
ผืนป่ามหัศจรรย์ในกัณฑ์ "จุลพน"
โดย... อ.ตุ้ย วรธรรม
โดย... อ.ตุ้ย วรธรรม
กัณฑ์ที่ 6 จุลพน (ป่าเล็ก) ในเทศน์|มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก “พรานเจตบุตร” ดี เพราะเขาเป็นบุคคลที่ได้รับพระราชโองการจากกษัตริย์แห่งเจตรัฐให้ทำหน้าที่เป็นนายด่านประตูป่า คอยห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปพบหรือรบกวน พระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา และชาลี ซึ่งประทับบำเพ็ญธรรมบารมีอยู่ในบริเวณเขาวงกตในป่าหิมพานต์
แต่พรานเจตบุตรกลับเสียท่าให้ชูชกผู้แพรวพราวด้วยเล่ห์เหลี่ยมอ้างตนว่าเป็นราชทูตนำสาส์นมากราบทูลพระเวสสันดรให้เสด็จกลับเมือง (แต่แท้จริงมาเพื่อทูลขอกัณหาและชาลีไปเป็นทาสรับใช้นางอมิตดาภรรยาสาวของตน) ยอมบอกทางไปเขาวงกตแต่โดยดี
แต่พรานเจตบุตรไม่บอกเปล่ายังได้พรรณนาถึงผืนป่าที่พระเวสสันดรอยู่เท่าที่ตนเองรู้มาให้ชูชกฟังด้วยว่ามีความมหัศจรรย์และมีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เขาเล่าว่า บริเวณป่าที่อยู่ของพระเวสสันดรนั้น สะพรั่งไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอก ไม้ผล อาทิ ไม้ตะแบก ไม้ตะเคียน ไม้รัง หูกวาง ไม้สะคร้อ ไม้ย่างทราย ที่โอนอ่อนไปตามลม
ภายในป่าจะได้ยินเสียงเหมือนเพลงขับบนสวรรค์ของฝูงนกโพระดกและดุเหว่าที่จับอยู่บนกิ่งไม้ โผบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้ หมู่ไม้ทั้งหลายต้องลมพัดสะบัดกิ่ง ใบเสียดสีกันประหนึ่งจะเรียกผู้คนที่กำลังเดินให้หยุด
บริเวณอาศรมที่อยู่ของพระเวสสันดร มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน สมอพิเภก สมอไทย ไม้โพ พุทรา มะพลับทอง มะขวิด ไทร มะซางหวาน มะเดื่อ มีทั้งผลดิบและสุกอยู่ต่ำๆ สามารถหยิบเอามาบริโภคง่ายดาย
รอบๆ นั้นยังมีต้นปาเรวัต ต้นกล้วยผลยาว ต้นองุ่น ต้นจันทน์ ซึ่งหวานเหมือนน้ำผึ้ง พร้อมกับมีรวงผึ้งปราศจากตัวซึ่งคนสามารถเอื้อมมือปลิดมาบริโภคได้โดยไม่ต้องใช้ไม้สอย คนยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงก็เก็บมะม่วงสุกกินได้ รสชาติหวาน กลิ่นหอม อร่อย
บริเวณอาศรมยังมีไม้โมกมัน โกฐ สะค้าน แคฝอย ไม้บุนนาค บุนนาคเขา ไม้ซึกที่มีดอกบานสะพรั่งด้วยสีต่างๆ ไม้ราชพฤกษ์ มะเกลือ กฤษณา รักดำ ต้นไทรใหญ่ และไม้อื่นๆ อีกมากมาย
ใกล้อาศรมมีสระโบกขรณีดาดาษไปด้วยดอกบัวนานาชนิดเหมือนดังสระโบกขรณีในสวนนันทวันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์
รอบๆ สระโบกขรณีมีนกดุเหว่ามาส่งเสียงไพเราะจับใจจับอยู่บนดอกไม้ที่บานสะพรั่ง รสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้มาค้างอยู่บนดอกบัวในสระโบกขรณี
ในสระมีกระจับขนาดใหญ่ ทั้งข้าวสาลีอ่อนและแก่ล้มดาดาษอยู่บนพื้น น้ำในสระใสมาก สะอาดมองเห็นเต่า ปู และปลาแหวกว่ายไปมา
นอกจากนี้ยังมีน้ำหวานปานน้ำผึ้งไหลออกมาจากเหง้าบัว และมีน้ำดังนมสดและเนยใสไหลออกมาจากสายบัว
ป่าไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมชนิดต่างๆ ถูกลมรำเพยพัดมาทีไรก็หอมฟุ้งไปทั่วทิศ แมลงภู่ต่างบินว่อนส่งเสียงรอบๆ ใกล้ดอกไม้ ฝูงนกจู๋จี๋อยู่กับคู่ของตน กู่ขันประชันเสียงกัน ปานประหนึ่งมีกรรมการตัดสิน
ใกล้ๆ สระโบกขรณีมีฝูงนก 4 ฝูง ทำรัง
ฝูงที่ 1 นันทิกา มีหน้าที่ร้องส่งเสียงให้พระเวสสันดรมีพระทัยชื่นชมยินดี ฝูงที่ 2 ชีวปุตตา พากันร้องถวายพระพรให้ทุกพระองค์มีพระชนมายุยืนนานและทรงพระเกษมสำราญ
ฝูงที่ 3 ชีวปุตตา ปิยาจโน ร้องถวายพระพรให้ทุกพระองค์มีพระชนมายุยืนนานปราศจากข้าศึกศัตรู ฝูงที่ 4 ปิยาปุตตา ปิยานันทา ร้องถวายพระพรให้ทุกพระองค์เป็นที่รักของกันและกันตราบนานเท่านาน
บริเวณป่าที่อยู่อาศัยของพระเวสสันดรนั้นพรานเจตบุตรอาจยังไม่รู้ลึกและละเอียดเท่าอัจจุตฤาษี และถ้าอยากรู้ก็ต้องติดตามกัณฑ์ที่ 7 “มหาพน” ครับ







