posttoday
สิ่งสุดท้าย หากจะต้องสูญเสีย

สิ่งสุดท้าย หากจะต้องสูญเสีย

20 มีนาคม 2554

โศกนาฏกรรมในประเทศญี่ปุ่นส่งผลกระทบทางจิตใจผู้คนทั่วโลก แต่เมื่อได้เห็นการรับมือกับปัญหาอย่างมีสติของคนญี่ปุ่น ทั้งโลกเชื่อมั่นว่า ลูกพระอาทิตย์จะต้องผ่านพ้นวันคืนเลวร้ายไปสู่คืนวันที่ดีได้

โศกนาฏกรรมในประเทศญี่ปุ่นส่งผลกระทบทางจิตใจผู้คนทั่วโลก แต่เมื่อได้เห็นการรับมือกับปัญหาอย่างมีสติของคนญี่ปุ่น ทั้งโลกเชื่อมั่นว่า ลูกพระอาทิตย์จะต้องผ่านพ้นวันคืนเลวร้ายไปสู่คืนวันที่ดีได้

โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง

สิ่งสุดท้าย หากจะต้องสูญเสีย

โศกนาฏกรรมในประเทศญี่ปุ่นส่งผลกระทบทางจิตใจผู้คนทั่วโลก แต่เมื่อได้เห็นการรับมือกับปัญหาอย่างมีสติของคนญี่ปุ่น ทั้งโลกเชื่อมั่นว่า ลูกพระอาทิตย์จะต้องผ่านพ้นวันคืนเลวร้ายไปสู่คืนวันที่ดีได้

ความโศกเศร้าเสียใจเกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ ทับถมซ้ำเติมด้วยการเสียหายของแหล่งกำเนิดพลังนิวเคลียร์ แต่ภาพที่เราเห็นผ่านสื่อคือ ชาวญี่ปุ่นยืนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เกตอย่างเป็นระเบียบ คนนับพันหมื่นรอคิวรับการช่วยเหลืออย่างสงบนิ่ง

หากเรื่องราวคล้ายกันนี้เกิดขึ้นในดินแดนอื่น ทั่วพื้นที่คงปั่นป่วนด้วยการจลาจลแย่งชิงอาหาร การประท้วงอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ หรือเกิดมีกรณีปล้นชิงทรัพย์สิน ทว่าเราไม่เห็นข่าวทำนองนี้ในญี่ปุ่น

สื่อตะวันตกบางค่ายใช้คำว่า สโตอิก (Stoic) มาบรรยายถึงปฏิกิริยาของคนญี่ปุ่น คำนี้มาจากลัทธิปรัชญาในยุคกรีกโบราณที่เชื่อในทักษะการพัฒนาจิตใจ โดยควบคุมจิตใจให้โปร่งใสสงบ ด้วยตรรกะ การไตร่ตรอง และสมาธิ ภายหลังคำนี้ถูกตีความหมายเพี้ยนเป็นการไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก ความสามารถในการกดเก็บอารมณ์และอดทน

ขณะที่ ศาสตราจารย์โจเซฟ ไนย์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า คนญี่ปุ่นรับมือภัยธรรมชาติโดยไม่หวั่นกลัว ในวันที่ลำบากที่สุดพวกเขายังคงรักษาระเบียบวินัยไว้ได้ นี่ย่อมเป็นตัวอย่างของสังคมสมัยใหม่ในการสู้กับภัยธรรมชาติ ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนมหันตภัยครั้งนี้ให้เป็น “Soft Power” ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับคนทั่วโลก และสามารถทำให้ญี่ปุ่นไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของโลก

ส่วนคอลัมนิสต์ของบางสำนักข่าวชั้นนำของโลกก็มองโลกในแง่ร้ายขนาดว่า อย่าไปเชื่อกับสิ่งที่เห็นผ่านข่าว เพราะนั่นล้วนเป็นกระแสที่สร้างขึ้นเพื่อหวังผลบางอย่างของคนบางกลุ่มและอย่าบริจาคเงินให้กับญี่ปุ่นโดยตรง !!!???

