
ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน ๑)
ปุจฉา : จากการที่สาธุชนมีคำถามเข้ามาถึงอาตมา ขณะที่มีการบรรยายธรรมในห้วงฉลองสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
ปุจฉา : จากการที่สาธุชนมีคำถามเข้ามาถึงอาตมา ขณะที่มีการบรรยายธรรมในห้วงฉลองสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : จากการที่สาธุชนมีคำถามเข้ามาถึงอาตมา ขณะที่มีการบรรยายธรรมในห้วงฉลองสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอรหันตสาวก เมื่อวันที่ ๙ ก.พ.ที่ผ่านมา ก่อนจะอัญเชิญสู่ชมพูทวีป เพื่อเป็นมหามงคลในงานมาฆบูชาโลก ไปประดิษฐานทั้งที่ดิกซาภูมี และวัดเวฬุวันมหาวิหาร ในห้วงเวลาวันที่ ๑๒–๑๙ ก.พ. ๒๕๕๔ จนบัดนี้งานดังกล่าวได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว จึงมีเวลาที่จะพิจารณาคำถามที่มีผู้ถามขึ้นในงานที่สถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ บรรจบ บรรณรุจิ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ร่วมเสวนา
คำถามแรกนี้ มีปุจฉามาว่า “ทำบุญ ใส่บาตรแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้ตายจะได้รับหรือเปล่า”
วิสัชนา : วิสัชนาในคำถามแรกนี้ ให้แยกเป็นสองประเด็นว่า “ทำบุญกับการใส่บาตร” หมายความว่า ใส่บาตร หรือถวายอาหารในบาตรของพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต หรือทำทาน ใส่บาตร คือ การทำบุญกุศลกับพระสงฆ์ โดยการถวายปัจจัยไทยทานทั้งหลาย เพื่อให้ได้บุญกุศลจากการใส่บาตรนั้น ในข้อนี้ก็ย่อมเป็นผลของการถวายทาน และย่อมมีผลบุญกุศลเกิดขึ้นโดย ถ้า (๑) ผู้กระทำนั้นมีความพร้อมโดยธรรม เรียกว่า ทายกบริสุทธิ์ ด้วยอำนาจแห่งศรัทธาเป็นลักษณะมีความเห็นชอบเป็นพื้นฐาน (๒) วัตถุทานทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ทั้งด้วยการได้มา และด้วยความเหมาะควร ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และ (๓) ผู้รับ พระสงฆ์ สามเณรทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ นั้นหมายถึงตั้งอยู่ในพระธรรมวินัยอันถูกต้อง และยิ่งถ้าผู้กระทำเป็นทักขิไณยบุคคล เรียกว่า ปฏิคาหกบริสุทธิ์ บุญกุศลก็ยิ่งไม่มีประมาณ ดังคำบาลีที่กล่าวไว้ว่า “อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ”
ในวิถีพระพุทธศาสนาสั่งสอนให้เรารู้จักการอุทิศบุญกุศลที่เรียกว่า การพลีบุญ ซึ่ง ๑ ใน ๕ คือ บุพพะเปตะพลีนั้น เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าพิมพิสารได้น้อมถวายวนอุทยานเวนุวัน หรือเวฬุวัน วนอุทยานที่เป็นป่าไผ่อันสวยงามแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาก็ได้มีการถวายผ้าแพรพรรณ อาหาร ปัจจัยสี่อันสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าได้ทรงมีพระมหากรุณาแนะนำให้พระเจ้าพิมพิสารได้รู้จักการอุทิศบุญกุศล หรือการพลีบุญแก่ญาติทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เป็นเปรตจำพวกหนึ่งในสิบสองจำพวกให้ได้รับกุศลจากญาติในโลกมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้กรวดน้ำให้กับญาติผู้ล่วงลับเหล่านั้นที่รอคอยการสงเคราะห์จากญาตินามว่า พิมพิสาร อยู่หลายชั่วพุทธันดร ด้วยคำบาลีที่ว่า “อิทัง เม ญาตินัง โหตุ” เพื่อให้ได้พ้นจากทุกข์เวทนาที่อดอยากหิวโหยลำบากมายาวนานให้ได้รับบุญกุศล ซึ่งก็สามารถถึงความสำเร็จในอำนาจบุญกุศลดังกล่าว ให้พ้นจากทุกขเวทนา ได้ดื่มกินอาหารอันเป็นทิพย์ ได้เสื้อผ้าแพรพรรณทิพย์ ได้ที่อยู่ที่อาศัย ได้สระโบกขรณีปรากฏขึ้นจากการกรวดน้ำ เพื่อได้สรงได้อาบและได้ดื่มกินดับกระหาย ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการกรวดน้ำอุทิศกุศลดังกล่าว โดยเมื่อพระเจ้าพิมพิสารหลั่งษิโณทกตกลงไปบนแผ่นพสุธา ก็ได้เกิดเป็นสระโบกขรณี สำเร็จแก่บรรดาญาติทั้งหลายให้ได้ดื่มกินอาบอย่างมีความสุข ได้รื่นเริง สนุกสนาน ดุจเทพยดาทั้งหลาย
หากถ้าจะถามว่า “การอุทิศบุญกุศลด้วยการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญนั้น ผู้ตายได้รับหรือไม่” ก็ต้องดูเงื่อนไขหนึ่งว่า เมื่อการทำบุญกุศลนั้นทำได้ถูกต้องตามแบบแผน ก็สามารถสำเร็จอำนาจบุญกุศลแด่ผู้กระทำในบุญกิริยานั้นๆ ได้ เรียกว่า มีอำนาจบุญทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว ข้อที่สอง ผู้ล่วงลับไปแล้วได้รับหรือไม่ ก็มีเงื่อนไขเกิดขึ้นอีกเงื่อนไขหนึ่งให้พิจารณา คือ เจ้าของอำนาจบุญนั้นได้ตั้งเจตนาอุทิศส่งไปให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วหรือไม่ หากได้อุทิศผลบุญไปดังคำกล่าวในบทกรวดน้ำที่ว่า ...อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ...ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือ ...อิทังเม ญาตินัง โหตุ, อิทังเม เปตานัง โหตุ ...ขอบุญกุศลนี้จงถึงซึ่งญาติของฉันผู้ล่วงลับไปแล้วในภพภูมิพวกเปรตทั้งหลาย ด้วยผลทานดังกล่าวซึ่งเป็นบุญกุศลจงถึงซึ่งบรรดาญาติที่อยู่ในภพภูมิทั้งหลาย นั่นหมายความว่าต้องมีเจตนาตั้งไว้ว่าจะอุทิศให้ญาติและผู้รับ คือ ญาติเหล่านั้นที่อยู่ในภพภูมิต่างๆ ดังคำกล่าวที่แสดงเจตนาอุทิศบุญกุศลให้ ดุจดังญาติพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อจอมกษัตริย์อุทิศบุญมา หมู่ญาติในภูมิเปรตก็ตั้งจิตรับอนุโมทนา บุญกุศลก็เกิดสำเร็จแก่ญาติเหล่านั้น อานิสงส์ที่เกิดขึ้นเป็นสมบัติของผู้อนุโมทนาหรือผู้รับนั้นโดยทันที เพราะครบองค์ประกอบของความสำเร็จแห่งการอุทิศบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว







