
กินลม ชมโขง เบิ่งชีวิต
เส้นทางไปเมืองหลวงเก่าของประเทศลาว หรือหลวงพระบาง สามารถไปได้หลายทาง ทั้งนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง บินดิ่งไปถึงหลวงพระบาง เดินข้ามแดนที่ จ.อุดรธานี หรือล่องเรือลัดเลาะแม่น้ำโขงจากห้วยทรายประเทศลาว (ที่ต้องนั่งเรือข้ามฟากจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ไปก่อน) เส้นทางล่องแม่น้ำโขงที่กล่าวถึงนี้ต้องใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ก่อนที่จะถึงหลวงพระบาง โดยผู้โดยสารจะนั่งบนเรือที่ค่อยๆ แล่นไปตามเส้นทางแม่น้ำโขงจากห้วยทราย และไปหยุดพักค้างคืนที่ปากเบง ก่อนที่จะแล่นเรือต่อไปสู่หลวงพระบาง
เส้นทางไปเมืองหลวงเก่าของประเทศลาว หรือหลวงพระบาง สามารถไปได้หลายทาง ทั้งนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง บินดิ่งไปถึงหลวงพระบาง เดินข้ามแดนที่ จ.อุดรธานี หรือล่องเรือลัดเลาะแม่น้ำโขงจากห้วยทรายประเทศลาว (ที่ต้องนั่งเรือข้ามฟากจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ไปก่อน) เส้นทางล่องแม่น้ำโขงที่กล่าวถึงนี้ต้องใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ก่อนที่จะถึงหลวงพระบาง โดยผู้โดยสารจะนั่งบนเรือที่ค่อยๆ แล่นไปตามเส้นทางแม่น้ำโขงจากห้วยทราย และไปหยุดพักค้างคืนที่ปากเบง ก่อนที่จะแล่นเรือต่อไปสู่หลวงพระบาง
โดย...ภาพ กาญจน์ อายุ
เส้นทางไปเมืองหลวงเก่าของประเทศลาว หรือหลวงพระบาง สามารถไปได้หลายทาง ทั้งนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง บินดิ่งไปถึงหลวงพระบาง เดินข้ามแดนที่ จ.อุดรธานี หรือล่องเรือลัดเลาะแม่น้ำโขงจากห้วยทรายประเทศลาว (ที่ต้องนั่งเรือข้ามฟากจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ไปก่อน) เส้นทางล่องแม่น้ำโขงที่กล่าวถึงนี้ต้องใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ก่อนที่จะถึงหลวงพระบาง โดยผู้โดยสารจะนั่งบนเรือที่ค่อยๆ แล่นไปตามเส้นทางแม่น้ำโขงจากห้วยทราย และไปหยุดพักค้างคืนที่ปากเบง ก่อนที่จะแล่นเรือต่อไปสู่หลวงพระบาง
ระหว่างทางที่อยู่บนเรือไม่ได้มีเพียงวิวแม่น้ำโขงและลมที่ปะทะหน้าตลอดเวลา แต่เรือจะจอดตามทางในจุดที่น่าสนใจ จุดจอดแรก คือ หมู่บ้านห้วยหน่อขม หมู่บ้านชาวม้งที่คนลาวบอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนลาว เมื่อเรือเทียบท่าสิ่งแรกและสิ่งเดียวที่เห็นคือ เด็กและผู้หญิงยืนกำสายรัดข้อมือที่ทำจากผ้ารอนักท่องเที่ยวอยู่ริมฝั่ง และเมื่อเท้าของนักท่องเที่ยวคนแรกเหยียบลงบนพื้นทราย สิ่งแรกที่ประชิดเข้าหาตัวคือ มือน้อยๆ ที่ยื่นสายข้อมือมาให้โดยที่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมา พวกเขาคือชาวม้งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ดูจากลักษณะภายนอกก็พอมองออกว่าพวกเขายากจนมาก เด็กทุกคนไม่ใส่รองเท้า และบางคนไม่ใส่กางเกง เสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ดูซอมซ่อ ไม่เหลือความสะอาดให้เห็น