แต่ไม่ว่าจะ “ถูกมอง” หรือ “พูดถึง” อย่างไร เรื่องเศร้าของชาวญี่ปุ่นครั้งนี้ได้สอนคนทั้งโลกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงมีสติตั้งรับกับปัญหาซึ่งถาโถมเข้ามา จงตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันเพื่อที่จะผ่านพ้น วันนี้ไม่มีเวลาสำหรับการมองโลกในแง่ร้าย มีแต่ต้องมุ่งหน้าก่อร่างสร้างสิ่งที่พังสลายขึ้นมาใหม่

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้เขียนได้รับฟอร์เวิร์ดเมลมาจากกัลยาณมิตรในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า หนุ่มไทยในญี่ปุ่นชื่อว่า “Adisak Chua” ได้แปลข้อความดีๆ ซึ่งเขาพบใน http:// prayforjapan.jp/tweet.html เพื่อนำแง่มุมดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง จึงขออนุญาตนำมาบอกต่อ

“ในจังหวัดจิบะ คุณลุงคนหนึ่งที่หลบภัยอยู่ก็ได้เปรยออกมาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรน้า เด็กหนุ่ม ม.ปลาย ก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปเมื่อเป็นผู้ใหญ่ พวกผมจะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน (ไม่เป็นไร พวกเรายังมีอนาคต!!!)

“และอีกเรื่อง ขณะที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านมากว่า 42 ชั่วโมง คุณลุงก็ได้กล่าวว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ เคยมีประสบการณ์สึนามิที่ชิลีมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเรามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองกันนะ’ แกกล่าวด้วยรอยยิ้ม (สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือ ต่อจากนี้ไปเราจะทำอะไรต่างหาก)”

“เรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้เมืองมันสว่างเกินไป เกินที่จะมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จริงๆ แล้วดาวสวยเช่นนี้เอง ชาวเซนไดทุกคนลองแหงนมองขึ้นไปข้างบนดูซิ (ตรงนี้ไม่มั่นใจว่าแปลว่าชาวเซนไดทุกคนมองขึ้นไปบนฟ้ารึเปล่า)”

ท่ามกลางภัยพิบัติเรายังมองเห็นแสงแห่งความหวังผ่านถ้อยคำเหล่านั้น แม้แผ่นดินไหว สึนามิ หรือแม้กระทั่งรังสีนิวเคลียร์จะทำให้มนุษย์สูญเสียทุกๆ อย่าง แต่หากสิ่งสุดท้ายที่ไม่อาจจะสูญเสียคือ ความหวัง ซึ่งจะหล่อเลี้ยงและทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป

ปกติผู้เขียนไม่อ่านวรรณกรรมประเภทชวนขนหัวลุก แต่ก็บังเอิญมีโอกาสได้อ่านเรื่องสั้นของ “ซุสุกิ โคจิ” นักเขียนชาวญี่ปุ่นผู้ทำให้นิยายชุด “ริง คำสาปมรณะ” โด่งดัง เรื่องสั้นชื่อ “ป่าลึกใต้ทะเล” แปลเป็นภาษาไทยโดย “วราภรณ์ พิรุณสวรรค์” และรวมอยู่ในเรื่องสั้นชุด “ปริศนาใต้บาดาล” ทำให้ผู้เขียนประทับใจและได้รู้จักกับคนญี่ปุ่นในบางมุม

ในไม่กี่หน้าหนังสือนั้นเล่าถึงความมุมานะและการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของชายผู้หนึ่งซึ่งติดอยู่ในถ้ำ เขาพยายามใช้สติหาทางออก ระหว่างที่ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ เขาก็ใช้เวลาใคร่ครวญเรื่องราวในชีวิต และพบว่า ก่อนตายเขาอยากจะบอกลูกชายว่า เมื่อถึงคราวคับขัน ต้องมีสติ และหาทางแก้ไขอย่างดี ถึงจะแพ้ แต่ต้องแพ้เพราะได้สู้จนถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่ยอมแพ้ !!!

