posttoday
ล่าเก๋าถ่าน ที่สิมิลัน

ล่าเก๋าถ่าน ที่สิมิลัน

26 มีนาคม 2554

หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะในฝันของหลายๆ คนที่อยากจะไปสัมผัสกับทะเลสีฟ้าคราม น้ำทะเลใสแจ๋ว กับหาดทรายที่แสนจะนุ่มเนียนเหมือนกับเม็ดแป้ง ยังคงเป็นสถานที่ซึ่งผมตั้งใจว่าต้องไปทุกปี และปีละหลายๆ ครั้งหากโอกาสจะเอื้ออำนวย

หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะในฝันของหลายๆ คนที่อยากจะไปสัมผัสกับทะเลสีฟ้าคราม น้ำทะเลใสแจ๋ว กับหาดทรายที่แสนจะนุ่มเนียนเหมือนกับเม็ดแป้ง ยังคงเป็นสถานที่ซึ่งผมตั้งใจว่าต้องไปทุกปี และปีละหลายๆ ครั้งหากโอกาสจะเอื้ออำนวย

โดย...นิธิ ท้วมประถม

 

ล่าเก๋าถ่าน ที่สิมิลัน

หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะในฝันของหลายๆ คนที่อยากจะไปสัมผัสกับทะเลสีฟ้าคราม น้ำทะเลใสแจ๋ว กับหาดทรายที่แสนจะนุ่มเนียนเหมือนกับเม็ดแป้ง ยังคงเป็นสถานที่ซึ่งผมตั้งใจว่าต้องไปทุกปี และปีละหลายๆ ครั้งหากโอกาสจะเอื้ออำนวย

ก็เกาะนี้เป็นเกาะในฝันของผมเหมือนกันนี่นา

แถมยังมีกิจกรรมที่ผมโปรดปรานอย่างการ “ตกปลา” ให้ได้ลอง เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักตกปลาอีกแห่งหนึ่งก็ว่าได้

ดังนั้น การไปเที่ยวสถานที่แห่งเดิมซ้ำๆ กันนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาของผม มีหลายคนเคยถามผมว่า การไปเที่ยวที่เดิมๆ ซ้ำๆ กันนั้นเป็นเรื่องไร้สาระหรือเปล่า น่าจะเอาเวลาที่มีไปเที่ยวที่อื่นที่ยังไม่เคยไปดีมั้ย

ดีครับ...ผมไม่เถียง แต่ก็มีบางคนที่บอกผมว่า การไปเที่ยวที่เดิมๆ ซ้ำๆ กันนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมนะครับ เพราะการไปเที่ยวแต่ละครั้ง แม้จะเป็นการไปเที่ยวในสถานที่เดิมๆ แต่รายละเอียดที่ไปต่างกันทุกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือเสน่ห์ของการเดินทางไปเที่ยวสถานที่ที่เคยไปแล้ว เพราะแม้สถานที่เที่ยวจะเก่า แต่สิ่งที่เราพบเจอไม่เหมือนกันหรอกครับ เชื่อผมเถอะ ถ้าชอบที่ไหนก็ไปที่นั่นแหละครับ จะไปกี่ครั้งก็อย่าได้แคร์ เพราะมันเป็นความสุขทางใจ เราไม่ได้ไปเที่ยวเพื่อเก็บแต้ม หรือประทับตราไปโชว์ใครต่อใครว่าเราไปเที่ยวมาทั่วแล้ว

ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับ ผมมีโอกาสไปหมู่เกาะสิมิลันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไปในช่วงที่เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวกำลังระบาดอย่างหนักตามแนวปะการังต่างๆ ของท้องทะเลไทย ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศปิดพื้นที่ดำน้ำที่พบปะการังฟอกขาวเกินกว่า 80% ของพื้นที่ปะการังทั้งหมด โดยกรมอุทยานฯ ได้งดกิจกรรมดำน้ำในพื้นที่ 7 อุทยานแห่งชาติ ที่มี 18 จุดดำน้ำ

ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง บริเวณเกาะเชือก อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล บริเวณเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เกาะบุโหลนรังผึ้ง อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล บริเวณเกาะตะเกียง เกาะหินงาม เกาะราวี หาดทรายขาว เกาะดง อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ บริเวณหินกลาง

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา บริเวณอ่าวสุเทพ อ่าวไม้งาม เกาะสตอร์ค หินกอง อ่าวผักกาด และแนวปะการังหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา บริเวณอ่าวไฟแว็บ และอีส ออฟ อีเด็น และที่สุดท้ายคือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าวที่อ่าวไทย ก็ต้องคอยดูแลกันหน่อยครับ ที่เที่ยวดีๆ ของเราเหลือกันไม่มากแล้ว

ผมออกจากกรุงเทพฯ ช่วงเย็นๆ เหมือนเดิม กะว่าขับรถไปเรื่อยๆ เช้าก็ถึง อ.ทับละมุ จ.พังงา ที่เป็นสถานที่ลงเรือไปเกาะสิมิลันพอดี

การเดินทางครั้งนี้ แม้จะเป็นเส้นทางเดิมที่ไปมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เหมือนเดิมจริงๆ ครับ เพราะการขับรถทางไกลช่วงกลางคืนครั้งนี้ ทำให้ผมรู้ “อายุขัย” ของตัวเองว่าแก่เฒ่าไปไม่น้อยเหมือนกัน เพราะ “โคตะระ” ง่วงเลย ที่ผ่านมาผมชอบขับรถตอนกลางคืนอยู่แล้ว เลิกงานเย็นก็ลุยเลย ไปถึงเช้า ถึงไหนถึงกัน ร้อนก็ไม่ร้อน แถมไม่เสียวันทำงานด้วย

แต่มาในครั้งนี้ ทำให้รู้แล้วว่าเห็นทีคงจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว จากที่ไม่เคยง่วงกลายเป็นง่วงสุดขีด ต้องจอดรถแวะล้างหน้า เข้าห้องน้ำไปตลอดทาง ยังไม่หายง่วงเลย เฮ้อ...เซ็งเลยผม

ปกติผมไปถึงทับละมุประมาณตี 2 กว่าๆ แต่เที่ยวนี้ตี 5 ผมเพิ่งมาถึงตลาดสดที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ยังเหลืออีกตั้ง 70 กว่ากิโลเมตรถึงจะถึงทับละมุ แต่ก็ดีครับ มาถึงช่วงนี้ตลาดกำลังคึกคักเลย ของสดเพียบไปหมด โดนใจเต็มๆ ก็การเดินทางไปตกปลาที่สิมิลัน ครั้งนี้ผมจะต้องเตรียมของสดไปไว้สำหรับทำอาหารการกินบนเรือตลอด 3 วัน 2 คืนเสียด้วยสิ งานนี้เลยต้องแปลงร่างเป็นพ่อครัวไปจ่ายตลาดเสียหน่อย

ของสดไม่ต้องห่วง แต่ติดไปหน่อยก็ดี ไก่สด 3 ตัว ปลาไปหาในทะเล ผักสดซื้อเข้าไป กะหล่ำปลี มะละกอดิบ ผักคะน้า ผักใบเขียวทั้งหลายอย่าให้พร่อง มะนาว พริก กระเทียม จัดให้หนัก เอาไว้ทำน้ำจิ้มซีฟู้ด แล้วที่ขาดไม่ได้คือน้ำพริกแกงเหลือง แต่ที่นั่นเรียกน้ำพริกแกงส้ม พร้อมทั้งน้ำพริกผัดเผ็ด รสชาติถึงใจน้ำตาเล็ดทั้งนั้น ผลไม้หิ้วอะไรหิ้วไป แต่ขอที่ไม่ช้ำแล้วกัน สับปะรด แตงโม ผลไม้ขาประจำบนเรือเก็บได้นานแบบไม่ช้ำอีกต่างหาก

กว่าจะซื้อของเสร็จแล้วไปถึงทับละมุ พระอาทิตย์ขึ้นพอดีครับ ถือว่าช้ามากสำหรับการเดินทางในระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตรของผมในครั้งนี้ ที่ใช้เวลาไปกว่า 10 ชั่วโมง

