
เหยียบมิลเลนเนียม เยี่ยมเวมบลีย์
คงไม่ใช่โอกาสที่จะมีบ่อยๆ นักสำหรับการได้ไปเยือน 2 สนามฟุตบอลดังในต่างแดนอย่าง เวมบลีย์ และ มิลเลนเนียม สเตเดียม...
คงไม่ใช่โอกาสที่จะมีบ่อยๆ นักสำหรับการได้ไปเยือน 2 สนามฟุตบอลดังในต่างแดนอย่าง เวมบลีย์ และ มิลเลนเนียม สเตเดียม...
โดย...กิตติศักดิ์ โมฆรัตน์
คงไม่ใช่โอกาสที่จะมีบ่อยๆ นักสำหรับการได้ไปเยือน 2 สนามฟุตบอลดังในต่างแดนอย่าง เวมบลีย์ และ มิลเลนเนียม สเตเดียม โดยเฉพาะสังเวียนแข้งเวมบลีย์ของอังกฤษที่คอบอลบ้านเรารู้จักมักคุ้นกันดี เนื่องจากเป็นสนามที่ถูกใช้เป็นสงครามนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลถ้วยรายการดังๆ ที่แฟนบอลไทยติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ คัพ, คาร์ลิงคัพ รวมทั้งแมตช์แข่งของทีมชาติอังกฤษด้วย
ก่อนอื่นขอกล่าวถึงที่มาที่ไปของทริปครั้งนี้ก่อนครับ โดยเราได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท อาเจ ไทย จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่ม บิ๊กโคล่า ที่ได้เชิญคณะสื่อมวลชนและผู้โชคดีจากการร่วมสนุกกับแคมเปญ “บิ๊ก โคล่า พาซ่าส์ อังกฤษ” รวมแล้วกว่า 20 ชีวิต ยกพลตะลุยแดนผู้ดี เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา โดยวางโปรแกรมไปเยือนสนามเวมบลีย์ต่อด้วยชมศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก ซึ่งทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ บุกไปเยือน “มังกรแดง” เวลส์ ที่มิลเลนเนียม สเตเดียม
ที่สำคัญ ไม่ใช่การชมเกมธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในห้องวีไอพี เลานจ์ (ว้าววว...) เสียด้วย ซึ่งต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
เวมบลีย์...ไม่มีลืม
แม้จะขึ้นหัวเรื่องว่า “เหยียบมิลเลนเนียม เยี่ยมเวมบลีย์” แต่ขออนุญาตกล่าวถึงสนามเวมบลีย์ก่อนครับ เพราะเรานั่งจนปวดก้นประมาณ 12 ชั่วโมงอยู่บนนกเหล็กของการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า ออกจากสุวรรณภูมิไปยังฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน แล้วจึงมุ่งไปสนามได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เมกะลูกหนังแห่งเมืองผู้ดี
ถ้าประเทศไทยมี สนามศุภชลาศัย เป็นสนามเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง อังกฤษก็มี เวมบลีย์ นี่แหละครับที่เป็นสถานที่จารึกประวัติศาสตร์หลายอย่างของเมืองผู้ดีตีนแดง (แต่ไม่เห็นมีใคร) ตะแคงตีนเดิน
เวมบลีย์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1923 นู่นครับ ก่อนจะมีการปิดเพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม บูรณะ ตกแต่ง ต่อเติมเมื่อปี 2003 และเสร็จสิ้นออกมาโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิมในปี 2007 ซึ่งมีการเรียกกันว่าเป็น “นิว เวมบลีย์” จุผู้ชมได้มากถึง 9 หมื่นคน มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทวีปยุโรป เป็นรองเพียง คัมป์นู ของบาร์เซโลนา แห่งเดียวเท่านั้น ที่จุแฟนบอลได้ถึง 99,354 คน
ทั้งนี้ กีฬาฟุตบอลในอังกฤษถือเป็น “อาชีพ” อย่างเต็มตัว ดังนั้นการจะเดินดุ่มๆ เข้าไปในสนามมูลค่านับพันนับหมื่นล้านบาทเฉยๆ นั้น คุณอาจจะโดนเจ้าหน้าที่ปรี่เข้ามาล็อกคอ และอาจได้ หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นของแถมกลับมา เพราะคุณต้องเสียค่าเข้าชมเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเวมบลีย์เท่านั้น แต่สนามอื่นๆ ก็เหมือนกันหมด
