
ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน ๑๐)
ปุจฉา : คำถามที่ ๓ ที่มีการกลั่นกรองนำมาถวายจากคณะ สาธุชนผู้มาร่วมฟังการเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า
ปุจฉา : คำถามที่ ๓ ที่มีการกลั่นกรองนำมาถวายจากคณะ สาธุชนผู้มาร่วมฟังการเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : คำถามที่ ๓ ที่มีการกลั่นกรองนำมาถวายจากคณะ สาธุชนผู้มาร่วมฟังการเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า เนื่องในเทศกาลเฉลิมฉลองมาฆบูชาโลกที่อินเดีย และเมื่อจบมาฆบูชาโลกแล้ว ก็จะขอตอบคำถามนี้ เพื่อจะได้เผยแผ่ให้ได้รับรู้สืบเนื่องทำปัญญากันต่อไป เพื่อจะได้เข้าใจเข้าถึงคุณค่าแห่งพระพุทธศาสนา จะได้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านทั้งหลายด้วย โดยมีคำถามดังนี้
“กรณีผู้บริหารของหน่วยงานไม่ประพฤติตนในศีลธรรมอันดี ผู้ที่อยู่ด้วยในองค์กรควรปฏิบัติตนอย่างไร ขอบคุณค่ะ”
วิสัชนา : ทั้งหลายในโลกนี้แปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเหตุปัจจัย จึงกล่าวสรุปว่า โลกมันมีความเป็นเช่นนี้เอง... ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ และไม่แปรเป็นอย่างอื่น...
ธรรมะของพระพุทธศาสนาจึงสอนทวนกระแสโลก แม้เห็นส่วนหนึ่ง แต่ให้มองอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ตรงข้าม เพื่อไม่ติดในสองส่วนนั้น ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งดีและไม่ดี สำคัญคือ ต้องไม่ยึดติดกับสิ่งดีและไม่ดีนั้น ฉะนั้นจึงให้ศึกษาว่ามันเป็นธรรมดา จะหนีไปอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่พ้นความวุ่นวาย ความทุกข์ เพราะจะสุขหรือทุกข์ มันอยู่ที่จิตใจของเราเป็นสำคัญว่า แบกหามโลกหรือวางโลก...
ขณะเดียวกัน เรารู้จักการประพฤติตน เรียกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยึดมั่นอยู่กับการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ว่าสังคมจะมีความไม่ดีมากกว่าความดี ดังวิกฤตการณ์สังคมในปัจจุบัน แต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ...เพชรแท้ต้องไม่กลัวโคลนตม และต้องทนต่อการพิสูจน์ ทองแท้ต้องไม่กลัวไฟ บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหว แม้ภัยจะมา ก็ไม่ทิ้งธรรมะ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตในพระศาสนา จึงให้ไว้เป็นธรรมะเป็นอนุสติแก่ผู้ถาม
ขอเจริญพร
ปุจฉา : คำถามที่ ๔ มาจากคณะสาธุชนผู้ร่วมฟังเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า คำถามมีอยู่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะให้เบอร์ ๑–๑๐–๑๐๐–๑,๐๐๐ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม ประพฤติปฏิบัติเหมือนอาจารย์บวรศักดิ์ ให้ประเทศชาติอยู่รอด”
วิสัชนา : ด้วยความหมายของผู้ถาม ยกอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบของข้าราชการหรือบุคคล ในการขวนขวายทำความดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม และกล้าหาญที่จะแสดงบทบาทในเชิงผู้นำวิถีพุทธต่อสังคม ดังเช่นการจัดงานคราวนี้ ๙ วัน เพื่อสนับสนุนการเฉลิมฉลองมาฆบูชาโลกที่อินเดีย ซึ่งอาจารย์บวรศักดิ์ได้ปวารณาตนร่วมจัดงานในครั้งนี้ และก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในวันที่ ๙ มีศรัทธาสาธุชนมาร่วมงานมากมาย เรียกว่าเต็มครึ่งลานอเนกประสงค์ที่เป็นสถานที่จัดงาน ก็นับว่าเป็นนิมิตอันดี สำหรับก้าวแรกของศูนย์ราชการใหม่แห่งนี้ ที่ได้จัดงานมหาสักการบูชา พระบรมสารีริกธาตุฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งจุดมุ่งหมายจริงๆ ของการจัดงาน ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่จากส่วนราชการต่างๆ
ทั้งหลายได้มีโอกาสมาฟังสวดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ได้มีโอกาสสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ที่ประดิษฐานถึงบ้านเรือนของเจ้าหน้าที่และข้าราชการในหน่วยงานทั้งหลาย ที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นคนในศูนย์ราชการใหม่แห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นผลเท่าไหร่นัก ความสนใจของข้าราชการในส่วนราชการทั้งหลายนี้น้อยมาก หากเทียบเคียงกับภาคเอกชนที่เขาจัดกัน เช่น การจัดสวดมนต์ที่วัดพระแก้วที่มีผู้มาร่วมงานแต่ละครั้งเป็นหลักพัน หากประเมินความสนใจของจำนวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายในรอบ ๙ วัน ที่ผ่านมา คงจะมีไม่ถึง ๕% ที่สนใจเข้าร่วมฟังธรรมหรือมาสักการบูชาในมณฑลพิธี ณ ลานอเนกประสงค์ชั้น ๒ ของศูนย์ราชการแห่งนี้...
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดว่า ศรัทธาของสาธุชนในหมู่ชนนั้นมีมากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับการที่มีเจริญพระพุทธมนต์ ๖ วัน ในช่วงของการจัดสักการะพระบรมสารีริกธาตุนี้ ก็ต้องบอกว่า ใน ๖ วันนี้มีผู้มาร่วมงานต่ำกว่าเกณฑ์ ยกเว้นวันที่ ๙ ที่มีภาคประชาชนมากมาย ซึ่งวันนั้นก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมาร่วมงาน เช่น ประธาน กกต. ท่านอภิชาต สุขัคคานนท์, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านชัช ชลวร, ท่านผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำคณะข้าราชการตำรวจมาร่วม และในวันนั้นมีสาธุชนมาร่วมงานกันมาก แต่ดูๆ แล้วน่าจะมาจากบุคคลภายนอกเป็นส่วนใหญ่







