
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ มุ่งมั่นทำฝันให้เป็นจริง
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์โมกุโมกุ และเซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์โมกุโมกุ และเซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์
เขาถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่เจเนอเรชันที่ 2 ของครอบครัว ที่เชื่อมั่นว่า “ต้องมีไอเดียที่แตกต่าง ควบคู่ไปกับความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำ” เขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจค้าขายขนมไทยอย่างคุกกี้ ครองแครง และมะขามแก้ว ทำให้มีความชอบและมีความมั่นใจด้านการขายเป็นพิเศษ เพราะได้ช่วยงานขายของที่บ้านมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่เอแบค
เขาบอกว่าตอนเด็กเรียนไม่เก่งแถมยังเป็นคนช่างฝัน ฝันไปเรื่อย แต่ที่สุดเมื่อไปเรียนปริญญาโทที่ Nagoya University ญี่ปุ่น เขาก็ได้พัฒนาความฝันของเขาให้เป็นความจริงด้วยการคิดผลิตน้ำดื่มใหม่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพราะคิดว่าทำไมน้ำดื่มต้องมีแค่น้ำอัดลมกับน้ำเปล่าเท่านั้น ที่ญี่ปุ่นยังมีน้ำดื่มให้เลือกหลากหลายเป็น 100 ชนิด บ้านเราก็น่าจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้คนรุ่นใหม่ดื่มกันบ้าง และแล้วเขาก็ได้ปั้น “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” ให้เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ด้วยความแปลกใหม่ โดดเด่น มีคุณภาพ และอร่อย โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ การวิจัย คัดสรรวัตถุดิบที่คุณภาพดีที่สุด ขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัย และช่องทางการจัดจำหน่ายที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคอย่างเต็มที่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีวันนี้ หากจะกล่าวเป็นเชิงตัวเลข เขาบอกว่า ให้เปอร์เซนต์ในเรื่องไอเดียที่มีอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง อยู่ที่ 35% แถมด้วยจังหวะที่เหมาะหรือโชคที่เข้าข้างอีก 5% ที่เหลือเกินครึ่ง 60% คือความพยายามล้วนๆ ที่เขามีอยู่ในตัวอย่างท่วมท้น
ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น เมืองแห่งความเจริญและสร้างสรรค์ ทำให้เขามองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องดื่มของไทย จึงได้นำเครื่องดื่มแนวใหม่ตัวแรกออกสู่ตลาดในปี 2546 ภายใต้แบรนด์ “โมกุโมกุ” (แปลว่าเคี้ยวตุ้ยๆ) ตามด้วยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีคอนเซปต์เฉพาะตัว อีกหลายต่อหลายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เซ็ปเป้” จนในปี 2551 ก็ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มของไทย เมื่อ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์รายแรกที่ชูแนวคิด “แค่ดื่ม...ก็สวย!!” ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความงาม ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการทำ “แจ็กพอตแตก” ในชีวิต ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้ใช้งบการตลาดเลยแม้แต่น้อย
เขานำพาบริษัทก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มในเวลาเพียงไม่กี่ปี จากจุดเริ่มต้นที่ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่เหมือนใครออกสู่ตลาด เพื่อช่วยเหลือธุรกิจการทำขนมของครอบครัวที่ความนิยมของผู้บริโภคขนมไทยเริ่มลดลง ระหว่างทางที่ดำเนินธุรกิจ มีหลายครั้งที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ไม่ท้อถอย เพราะเขาเชื่อมั่นว่าปัญหาทุกอย่างมีคำตอบ หากสิ่งใดไม่ประสบความสำเร็จ แสดงว่าต้องมีจุดที่ผิดพลาด ต้องรีบค้นหาจุดๆ นั้นให้พบแล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ สร้างรายได้ให้กับบริษัททะลุเพดานไปที่เดือนละร้อยกว่าล้าน หรือปีละ 1,200 ล้านบาทในปัจจุบัน







