
เจ๊...มาแล้ว
นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญมี 2 ด้าน นั่นคือนโยบายการคลัง กับนโยบายการเงิน
นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญมี 2 ด้าน นั่นคือนโยบายการคลัง กับนโยบายการเงิน
นโยบายการคลังก็คือ การใช้มาตรการทางภาษี มาตรการด้านงบประมาณ และการก่อหนี้ โดยผู้ควบคุมนโยบายการคลังจะมาจากซีกการเมือง ได้แก่ กระทรวงการคลัง
ขณะที่นโยบายการเงินก็คือ การใช้มาตรการด้านอัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณเงิน และดอกเบี้ย โดยผู้ใช้นโยบายการเงินก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ
การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการชะลอป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนเกินไป ก็ล้วนแต่ต้องใช้นโยบายการเงินนโยบายการคลังเหล่านี้
ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลใช้นโยบายการคลังเกือบเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อมีการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท มาใช้ในปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง
เครื่องมือหรือกำลังในการผลักดันนโยบายการคลังจึงแทบไม่เหลือหลอ ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามตามมาว่า การก่อหนี้หัวโตอย่างนี้จะมีปัญญาใช้กันหรือ
แต่ทว่าตั้งแต่ต้นปีมีสัญญาณใหม่ที่น่าจับตา
ทั้งหมดมาจากท่าที ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารชาตินั่นเอง
ธาริษา พูดชัด ปีนี้แบงก์ชาติจะใช้มาตรการทางการเงินเข้ามาดูแลเศรษฐกิจให้มากขึ้น
พูดไม่พูดเปล่า แบงก์ชาติก็จัดยาชุดยิงออกมาแบบไม่ยั้งแทบจะทันทีทันใด
จุดสำคัญแรกที่แบงก์ชาติเข้าไปดูแลคือ ค่าเงินบาท
เพราะสถานการณ์ค่าเงินบาทกำลังเข้าสู่ทิศทางที่แข็งค่าขึ้นจากเงินทุนร้อนที่ไหลเข้ามาเรื่อยๆ
ธนาคารชาติจึงเปิดช่องให้ระบายเงินบาทไปต่างประเทศ เป็นการส่งสัญญาณจะไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกิน
นอกจากนั้น ธนาคารชาติยังประกาศอีกว่าจะเลิกมาตรการทางการเงินแบบผ่อนปรน
หรือพูดแบบง่ายๆ ก็คือ การบอกว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนั่นเอง
จังหวะจะโคนการใช้มาตรการทางการเงินของแบงก์ชาติต้องบอกว่าออกมาในช่วงพอเหมาะที่นโยบายการคลังผ่านพ้นไป และต้องการแรงเสริมอีกระลอก
ใครที่เคยวิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติ เห็นสีมือหรือยัง
ระดับนี้ซือแป๋ต้องเรียกพี่ ส่วนอาตี๋ต้องร้อง...โอ้โห ซือเจ๊!!!