เมื่อขึ้นไปดูด้านในหมู่บ้าน ทุกบ้านเป็นบ้านไม้หลังเก่า เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ และมีแปลงผักเล็กๆ ไม่มีร้านขายสินค้าโชห่วยเหมือนในชนบทบ้านเรา เสมือนว่าวิถีชีวิตของคนที่นี่ยังอยู่กันแบบแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมพวกเขาถึงวิ่งกรูเข้าหานักท่องเที่ยว เพราะมันเป็นหนทางหาเงินที่เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนไม่ค่อยง่ายสักเท่าไหร่ สังเกตได้จากสีหน้าของแม่ค้าอายุน้อยทุกคนที่ดูผิดหวังกับยอดขาย (สายรัดข้อมือเป็นสินค้าแฮนด์เมด ราคาขายเท่ากันทุกคน คือ เส้นละซาวบาท หรือ 20 บาทในภาษาไทย) จนต้องเปลี่ยนวิธีการหารายได้มาเป็นคิดค่าบริการคนที่ยกกล้องถ่ายรูปแทน
เรือมุ่งหน้าไปสู่จุดพักที่สองที่อยู่ห่างออกไปไกลจนหน้าเริ่มชาจากการปะทะลม มันคือหมู่บ้านชาวลาวเทิง หมู่บ้านนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งที่เรือนำเที่ยวทุกลำจะต้องจอด ที่นี่มีชื่อเรื่องผ้าทอมือและเหล้าขาว คิดว่าสมัยก่อนคงมีชื่อจริงๆ แต่ตอนนี้ผ้าทอมือที่วางขายทั้งหมู่บ้านมีลักษณะลายที่เหมือนกัน เนื้อผ้าเหมือนกัน สีเดียวกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะรับมาจากที่เดียวกันด้วย และการผลิตเหล้าขาวจากการหมักข้าวเหนียวก็กลายเป็นกิจกรรมสาธิตหนึ่งที่จัดขึ้นมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เห็นแล้วก็อยากนั่งไทม์แมชีนกลับไปในอดีต เพื่อกลับไปดูว่าแท้จริงแล้วหมู่บ้านชาวลาวเทิงนี้มีวิถีชีวิตกันอย่างไร คงไม่ใช่ภาพของการขายผ้าสำเร็จรูปแล้วบอกว่าทอเองกับมือแน่นอน ส่วนเหล้าขาวก็ไม่มีการทำอย่างจริงจัง มีเพียงทำเป็นครั้งคราวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเท่านั้น
ไกด์ที่ล่องเรือไปด้วยให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของบ้านของชาวลาวเทิงที่อาศัยอยู่ตามเนินเขาว่า บ้านจะทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง รวมทั้งหลังคา และมีใต้ถุนที่ไม่สูงมากไว้สำหรับนั่งทอผ้า ส่วนบ้านของชาวลาวสูง หรือชาวลาวที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง บ้านจะติดพื้นดิน ไม่มีการยกใต้ถุนขึ้น และหลังคาจะมุงด้วยหญ้าคา และชนเผ่าสุดท้าย คือ ชาวลาวลุ่ม ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว บ้านจะมีใต้ถุนที่สูงมากไว้เก็บฟืนและเลี้ยงสัตว์ ทั้งสามชนเผ่านี้แต่ก่อนพวกเขาได้แบ่งพื้นที่กันอยู่อาศัยตามลักษณะภูมิศาสตร์ แต่ในปัจจุบันรัฐบาลลาวได้เข้ามาจัดการให้ชาวลาวทุกชนเผ่าลงมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่ม เพื่อป้องกันการปลูกฝิ่นบนภูเขา และยังเป็นหนทางในการขจัดลัทธิผีสางเทวดาต่างๆ ให้หมดไป แล้วรัฐบาลจะเป็นผู้เข้าไปให้การศึกษา และการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องตามมาตรฐานแก่ชาวลาวทุกคน ดังนั้นในตอนนี้จึงไม่มีการปลูกบ้านบนภูเขาสูงอีก แต่ถึงอย่างไรชาวบ้านแต่ละชนเผ่าก็ยังรักษาวิธีการสร้างบ้านแบบเดิมเอาไว้เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าของตน ทำให้เมื่อล่องเรือไปเรื่อยๆ แล้วเห็นหมู่บ้านริมฝั่ง ก็พอเดาได้ว่าหมู่บ้านที่เห็นนั้นเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าอะไร
