
มะเร็งปากมดลูกภัยเงียบสำหรับผู้หญิง
สัปดาห์นี้ อ.ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ กลับมาให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญด้านการอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรีไทย
สัปดาห์นี้ อ.ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ กลับมาให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญด้านการอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรีไทย
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
สัปดาห์นี้ อ.ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ กลับมาให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญด้านการอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรีไทย
มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้สตรีในหลายๆ ประเทศทั่วโลกต้องเสียชีวิตในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่จำนวน 1.22 หมื่นคน และมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก 4,210 คน สำหรับประเทศไทย รายงานตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโดยเฉลี่ยมีสตรีไทยป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูกประมาณ 1 หมื่นคนต่อปี และในจำนวนดังกล่าวมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 52
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papilloma Virus) หรือที่เรียกสั้นๆ กันว่า เอชพีวี (HPV) ที่บริเวณปากมดลูก ซึ่งการติดเชื้อนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง การเริ่มต้นการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย การไม่ใช้ถุงยางอนามัย การไม่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือแม้แต่ที่มีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
ทั้งนี้ การติดเชื้อ HPV ไม่จำเป็นว่าจะต้องพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกเสมอไป เนื่องจาก HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ และบางสายพันธุ์นั้นก็สามารถหายไปเองได้ หรือก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจจะอันตรายน้อยกว่ามะเร็ง แต่ก็ควรได้รับการรักษา เช่น หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ เป็นต้น แต่สำหรับการติดเชื้อ HPV บางชนิดที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ และเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกผิดปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1015 ปี ในการพัฒนาไปสู่มะเร็ง ดังนั้นหากสตรีได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HPV ในระยะเริ่มต้น ก็สามารถดำเนินการรักษาให้หายขาดได้
มะเร็งปากมดลูกไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ในปี 2545 รัฐบาลโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดเป้าหมายในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยเน้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มักตรวจพบมะเร็งปากมดลูก นั่นก็คือกลุ่มสตรีอายุระหว่าง 3560 ปี ที่ควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 35 ปี และในปีเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขเปิดให้บริการหน่วยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเคลื่อนที่ เพื่อลดข้อจำกัดในการเดินทางสำหรับสตรีที่อยู่อาศัยในเขตชนบทในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้บริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฟรีที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ
จากข้อมูลการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ปี 2552 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าร้อยละ 60.2 ของสตรีไทยอายุระหว่าง 3059 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในรอบ 5 ปีก่อนการสัมภาษณ์ โดยที่สัดส่วนของสตรีที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีสูงกว่าสตรีที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล และเป็นที่น่าสนใจว่า สตรีในกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนการได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่ำกว่าภาคอื่นๆ ของประเทศ สำหรับสาเหตุสำคัญที่สตรีไทยไม่ไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้น พบว่าร้อยละ 7.4 อายหมอ ร้อยละ 6.7 ไม่ทราบว่าจะต้องตรวจ ร้อยละ 4.5 คิดว่าไม่อยู่ในภาวะเสี่ยง และร้อยละ 2.3 ไม่มีเวลา เป็นต้น
แม้ว่าตัวเลขความครอบคลุมจะสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ก่อนหน้านี้ แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำให้อัตราครอบคลุมของการได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ร้อยละ 80 นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวไม่อาจสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริงของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้มากนัก เนื่องจากในปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสถานพยาบาลหลายๆ แห่ง ได้ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งในบริการตรวจหลังคลอด ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ปี 2552 พบว่าสตรีอายุระหว่าง 3059 ปี ที่มีบุตรคนสุดท้องที่ยังมีชีวิตอยู่และอายุต่ำกว่า 1 ปี มีสัดส่วนที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าสตรีที่ไม่มีบุตรดังกล่าว
มะเร็งปากมดลูกนั้นนอกจากจะอันตรายถึงชีวิตแล้ว ยังสร้างภาระให้กับครอบครัวและประเทศชาติ ดังนั้นการได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกๆ 35 ปีนั้น จะทำให้ผู้หญิงเราห่างไกลจากโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก นั่นหมายถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเองด้วย