สำหรับค่าเข้าชมเวมบลีย์ ผู้ใหญ่ 15 ปอนด์ (ราว 750 บาท) ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีราคา 8 ปอนด์ (ราว 400 บาท) ถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ก็มีส่วนลดให้มากน้อยแตกต่างกันไป ตามแต่จำนวน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเสียตังค์แล้ว นึกอยากจะเดินเตร็ดเตร่ไปไหนมาไหนก็ได้นะจ๊ะหนูๆ ทั้งหลาย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่สนามทำหน้าที่เป็นไกด์พาทัวร์มุมนู้น มุมนี้ ห้องนั้น ห้องนี้ พร้อมบรรยายให้ข้อมูล รวมทั้งประวัติความเป็นมาต่างๆ เป็นรอบๆ ไป ซึ่งในรอบของเรา นอกจากจะมีพวกเรากลุ่มคนไทยแล้ว ยังมีชาวเดนมาร์ก ชาวจีน และหนุ่มอังกฤษควงมากับแฟนสาว รวมทั้งหมดประมาณ 40 กว่าคน ภายใต้การนำทัวร์สนามของ มิสเตอร์ลอว์เรนซ์
มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ หนุ่มใหญ่เมืองผู้ดี บุคลิกใจดี อารมณ์ดี หน้าตา(เกือบ) ดี ซึ่งดูจากท่าทางแล้วอายุอานามน่าจะอยู่แถวๆ “หลักสี่” ซึ่งไม่รู้ว่าชื่อเต็มๆ ของแก ชื่อว่าอะไร แต่ผมขอตั้งชื่อให้ว่า ลอว์เรนซ์ เชิญยิ้ม เพราะแกฮาจริงๆ ครับพี่น้อง
ก่อนพาเดินทัวร์ คุณลอว์เรนซ์ กล่าวทักทายทุกคน ก่อนถามขึ้นมาว่า ในกรุ๊ปมีใครเชียร์ทีมฟุตบอลทีมอะไรกันบ้าง ?
ท่ามกลางความเงียบกริบที่ยังไม่มีใครปริปากตอบ ทันใดนั้น หนุ่มอังกฤษที่ควงมากับแฟนก็โพล่งออกไปทันที...ลิเวอร์พูล
ได้ยินดังนั้น ลอว์เรนซ์หันควับไปหาเจ้าหนุ่มเพื่อนร่วมชาติทันที ก่อนควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง และชูขึ้นบนอากาศ...ฟั่บ !!!
“ผมเป็นแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ลอว์เรนซ์ เชิญยิ้ม กล่าวพร้อมกับ “ชูใบเหลือง” ให้กับหนุ่มคนนั้น เรียกเสียงฮาครืนจากทุกคนในก๊วน
ช่างเตรียมพร็อพประกอบมาได้เข้ากับสนามฟุตบอลเสียนี่กระไร ซึ่งนอกจากจะมีใบเหลืองแล้ว ยังมีใบแดงพกมาด้วยอีกต่างหาก โดยคุณลอว์เรนซ์บอกให้ทุกคนกรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารระหว่างทัวร์เยี่ยมชมสนามด้วย มิฉะนั้นอาจจะโดนใบเหลือง ใบแดง ไล่ออกไปนั่งพักได้
หลังจากทักทายกันเรียบร้อย คุณลอว์เรนซ์ เชิญยิ้ม ก็พาทัวร์หลากหลายมุมที่แฟนบอลทั่วไปไม่มีสิทธิจะได้เข้ามาแน่นอน พร้อมกับหยอดมุกเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดแสดงภาพ ตู้โชว์ถ้วยรางวัลต่างๆ เรื่อยไปจนถึง ห้องแถลงข่าว ที่บรรดากุนซือและนักเตะจะมาให้สัมภาษณ์สื่อภายหลังจบเกม ซึ่งอีตาลอว์เรนซ์ เชิญยิ้ม ก็ถือโอกาสเผา โจเซ มูรินโญ อดีตกุนซือเชลซี ว่าเป็นคนที่ “บ้าน้ำลาย” สุดๆ ในยามให้สัมภาษณ์หลังเกม
“มูรินโญเคยพูดไปเรื่อยสักชั่วโมงหนึ่งได้ พวกนักข่าวแทบจะหลับกันเป็นแถว” คุณไกด์อารมณ์ดี กล่าว พร้อมทำท่าสัปหงกประกอบเรียกว่าน่าจะไปเอาดีด้านเดี่ยวไมโครโฟนได้เลยนะเนี่ย
หลังจากนั้น เราก็ได้เข้าไปยังห้องแต่งตัวของนักเตะทีมชาติอังกฤษ ซึ่งมีเสื้อของบรรดาแข้งดังให้ได้ถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนาน แฟนผีแดงปรี่เข้าไปแชะภาพกับเสื้อเวย์น รูนีย์ ขณะที่แฟนสิงห์บลูไม่พลาดถ่ายกับเสื้อแฟรงก์ แลมพาร์ด ส่วนเดอะค็อปแทบจะเอาหน้าไปซุกกับเสื้อสตีเวน เจอร์ราร์ด
ออกจากห้องแต่งตัว คุณลอว์เรนซ์จะพาไปยังอุโมงค์ทางออกลงสู่สนาม ประดุจว่าเราเป็นนักเตะที่กำลังจะก้าวย่างลงไปเหยียบเวมบลีย์
ผมจินตนาการไปเองว่า กำลังสวมเสื้อทีมชาติไทย พร้อมปลอกแขนกัปตัน นำเพื่อนร่วมทีมเตรียมฟาดแข้งกับทีมชาติอังกฤษ ท่ามกลางแฟนบอลด้านนอกที่เข้ามาเต็มความจุ โห่ร้องเสียงเชียร์กระหึ่มคลอไปกับเพลงแฟร์เพลย์ของฟีฟ่า
ทันทีที่ มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ เปิดประตูอุโมงค์ แสงจากด้านนอกก็สาดส่องเข้ามา ผมเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย พร้อมกับความรู้สึกแสนยิ่งใหญ่ แต่เดินไปได้เล็กน้อย ผมก็พบสิ่งหนึ่งตั้งอยู่ขอบสนาม
ผ่าง...มันคือแผงลูกกรงเหล็ก !!!