ระยะเวลาจากห้วยทรายไปถึงจุดค้างแรมที่ปากเบง กินเวลาร่วม 8 ชั่วโมง ถ้าไม่รวมเวลาแวะชมหมู่บ้านทั้งสองที่แล้ว มีเวลาอีกเยอะโขบนเรือให้ล่องลอยอารมณ์ไปตามสายน้ำ แม่น้ำโขงในช่วงเดือน มี.ค.นี้ยังมีน้ำสมบูรณ์ แต่ระดับน้ำโขงจะสูงขึ้นไปอีกเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก หรือราวๆ เดือน ก.ค.ส.ค. ในช่วงนั้นคนขับเรือจะต้องมีความชำนาญเส้นทางมาก เพราะในแม่น้ำจะมีแก่งหินขนาดใหญ่เรียงรายตลอดทาง ถ้าคนขับไม่เชี่ยวชาญพอก็อาจนำเรือไปชนกับโขดหินใต้น้ำ แต่จากการสอบถามกัปตันเรือที่บังคับพวงมาลัยอยู่ ก็พอทราบวิธีดูโขดหินใต้น้ำมาว่า ถ้าบริเวณใดมีน้ำวน หรือมีคลื่นบนผิวน้ำ บริเวณนั้นจะมีโขดหินอยู่ ซึ่งคนขับจะต้องชะลอความเร็วและอ้อมบริเวณนั้นไป และตามริมฝั่งบางช่วงจะเห็นชาวบ้านมายืนร่อนเศษทองคำที่ไหลมากับน้ำ เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ
การเดินทางด้วยเรือไปหลวงพระบางมี 3 ความเร็วให้เลือก ระดับแรก คือ ช้า หรือเรียกว่า Slow Boat เรือชนิดนี้จะจอดรับคนตามที่ต่างๆ ค่าบริการถูกที่สุดคือ ประมาณ 440-450 บาทต่อคน ระดับสอง คือ เร็วปานกลาง มักจะเป็นเรือของบริษัทเอกชน อย่างเช่นเรือของแม่โขงครุยส์ ที่จะให้บริการเป็นแพ็กเกจเรือที่พัก ราคาค่อนข้างสูง ประมาณ 9,0001.4 หมื่นบาทต่อคน ซึ่งภายในเรือจะมีการบริการเครื่องดื่มและอาหารกลางวันแก่นักท่องเที่ยว และมีไกด์พาเยี่ยมชมจุดพักต่างๆ ที่หยุดจอด ระดับสุดท้าย คือ เร็วมาก คือการโดยสารด้วยเรือหางยาว ใช้เวลาจากห้วยทรายไปหลวงพระบางไม่เกิน 6 ชั่วโมง แต่ดูจะอันตรายไปเสียหน่อย เพราะแล่นด้วยความเร็วสูง มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุชนกับโขดหินได้ง่าย แม้ว่าจะบังคับให้ผู้โดยสารสวมหมวกกันน็อกเหมือนขับมอเตอร์ไซค์เพื่อป้องกันอันตรายก็ตามที ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณคนละ 1,100-1,200 บาท แต่ยังขอยืนยันว่าช้าๆ ได้รักษาชีวิตงามๆ ไว้จะดีกว่า
การทำธุรกิจเรือโดยสารถ้าไม่นำบริษัทต่างชาติที่มีประมาณ 2 เจ้า เรือลำอื่นที่ให้บริการจะเป็นเรือชาวบ้านเองทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดี เพราะเงินจะได้เข้ากระเป๋าชาวบ้านโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และเป็นการสร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านชาวลาวด้วย
เวลาค่อนวันบนเรือสู่ที่พักที่ปากเบง เป็นการเปิดหูเปิดตาให้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลาวที่ไม่เคยรู้จัก เป็นการทำความรู้จักประเทศลาวผ่านชาวบ้านท้องถิ่น ทำให้ภาพของความเป็นจริงที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและลักษณะความเป็นอยู่ของชาวลาวเลียบลุ่มแม่น้ำโขง ปากเบงจะเป็นที่ให้หยุดคิดถึงเรื่องราวที่ประสบมา และเพื่อให้ร่างกายได้หยุดพักผ่อนก่อนที่จะลอยน้ำต่อไปสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกของโลก...







