posttoday
ภูฏาน...ประมาณสวรรค์

ภูฏาน...ประมาณสวรรค์

02 เมษายน 2554

ใครๆ ก็อยากไปเยือนภูฏาน เพราะอยากรู้ว่าแผ่นดินเล็กๆ ที่ถูกแขนอันยาวเหยียดของเทือกเขาหิมาลัยโอบกอดไว้นั้น น่าหลงใหลสักเพียงไหน

ใครๆ ก็อยากไปเยือนภูฏาน เพราะอยากรู้ว่าแผ่นดินเล็กๆ ที่ถูกแขนอันยาวเหยียดของเทือกเขาหิมาลัยโอบกอดไว้นั้น น่าหลงใหลสักเพียงไหน

แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ประเทศนี้ถึงมีขนาดเล็กกระจิริด แต่ก็เป็นเล็กพริกขี้หนู เพราะเขามองการณ์ไกลไว้แล้วว่า “อะไร” ที่จะนำพาความมั่งคั่งและความสุขมาสู่ประชาชนพลเมืองชาวภูฏาน เพราะเขาวางโพสิชันตัวเองให้เป็น “นิช เดสติเนชัน” อยากเที่ยวเราก็เปิดประตูต้อนรับให้คุณเที่ยว แต่มีข้อแม้นิดหนึ่งว่าคุณต้องจ่ายเงินล่วงหน้ามาก่อนวันละ 200 เหรียญสหรัฐต่อวัน ในนั้นรวมค่าเหยียบแผ่นดิน (65 เหรียญสหรัฐ) ค่าที่พัก อาหารการกิน ที่ถูกผนวกรวมอยู่ในนั้นหมด เหอ เหอ งานนี้แบ็กแพ็กเลยหมดสิทธิ เพราะคุณจะถูกบังคับให้ใช้เงินในประเทศเขาประมาณ 6,000 บาทต่อวัน ใช้ไม่ถึงก็ไม่คืนเสียด้วย

ภูฏาน...ประมาณสวรรค์

การเดินทางท่องเที่ยวในภูฏานจึงถูกกำหนดให้เป็นแพ็กเกจทัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป และคราวนี้ฉันก็ขอติดสอยห้อยตามคณะทัวร์ไทยไปเที่ยวภูฏาน โดยตลอดทั้งทริปเราจะพักกันที่ The Haven Paro รีสอร์ตชั้นดีแห่งเดียวที่สร้างสรรค์โดยฝีมือคนไทยแท้ (พลิกดู Hotel Review หน้า 12) ซึ่งทางคุณวรพจน์ ศรีมหาโชตะ คนไทยที่กล้าเข้าไปลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวในภูฏานลงมือมาเปิดประตูบ้านต้อนรับด้วยตัวของเขาเอง

จับเที่ยวบินตอนตีสี่กว่า ก็ได้เวลาทักทายภูฏานด้วยอาการงัวเงียระคนตื่นเต้นที่เห็นวิวภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตามายั่วน้ำลายตรงหน้าต่างบนเครื่องบิน เสียดายที่ไม่ได้เช็กอินที่นั่งอีกฟาก เพราะจะเป็นฝั่งที่เห็นวิวหิมาลัยแบบเต็มๆ ตารับตะวันที่ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ปกติยามเช้า สนามบินเมืองพาโรเป็นสนามบินขนาดเล็ก เห็นครั้งแรกนึกถึงสนามบินแม่ฮ่องสอนขึ้นมาทันที เพราะเหมือนกันมากๆ คือหน้าและหลังชนกำแพงภูเขา ส่วนตัวอาคารผู้โดยสารก็ดูกะทัดรัด เหมือนสนามบินท้องถิ่นบ้านเราไม่มีผิด

ภูฏานมีสนามบินเพียงแห่งเดียวคือที่เมืองพาโร เพราะมีพื้นที่ราบเพียงพอต่อการสร้างรันเวย์ ส่วนที่ทิมพูนั้นหมดสิทธิ เพราะไม่มีที่ราบกว้างพอจริงๆ ทุกคนจึงต้องมาผ่านด่านที่เมืองพาโรก่อนเป็นลำดับแรก เลยส่งให้พาโรกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองเอกของภูฏาน โรงแรมไฮเอนด์บางแห่งจึงลงหลักปักฐานกันที่เมืองนี้ ทว่าในอนาคตมีข่าวว่าทางรัฐบาลวางแผนขยับขยายสนามบินแห่งที่สองเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวมากขึ้นภายในประเทศ

