posttoday
ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน๗)

ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน๗)

21 มีนาคม 2554

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า ในงานเฉลิมฉลองบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอริยสาวก เนื่องในโอกาสเข้าสู่เทศกาล “การสักการบูชาในวันมาฆบูชา” ที่คณะศรัทธาสาธุชน และองค์กรต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงานกับทางคณะผู้จัดงานที่ประเทศอินเดีย คำถามนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะเดินทางมาประเทศอินเดีย และได้ตอบคำถามนี้เมื่อสิ้นสุดการจัดงานที่อินเดีย ก่อนที่จะเดินทางกลับจากสาวัตถี ซึ่งได้มาบูชาธรรม ณ วัดเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี บัดนี้อยู่ในการดูแลของกองโบราณคดีของประเทศอินเดีย รัฐอุตตรประเทศ (รัฐยูพี) ซึ่งก็คงใช้เวลาประมาณ ๘๙ ชั่วโมง เพื่อเดินทางสู่แคว้นกาสี หรือเมืองพาราณสี เพื่อสักการบูชา ณ ธัมเมกสถูป สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาในวันอาสาฬหบูชา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

โดยมีหัวข้อปุจฉาที่จะตอบในระหว่างการเดินทางว่า “สังคมไทยเป็นโรคทางใจกันมาก ทำให้เกิดปัญหาสังคม อยากให้พระอาจารย์แนะนำหลักธรรมะ เพื่อการเยียวยาจิตใจให้คนมีใจที่ปกติ และจะได้ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไปค่ะ”

วิสัชนา : หลักธรรมทั้ง ๕ ประการดังกล่าว ได้แก่ ความยินดีความไม่ยินร้าย การเพียรเพ่งเผากิเลสโดยมีสติและสัมปชัญญะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นองค์ธรรมในกระบวนการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นวิธีการแก้โรคทางใจ แก้ไขทางจิต แก้วิปริตทางความคิด แก้นิมิตที่อ่อนแอ ให้จิตมีสติอันชอบ สมบูรณ์แก่ธรรม เกิดความสุข ความเจริญ คือ มีปัญญาสืบเนื่อง รู้เท่ารู้ทันในธรรมชาติ และปล่อยวางเป็น การรู้จักปล่อยวางเป็นจะทำให้เกิดความสุขสงบอย่างแท้จริง

ปุจฉา คำถามที่ ๓ ที่มีการกลั่นกรองนำมาถวายจากคณะสาธุชนผู้มาร่วมฟังการเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า เนื่องในเทศกาลเฉลิมฉลองมาฆบูชาโลกที่อินเดีย และเมื่อจบมาฆบูชาโลกแล้ว ก็จะขอตอบคำถามนี้ เพื่อจะได้เผยแผ่ให้ได้รับรู้สืบเนื่องทำปัญญากันต่อไป เพื่อจะได้เข้าใจเข้าถึงคุณค่าแห่งพระพุทธศาสนา จะได้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านทั้งหลายด้วย โดยมีคำถามดังนี้

“กรณีผู้บริหารของหน่วยงานไม่ประพฤติตนในศีลธรรมอันดี ผู้ที่อยู่ด้วยในองค์กรควรปฏิบัติตนอย่างไร ขอบคุณค่ะ”

วิสัชนา ...ปุจฉานี้ก็คงมาจากข้าราชการในหน่วยงานของส่วนราชการทั้งหลายที่มาร่วมฟังเสวนาธรรม และร่วมฟังการเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อวันที่ ๙ ก.พ. ซึ่งคำว่า “ผู้บริหารของหน่วยงาน” ที่กล่าว ก็คงเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น การที่ถามว่า “ผู้ที่อยู่ร่วมด้วยควรปฏิบัติอย่างไร” เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “การอยู่บนความตั้งใจที่จะทำความดี อย่างมีอุดมการณ์ อย่างมีจุดมุ่งหมาย กับการอยู่สักแต่ว่าเพื่ออยู่ให้ได้ไปวันๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย” นั่นคือ “การอยู่เอาตัวรอด กับอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับอุดมการณ์” ก็คงจะอยู่อย่างแตกต่างกัน... การอยู่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ก็คงโอนอ่อนผ่อนปรนไปตามกระแสในสังคมนั้นๆ โดยไม่ต้องคิดคำนึงในเรื่องของความถูกผิดใดๆ หรือไม่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางสังคม กฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือหลักศีลธรรม ซึ่งในที่สุดก็คงจะโอนอ่อนตามกระแสอิทธิพล จนกลายเป็นคนประจบสอพลอ นายว่าอย่างไรก็ว่าตาม คอยแต่ yes อย่างเดียวไม่ขัดคอ นี่ก็คงเป็นเรื่องของบุคคลที่ไร้แก่นสาร ไร้แก่นธรรม เป็นไม้หลักปักเลน ขาดอุดมการณ์ ขาดศีลธรรม คนเราเมื่อมีความไร้ศีลธรรม ก็เป็นมนุษย์ที่ดียาก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