การไปเที่ยวสิมิลันของผมแทบทุกครั้ง จะเป็นการเช่าเหมาเรือตกปลาไปตลอด 3 วันเลย ไม่ได้ไปเรือเร็ว หรือซื้อแพ็กเกจทัวร์ไปแต่อย่างใด

เที่ยวแบบเช่าเรือตกปลาไปแบบนี้ จะว่าประหยัดก็ประหยัดครับ จะว่าเปลืองก็เปลือง เพราะเมื่อคำนวณราคาค่าเรือและค่าอาหารแล้ว ทั้งทริปตกประมาณ 5 หมื่นบาท หากรวมทริปได้สัก 10 คน ตกคนละ 5,000 กว่าบาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ นอนบนเรือนั่นแหละ ห้องน้ำห้องท่ามีพร้อม อยากขึ้นไปเล่นน้ำเกาะไหนก็ได้ อาหารการกินบนเรือแจ่มๆ ทั้งนั้น รสชาติไม่ต้องห่วง ผมบอกได้เลยคนเรือทำกับข้าวอร่อยมากครับ กินกันแบบหมดหม้อหมดไหกันมาแล้ว

กว่าที่คณะของผมขนข้าวของเสบียงกรังทั้งหลายลงเรือได้ ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โมงเช้าแล้ว กว่าเรือจะแล่นไปถึงเกาะสี่ก็ประมาณบ่าย 2 แล้วครับ เพราะเรือตกปลานั้นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าเรือเร็ว เรือเร็วนั้นใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายแล้ว

ระยะเวลาที่เนิ่นนานกว่าจะเดินทางถึง เกาะสี่ของสิมิลันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ มานั่งบนดาดฟ้าเรือ สวมหมวกปีกกว้างสักใบ แว่นตากันแดดสีเข้มๆ ครีมกันแดดทาหน้าเสียหน่อย แล้วก็ใช้เวลาทั้งหมดเหม่อมอง ชมทะเลสีคราม สูดกลิ่นอายทะเลให้เต็มปอด แค่นี้เวลาที่ว่านานก็เหมือนเพียงครู่เดียวเท่านั้น

แต่ก็นั่งชมวิว ปล่อยใจไปกับท้องทะเลและท้องฟ้าได้ไม่นาน กลิ่นกับข้าวที่จุมโพ่ เรือหรือพ่อครัวประจำเรือก็ลอยคลุ้งมาเข้าจมูกเสียแล้ว

ลืมบอกไปครับ ในเรือตกปลานั้นจะมีไต๋เรือที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือ จุมโพ่ ทำหน้าที่พ่อครัวและเด็กเรือ ที่คอยช่วยเหลือดูแลเราในทุกเรื่อง ทั้งเกี่ยวเหยื่อตกปลา ผูกเบ็ด ฯลฯ เรียกได้ว่าพอขึ้นเรือมาแล้ว ก็เหมือนมาพักผ่อนได้อย่างเต็มที่แล้ว

ได้กลิ่นกับข้าวหอมฉุยอยู่ได้ไม่นาน เด็กเรือก็ยกกับข้าวตัวเป็นๆ มาให้ได้ลิ้มลอง ทั้งไข่เจียว แกงเหลืองที่ใช้สับปะรดแทนมะละกอ และผัดผัก พร้อมข้าวสวยหม้อเบ้อเริ่มก็ถูกนำมาวางไว้กลางเรือ รอให้พวกผมลิ้มลองอย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยครับ แกงเหลืองที่รสชาติแสนจัดจ้านเข้ากันดีเหลือเกินกับไข่เจียวและผัดผัก เล่นเอาพวกเราทานข้าวกันเสียลืมอิ่มกันเลย

บอกไว้ก่อนนะครับ กับข้าวบนเรือนั้น แม้ดูว่าเป็นกับข้าวบ้านๆ แต่เชื่อมั้ยครับว่า หากใครได้มาลิ้มลองแล้วจะติดใจกันแทบทุกราย อยากจะหวนกลับมากินอีกให้ได้เลยทีเดียว ส่วนผมแน่นอนหวนกลับมากินกับข้าวบนเรือทุกปีเหมือนกัน ปีละหลายครั้งเสียด้วยสิ หุหุ...

