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องยื่นมือขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว และอาศัยระบบโทรคมนาคม ซึ่งในวันนี้สามารถให้ “บริการทั่วถึง”
สุรนันท์ กล่าวว่า คือกลยุทธ์ปูพรมในเชิงปริมาณ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแตกต่างจากเมื่อก่อนที่กระจุกอยู่แต่ในพื้นที่เจริญในเมือง ส่วนในเชิงคุณภาพเน้นบริการเรื่องสอนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาสใช้ “ศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชน” ให้เกิดประโยชน์ในเชิงประกอบอาชีพได้อย่างเต็มที่
ชุมชนพึ่งพาชุมชนด้วยกันเอง
นับจากปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน กทช. คือ กสทช.ในปัจจุบัน ทั้งนี้ภายใต้กระบวนการทำงานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สุรนันท์ บอกว่า กสทช .มีหน้าที่ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน ครอบคลุมพื้นที่ในมิติเชิงพื้นที่ และมิติเชิงสังคม จัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พร้อมจัดให้มีคอมพิวเตอร์ พร้อมฝึกอบรมให้กับโรงเรียนในชนบทจำนวน 500 แห่ง จัดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนจำนวน 400 แห่ง เป็นต้น
กสทช. สรุปคัดเลือกให้ชุมชนจำนวน 5 แห่ง ใน 5 จังหวัดเข้าร่วมโครงการนำร่อง ดังนี้
1.“ศูนย์การเรียนรู้คู่ชุมชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” อบต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน
2.“ศูนย์สามวัย” เพื่อตอบสนองการใช้งานแก่เยาวชน ประชาชนในวัยทำงาน และสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน อาคารบริการชุมชนเทศบาลตำบลสามง่าม จ.พิจิตร
3.“ศูนย์การเรียนรู้คู่ชุมชนเพื่อผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้” อาคารศูนย์ กศน.ตำบลบ้านไร่ 3 จ.ชัยภูมิ
4.“ศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนลักษณะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” อาคารพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองท่าทอง จ.สุราษฎร์ธานี
5.“ศูนย์การเรียนรู้คู่ชุมชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” อาคารสำนักงานวิทยาลัยการอาชีพคลองท่อม จ.กระบี่
“ชุมชนในชนบทถ้าพึ่งพากันเองได้ ผมถือว่าคือการสร้างอาชีพให้ตัวเองได้อย่างยั่งยืน ยกตัวอย่างศูนย์อินเทอร์เน็ตคลองท่อม จ.กระบี่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนปาล์ม เกษตรกรเดินเข้าไปที่ศูนย์เหล่านี้คลิกตรวจสอบราคาได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้จากพ่อค้าคนกลางหรือมีโรคระบาดในปาล์มก็มีการถ่ายเทข้อมูลระหว่างเกษตรกรด้วยกัน โดยไม่ต้องรอคอยคำตอบจากเกษตรจังหวัดเท่านั้น การให้ข้อมูลในการประกอบอาชีพและอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ เพื่อนำไปใช้พัฒนาอาชีพได้ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว จะถือเป็นการกระจายความเจริญและความเข้มแข็งไปสู่ชนบท และทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งนี่คือการยกระดับเรื่องความเป็นอยู่ รายได้ และอาชีพการงานได้ดีที่สุด” สุรนันท์ กล่าว
ใช้ห้องเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้
โครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท โดยการตั้งคอมพิวเตอร์เรียนรู้ เพื่อประโยชน์โดยเข้าถึงแหล่งข้อมูลให้เป็นและเกิดผลกับตนเองโดยแท้จริง ที่โรงเรียนบ้านแม่จัน (เชียงแสนประชานุสาสน์ ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 สุรนันท์ กล่าวว่า เป็นการประยุกต์เทคโนโลยีโดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สู่โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ชนบทของ จ.เชียงราย จำนวน 21 โรงเรียน โดยมีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์กลางของระบบเครือข่าย ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและส่งเสริมโอกาสของการรับรู้ข้อมูล ตลอดจนการเรียนรู้สู่ประชาชน โดยใช้โรงเรียนและนักเรียนในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชุมชนในชนบท
“ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ภาครัฐบริการได้อย่างเต็มที่ คือเรื่องสำคัญที่สุดของโครงการนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างเมื่อก่อน อบต.หลายๆ แห่งก็ไปสร้างศูนย์อินเทอร์เน็ตประจำชุมชน แต่ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนในละแวกนั้นเลย เพราะไม่มีคนสอนเรื่องฮาวทู แบบตั้งแล้วก็แล้วกันไป แต่ไม่มีการแนะนำเส้นทางอาชีพ ไม่ต้องกลัวครับ คอมพิวเตอร์ใช้ไม่ยาก
...คุณเดินเข้าไปที่ศูนย์จะมีคนแนะนำแน่นอน (บอกย้ำ) หัวใจสำคัญคือ แหล่งข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ทำอย่างไรให้เกษตรกรรู้จักและสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นยากกว่า แต่ผมเน้นให้คนในชุมชนพึ่งพากันและกันอย่างที่บอก จึงเน้นสร้างศูนย์ในโรงเรียน เช่น เชียงราย เด็กนักเรียนมีการโฆษณาสินค้าของตัวเอง ตั้งแต่เก้าอี้หวาย หรือแหล่งท่องเที่ยวแม่น้ำคำ หรือศูนย์สามวัย ที่ จ.พิจิตร คือ ศูนย์อินเทอร์เน็ตที่มีคน 3 เจเนอเรชัน เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยมาใช้ศูนย์นี้ร่วมกัน มีการนำสินค้าชุมชนในหมู่บ้านหลายๆ อย่างลงเว็บไซต์ เด็กวัยรุ่นคือคนใช้คอมพิวเตอร์และนำสินค้าของพ่อแม่มาลงเว็บ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับสินค้าทั่วโลกที่ใช้ และคือการเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพที่กว้างไกลขึ้น” สุรนันท์ กล่าวทิ้งท้ายและฝากให้ลองไปใช้บริการกันได้