พวกเราไม่อนุญาตให้ลงไปเหยียบหรือแตะยอดหญ้าเลยแม้แต่ปลายนิ้ว แม้จะยื่นขาแทรกลูกกรงออกไปก็ไม่มีทางได้สัมผัส เพราะมันไกลเกินกว่าขาจะเอื้อมถึง สาเหตุเพราะ ขืนปล่อยให้คนมากมายขนาดนั้นลงไปเหยียบย่ำ พื้นสนามอาจเสียหายได้ ซึ่งวันที่เราไปนั้น สภาพสนามสวยงามพร้อมใช้งานจริงๆ โดยเตรียมไว้สำหรับเกมที่ อังกฤษ ต้องลงอุ่นเครื่องกับ กานา ในอีกไม่กี่วันต่อมา
โอเค...ไม่ได้ลงไปไม่เป็นไร (เชอะ...) มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ก็พาเราขึ้นไปนั่งบนอัฒจันทร์ ซึ่งสิ่งที่ผมประทับใจมากกับสนามแห่งนี้ นอกเหนือจากความสวยงามและใหญ่โต มโหฬาร คือ “ความสะอาด”
ตั้งแต่ด้านนอกสนาม เดินเรื่อยมาตลอดทาง ผมไม่เห็นเศษขยะเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าวของเครื่องใช้ เบาะที่นั่งทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าคุณลองไปที่สนามศุภฯ หรือราชมังคลากีฬาสถาน คุณจะเห็นความแตกต่างชนิดที่ว่า “ฟ้ากับเหว” เลยทีเดียว
และสุดท้ายสำหรับการทัวร์เวมบลีย์ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมถ่ายรูปกับ “ถ้วยเอฟเอคัพจำลอง” ตรงบริเวณที่บรรดานักเตะจะขึ้นไปชูถ้วยในเกมนัดชิงชนะเลิศเหมือนที่เราเคยเห็นผ่านการถ่ายทอดสด โดยจะมีช่างภาพของสนามคอยถ่ายให้ สนนราคา 10 ปอนด์ (ราว 500 บาท)
ถ่ายปุ๊ป ก็ลงมารอรับภาพอัดขยายใหญ่บริเวณด้านนอก พร้อมมีโปรโมชันจ่ายเพิ่มอีก 5 ปอนด์ (ราว 250 บาท) คุณจะได้ภาพดังกล่าวนำมาทำเป็นพวงกุญแจ และแมกเน็ตติดตู้เย็น ซึ่งผมไม่พลาดที่จะจัดไปเต็มๆ 15 ปอนด์ เพราะไม่รู้ว่าจะได้มาเยือนอีกหรือเปล่า
สรุปเราใช้เวลาทั้งหมดในการเยี่ยมชมเวมบลีย์ประมาณ 90 นาที เท่ากับการดวลแข้งฟุตบอล 1 เกม ซึ่งเกมนัดนี้เป็นเกมที่สุดแสนประทับใจและจะอยู่ในความทรงจำของผมตราบไปอีกนานเท่านาน
มิลเลนเนียม...เยี่ยมจริงๆ
จากการเยี่ยมชมสนามเปล่าๆ โล่งๆ ไร้นักเตะ ไร้แฟนบอล หลังจากนั้นวันต่อมา เราไปสัมผัสบรรยากาศของแท้กันที่ มิลเลนเนียม สเตเดียม ของ “เจ้าถิ่น” เวลส์ ตะบันแข้งกับ “อาคันตุกะ” อังกฤษ ในศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก ซึ่งที่นี่เราไม่ได้ทัวร์เยี่ยมชมสนามเหมือนที่เวมบลีย์ เพราะเป็นวันที่มีแมตช์แข่ง แต่ความพิเศษอยู่ที่การได้เข้าไปชมเกมการแข่งขันในห้องวีไอพี เลานจ์
แค่ได้ไปดูเกมก็สุดยอดแล้ว นี่ได้ไปดูในห้องวีไอพีนับว่าสุดยอดยิ่งกว่า !!!