เราเดินฝ่าอากาศหนาวในระดับเลขตัวเดียว รีบจ้ำอ้าวเดินเข้าไปหาไออุ่นในสนามบินซึ่งก็ไม่อุ่นเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ติดฮีตเตอร์ เสียค่าวีซ่าหน้างาน 20 เหรียญสหรัฐ รับใบเสร็จแล้วเป็นอันเสร็จพิธีผ่านเข้าเมือง ก่อนรับกระเป๋าเดินทางและเดินออกจากห้องผู้โดยสารชั้นในไปสู่ด้านนอกซึ่งมีคนมากมายมารอรับ รวมทั้งคนขับรถและคุณวรพจน์ที่เดินทางมารับคณะด้วยตัวเอง

ภูฏาน...ประมาณสวรรค์

เมืองพาโรกลางฤดูหนาวเหมือนเก็บตัวอยู่ในความเงียบสงบ บ้านเรือนทรงกล่องสี่เหลี่ยมดูหม่นหมองในม่านเงาหมอกสีขาวที่กลบทุกสีสันให้ดูจืดสนิท ความหนาวเย็นทำให้ทุกสิ่งแทบจะหยุดเคลื่อนไหว แม้แต่ตัวฉันเองที่พยายามซุกตัวอยู่ในเสื้อหนาวให้ร่างกายอบอุ่นที่สุด รถตู้พาทุกชีวิตตะลอนไปบนถนนสายเล็กและแคบของเมืองพาโรที่เรียงรายไปด้วยผืนนาข้าวสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังรอวันฝนโปรยในฤดูกาลทำนา ก่อนลัดเลาะไต่ไปตามสันเขาขนาดเล็กและสิ้นสุดที่ตึกสีเทาดิบของเดอะ ฮาเว่น พาโร

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพาโรซึ่งคงเป็นเหมือนกันทั้งประเทศภูฏานก็คือ ซอง (Dzong) ซึ่งเป็นทั้งป้อมปราการและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ซองของเมืองพาโรวางตัวเองอยู่บนตีนเขา และเหนือขึ้นไปคือพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองที่ในวันฟ้าเปิดคุณจะเห็นเทือกเขายอดหิมะเป็นฉากหลังคล้ายสวิตเซอร์แลนด์ เสียดายในวันที่เราไปถึงนั้น พิพิธภัณฑ์ปิดทำการ จึงต้องปรับแผนไปเที่ยวอีกซองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏาน นั่นคือ Drugyal Dzong ที่หมายถึงป้อมปราการแห่งชัยชนะ ซองนี้เก่าแก่มาก มีอายุกว่าสามร้อยปี สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อผู้รุกรานชาวทิเบต เดินขึ้นไปชมซองนี้ต้องออกแรงกันเสียหน่อย แต่ก็ไม่ได้ไกลมากมายอะไรนัก สูดอากาศเย็นสดชื่นไปพลางๆ มองวิวทิวเขาไปพลาง รับรองไม่เหนื่อย

แต่สถานที่ที่จะทำให้คุณเหนื่อยหอบมากที่สุดที่บางคนบอกว่า “ครั้งเดียวก็เกินพอ” คือวัดตั๊กซัง หรือวัดถ้ำเสือ ซึ่งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่และมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะสร้างอยู่บนหน้าผาสูงชันแบบประชิดติดขอบเหว สะท้อนให้เห็นว่าศรัทธาสร้างปาฏิหาริย์ได้เสมอ

การขึ้นวัดตั๊กซัง ส่วนใหญ่นิยมขี่ลาขึ้นไป บางคนอาจหวาดเสียวบ้างเพราะเจ้าลาตัวดีมักเดินเลียบริมหน้าผา อย่าเผลอมองลงไปข้างล่างเลยเชียวแล้วจะเสียวท้อง แต่ถ้าใครคิดจะเดิน ขอบอกให้เปลี่ยนใจไปขี่ลาดีกว่า เพราะทางเดินนั้นโหดเอาเรื่อง แถมบางช่วงชันแบบไม่มีทางราบให้หยุดพักหายใจเสียด้วย ลานั่นแหละเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด เจ้าลาเดินไปหยุดไปกว่าจะขึ้นไปถึงจุดพัก ก็ปาไปเกือบเที่ยงวัน แต่เรามีภารกิจต้องไปกันต่อ เลยต้องขอบายข้าวกลางวันกันก่อน ลานั้นจะไปส่งคุณได้เพียงแค่ครึ่งทาง ที่เหลือต้องใช้สองขาของตัวเองก้าวไปให้ถึงจุดหมาย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท