
นพ.กฤษดา ศิรามพุช อิ่มสุขกับความรักของแม่
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ วัย 33 ปี ปกติคุณหมอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลโครงการอายุรวัฒน์ จะพูดจะคุยและลุยงานต้านชรา แอนตี้ เอจจิ้ง เป็นหลัก แต่วันนี้คุณหมอขออนุญาตไม่พูดเรื่องเดิมๆ หากจะพูดถึงเรื่องของคุณแม่...ชลิดา ศิรามพุช
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ วัย 33 ปี ปกติคุณหมอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลโครงการอายุรวัฒน์ จะพูดจะคุยและลุยงานต้านชรา แอนตี้ เอจจิ้ง เป็นหลัก แต่วันนี้คุณหมอขออนุญาตไม่พูดเรื่องเดิมๆ หากจะพูดถึงเรื่องของคุณแม่...ชลิดา ศิรามพุช
โดย...แพตตี้
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ วัย 33 ปี ปกติคุณหมอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลโครงการอายุรวัฒน์ จะพูดจะคุยและลุยงานต้านชรา แอนตี้ เอจจิ้ง เป็นหลัก แต่วันนี้คุณหมอขออนุญาตไม่พูดเรื่องเดิมๆ หากจะพูดถึงเรื่องของคุณแม่...ชลิดา ศิรามพุช
“มากเลยครับ...รักแม่มาก แม่ผม...ผมภูมิใจ” คุณหมอเล่า แม่ใครใครก็รัก คุณแม่ของคุณหมอเป็นคนเห็นประโยชน์ในการศึกษาอย่างมาก ขยัน มุ่งมั่น รวมทั้งใฝ่หาความรู้ในทุกรูปแบบ โดยสมัยที่คุณแม่ยังสาว(อะแฮ่ม) คุณแม่ของคุณหมอนั้น ทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเลยรู้มั้ย...ยังไม่รับปริญญาก็ลุยแล้วคุณแม่
คุณแม่เรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทำงานเป็นเลขานุการ(ในสมัยนั้น)ของบัญชา ล่ำซำ บิ๊กบอสแห่งธนาคารกสิกรไทย คุณแม่ที่รักทั้งงานรักทั้งการเรียน ในที่สุดตัดสินใจเรียนต่อ โดยเรียนต่อปริญญาโทที่ศศินทร์นั้นเอง กลางวันอ่านหนังสือ ในมือถือถาดอาหารรอคิวตักอาหารอยู่ในโรงอาหาร อีกมือถือตำรากางอ่านทั้งที่ยืนรอคิวอยู่ กลางคืนกลับถึงบ้าน ก็ทำงานดูแลลูก ดึกหน่อยจึงทบทวนตำรา ทำการบ้านของตัวเอง
“แม่บอกให้ทำงานเท่าที่กำลังของเราจะมี หนักเอาเบาสู้ และทำให้ได้ทุกอย่าง” คุณหมอพยักหน้าหนักแน่น แม่คือครูผู้สอน ที่สอนด้วยการกระทำ โดยเฉพาะเรื่องความตั้งใจมุ่งมั่น ทำอะไรต้องทำจริง และทำให้เสร็จสำเร็จไป
ปัจจุบันคุณแม่เกษียณอายุมา 2 ปีแล้ว ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมเครดิตของธนาคารกสิกรไทย ในวัย 62 คุณแม่ยังสวยงาม แจ่มใส และใจดีมากๆ ที่สำคัญคือจุดยืนที่ยังแกร่งดังหินผา ถ้าอะไรไม่ถูกต้อง เห็นแล้ว(จากประสบการณ์)ว่าไม่ใช่ ไม่ได้ ก็จะยืนหยัดว่าไม่ใช่ ไม่ได้
“ผมไม่ใช่เด็กดี 100% ครั้งหนึ่งเคยเกและทำให้แม่เสียใจ ถึงขั้นที่หนักที่สุด ต้องกลับมาปรับปรุงตัว ก็เพราะเห็นแม่ที่เศร้าโศกด้วยความผิดหวัง” คุณหมอบอกว่า ที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมาด้วยความรักของคุณแม่และคุณยาย โดยเฉพาะคุณแม่ซึ่งเป็นคนที่ถ้าลูกชอบอะไร หรือทำอะไรแล้วมีความสุข แม่สนับสนุนเสมอ แม่ให้ทำ และแม่ให้ทุนด้วย(ฮา)
ทุกวันนี้ คุณแม่ชลิดาใช้ชีวิตพักผ่อนอย่างมีความสุขที่บ้าน ดูแลสุนัข ดูแลบ้าน ดูแลต้นไม้ คุณหมอนั้นเติบโตขึ้นมาในดงธรรมชาติก็ว่าได้ ไม้ทุกต้นในบ้านของแม่ แม่ไม่ตัด มีแต่งบ้างแต่ก็เพียงกิ่งใบเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากแม่ชอบให้ต้นไม้ของแม่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ว่าแล้วคุณหมอก็สรุปว่า สำหรับตัวคุณหมอเอง ก็คงถูกเลี้ยงมาแบบต้นไม้ในบ้านนี่แหละ คือถูกปล่อยให้เติบโตขึ้นอย่างอิสระ
มีบางเวลาเหมือนกัน ที่กิ่งที่ก้านมีเอนมีเอียง คุณแม่ก็จะคอยดัดคอยดึง นำทางให้กลับมาอยู่ในลู่ทางที่ถูกควร หรือหากมีวัชพืชมาเกะกะหรือเกาะแกะบ้าง แม่ก็จะช่วยถอนทิ้ง เพื่อไม่ให้มาทำร้ายต้นไม้ของแม่
“อย่างนี้แล้วจะไม่ให้รักแม่ได้ไงเนี่ย”คุณหมอว่าแล้วยิ้มกริ่ม