วีไอพี เลานจ์ ที่มิลเลนเนียม สเตเดียม 1 ห้องใช้บริการได้ 12 คนครับ ภายในห้องมีอาหารเป็นบุฟเฟต์เลือกได้ตามสบาย พร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น ทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ไวน์ เบียร์ ฯลฯ แถมมีพนักงานคอยบริการประจำห้องเลยทีเดียว
หากใครคิดว่าการเชียร์ตรงวีไอพี อาจจะไม่ดุเดือดเร้าใจเท่ากับการไปอยู่ท่ามกลางแฟนบอล ขอบอกว่าคุณคิดผิดครับ เพราะวีไอพี เลานจ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนแรกเป็นห้องกระจกด้านในสำหรับนั่งทานอาหารชมเกมผ่านจอทีวี
อีกส่วนคือด้านนอกสำหรับออกไปนั่งชมเกม ซึ่งก็อยู่ใกล้ชิดติดกับแฟนบอลทั่วไปนั่นแหละครับ โดยถูกกั้นไว้เพียงแค่ราวเหล็กเท่านั้น ทำให้บรรยากาศไม่ได้ต่างอะไรกับการที่นั่งทั่วไป โดยวันนั้นแฟนบอลทั้ง 2 ทีมแห่กันเข้าสนาม 68,959 จากความจุ 74,500 คน ซึ่งสาเหตุที่ไม่เต็มความจุนั้น เพราะอัฒจันทร์บางส่วนถูกกั้นไว้โล่งๆ ไม่ให้แฟนบอลเข้าไปนั่ง โดยเป็นพื้นที่กั้นระหว่างแฟนทั้ง 2 ทีม เพื่อลดความเสี่ยงแฟนบอลตีกัน
ขณะที่เรื่องการแข่งขัน น่าเสียดายที่นัดนี้อดเห็นลีลาการกระชากลากเลื้อยของ แกเร็ท เบล ซูเปอร์สตาร์ฮีโร่ของเวลส์ ที่ถอนตัวไปเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ความหวังของแฟนเจ้าถิ่นตกไปอยู่กับ อารอน แรมซีย์ ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากแฟนบอลมังกรแดงดังกว่าใครเพื่อน
ด้านแข้งอังกฤษที่ได้เสียงโห่ต้อนรับอย่างอบอุ่นดังกระหึ่มทุกอย่างที่ได้จับบอลคือ จอห์น เทอร์รี ปราการหลังจอมตีท้ายครัว ที่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมสิงโตคำรามอีกครั้ง ส่วนรูปเกมคงทราบกันไปแล้วนะครับว่า เจ้าถิ่นสู้ไม่ได้เลย โดนสิงโตงับ|เข้าไป 2 แผล จบด้วยสกอร์ 2-0
สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับการมาเยือนมิลเลนเนียม นอกจากการได้นั่งในวีไอพี เลานจ์ แล้ว คือระบบการจัดการครับ ทั้งในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เห็นอะไรผิดสังเกตนิดเดียว อย่างเช่นแค่แฟนบอลฮึดฮัดใส่กันนอกสนาม ก็จะปรี่เข้าไประงับเหตุทันที รวมทั้งการระบายแฟนบอลหลายหมื่นคนออกจากสนามที่ไม่เห็นภาพการแออัดของแฟนบอลให้เห็น ซึ่งในช่วงก่อนและหลังเกม ถนนบริเวณสนามจะถูกปิดไม่ให้รถวิ่งผ่านเลย เพื่อระบายคนออกให้หมดอย่างสะดวกและรวดเร็ว
แต่ถ้าเป็นบ้านเรา ลองมาปิดถนนแถวสนามศุภฯ หรือปิดถนนหน้ารามฯ ตรงสนามราชมังฯ โดนชาวบ้านชาวช่องด่ายับแน่นอน
และมิลเลนเนียม สเตเดียม แห่งกรุงคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ก็เป็นอีกหนึ่งสังเวียนแข้งที่น่าประทับใจไม่แพ้เวมบลีย์ และจะอยู่ในความทรงจำของผมเช่นกัน