จากสิ่งที่เราเฝ้าสังเกตผ่านสื่อในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาทำให้เชื่อว่า เรื่องราวในเรื่องสั้นนี้คือ ภาพสะท้อนถึงความเป็นคนญี่ปุ่น

แต่ไหนแต่ไรมาชาวญี่ปุ่นได้รับการกล่าวขานถึงในเรื่อง คุณลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นความขยันขันแข็ง อดทน ความมีระเบียบวินัย การเป็นคนเก็บความรู้สึก ฯลฯ ทั้งหมดน่าจะพัฒนามาจากปรัชญาความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น เซน ชินโต หรือแม้แต่วิถีซามูไร รวมกับข้อจำกัดของสภาพทางภูมิประเทศที่ทำให้ต้องดิ้นรนปรับตัว และการเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวทำให้คนญี่ปุ่นสามารถช่วยกันสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ใน 60 ปีต่อมา

ผู้เขียนเคยเห็นภาพของคนญี่ปุ่นหลังสงครามผ่านภาพยนตร์เรื่อง “Always: Sunset On Third Street” งานของ “ยามาซากิ ทาคาชิ” ซึ่งติดอันดับภาพยนตร์รายได้สูงสุดของญี่ปุ่นและคว้ารางวัลเกียรติยศมากมาย

ภาพยนตร์ย้อนยุคเรื่องนี้เล่าเรื่องชุมชนเล็กๆ บนถนนสายที่สามของกรุงโตเกียว มีตัวละครหลากหลายสีสันทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนชรา ประเด็นหลักของภาพยนตร์คือ ความหวัง

เรื่องราวที่โลดแล่นบนจอทำให้เห็นภาพประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะเพิ่งผ่านสงครามมาหมาดๆ แต่ผู้คนเปี่ยมด้วยพลังและชีวิตต้องดำเนินต่อไป โดยฉากหลังเป็นโตเกียวทาวเวอร์อันเป็นของใหม่สำหรับคนญี่ปุ่นยุคนั้น ที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้าโดยไม่เหลียวกลับไปมองข้างหลัง

ประเด็นการกระตุ้นเร้าความรักชาติของทีมงานญี่ปุ่นเคลือบด้วยอารมณ์ดรามาที่ทำเอาคนดูชาติไหนๆ ก็จำต้องหลั่งน้ำตาอย่างประทับใจ

ทั้งภาพที่เราได้พบเห็นตามสื่อ รวมไปถึงเรื่องราวของผู้คนที่ Adisak Chua นำมาเล่าต่อ กระทั่งตัวละครใน ป่าลึกใต้ทะเล ของ ซุสุกิ โคจิ และภาพยนตร์ Always : Sunset On Third Street ล้วนสะท้อนถึงความหวังและการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของคนญี่ปุ่น

ทว่า “HOPE” หรือ ความหวัง ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนญี่ปุ่นในยามนี้เท่านั้น มนุษย์ทุกคนต้องมีความหวังเป็นเครื่องนำทาง เพราะนี่คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป

ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น หากชีวิตจำต้องสูญเสียอะไรไป แต่สิ่งสุดท้ายที่จะสูญเสียคือ ความหวัง เพราะ “ความหวังคือ สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต” ดังที่ ไดซาขุ อิเคดะ ผู้นำศาสนาชาวญี่ปุ่นกล่าวไว้

ถ้าหากว่า การมองโลกในแง่ร้ายทำให้เราหมดสิ้นศรัทธาในมนุษย์และสูญเสียความหวัง บางครั้งเราก็ทำเป็น “ลืมๆ” ไปบ้างก็ได้

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