เผลอแป๊บเดียวเกาะสี่ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ชายหาดสีขาวสะอาดตา น้ำทะเลใสปิ๊งเหมือนเดิม ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของหมู่เกาะสิมิลัน ที่ทำให้ใครต่อใครต้องตกอยู่ในมนต์สะกดของความงามของหมู่เกาะแห่งนี้แล้ว

หุหุ...แต่วัตถุประสงค์การมาสิมิลันครั้งนี้ของผมนั้น ไม่ได้เน้นมาชมความงามของสิมิลันครับ แต่มาเพื่อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยผ่านการตกปลา โดยเป้าหมายการตกปลาที่สิมิลันครั้งนี้คือ การ “ตกปลาเก๋าถ่าน” ยักษ์ใหญ่แห่งทะเลอันดามัน ที่มีน้ำหนักตัวกว่า 30 กิโลกรัม และอาศัยอยู่ในระดับน้ำลึกเกือบ 200 เมตรเลยทีเดียว

การมาตกเก๋าถ่านนั้นต้องมีการเตรียมตัวกันมาอย่างดีครับ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกมาตกก็ออกมาได้เลย เพราะการตกปลาที่ระดับน้ำลึกขนาดนั้น ต้องมีความพร้อมในทุกอย่าง ทั้งคนตก อุปกรณ์ที่จะใช้ตก รวมถึงไต๋เรือ ที่ต้องมีประสบการณ์ที่จะรู้ว่าพื้นทะเลแถวไหนที่มีปลาเก๋าถ่านอาศัยอยู่

เราชื่นชมความงามของเกาะสิมิลันได้ไม่นานหรอกครับ เพราะภารกิจหลักที่จะไปล่าเก๋าถ่านยังไม่ได้เริ่มเลย ต้องไปตามล่าตามความฝันเสียหน่อย

เสียงเครื่องเรือดังขึ้น หัวเรือมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ทิ้งเกาะสี่เอาไว้เบื้องหลัง ที่แม้ว่าในครั้งนี้ผมไม่ได้ไปใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้ แต่ก็เป็นห่วงว่าสิมิลันจะยังคงความสวยงามเอาไว้ได้นานแค่ไหน เพราะผมเห็นการพัฒนาที่พักทั้งบนเกาะสี่ เกาะแปด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นหมายความว่าสิมิลันต้องรับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผมเองสับสนว่าสิ่งที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้องการนั้นคือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวกันแน่

จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีส่วนทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่นี่เสื่อมโทรมเร็วยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าระบบการจัดการของอุทยานแห่งชาติทางทะเลของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นที่สิมิลันหรือที่ไหนๆ ยังต้องปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องของขยะและน้ำทิ้ง ลองคิดดูครับ เกาะเล็กๆ อย่างสิมิลันหรือสุรินทร์ที่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยววันละหลายร้อยคน และอาจถึงพันคนในช่วงฤดูท่องเที่ยว จะมีขยะและน้ำเสียในแต่ละวันมากแค่ไหน

เพราะขนาดที่มีการประกาศปิดแหล่งดำน้ำที่สิมิลัน ปรากฏว่ามีเสียงต่อต้านจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งบริษัททัวร์ บริษัทดำน้ำ ดังขรมไปหมด ซึ่งผมเองก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไมต้องค้าน ไม่คิดว่าจะให้ธรรมชาติฟื้นตัวเองบ้างหรืออย่างไร

เฮ้อ...บ่นไปก็เท่านั้น กลับมาที่ภารกิจของผมต่อดีกว่าครับ ระหว่างที่รอไต๋เรือพาไปยังหมายปลาเก๋าถ่าน พวกผมก็ต้องตระเตรียมอุปกรณ์ที่สามารถ “ต่อกร” กับเจ้ายักษ์ใต้น้ำพวกนี้เสียหน่อย

เริ่มตั้งแต่ คันเบ็ด รอก ต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะจุสายได้มากกว่า 200 เมตร และสายที่ใช้ไม่ใช่เป็นสายเอ็นตกปลาธรรมดา

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท