
มาฆบูชาโลกครั้งที่ ๒ ณ ชมพูทวีป (อินเดีย) ตอน ๖
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ได้มีโอกาสไปร่วมงานมาฆบูชาโลกที่อินเดีย มีหลายเรื่องที่ได้พบเห็นและน่าสนใจอย่างยิ่งต่อการนำมาบอกกล่าวให้ชาวไทยได้รับทราบ ทั้งที่นครนาคปุระ รัฐมหาราษฏระ และที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ รัฐพิหารในปัจจุบัน
ในการเฉลิมฉลอง ๒,๖๐๐ ปี การตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทางอินเดีย โดยมหาโพธิสมาคมได้จัดให้มีขึ้นในปีนี้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปให้กว้างขวางในหมู่ชาวโลกผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งคงจะเกี่ยวเนื่องกับการจัดงานมหาบูชามาฆปุรณมีที่ผ่านมา
ดิฉันใคร่ขอให้หลวงพ่อได้ช่วยสรุปเล่าเรื่องราวพร้อมสาระธรรมเพื่อเป็นการเผยแผ่ข่าวสาร และเพื่อเป็นอานิสงส์แก่ชาวไทยและแผ่นดินไทยผ่านทาง “ธรรมส่องโลก” และใคร่ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าในการนำบทความเรื่องดังกล่าวใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ จากคอลัมน์ธรรมส่องโลกไปเผยแพร่ต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดงานมาฆบูชาโลก ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ณ ประเทศอินเดีย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : ในการจัดงานมาฆบูชาโลกครั้งที่ ๒ ณ ประเทศอินเดีย ทั้งสองสถานที่ในครั้งนี้ มีนัยอันสำคัญหลายประการที่ชาวพุทธควรให้ความสนใจ เพื่อความเข้าใจในจุดประสงค์สำคัญที่ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงแค่การจัดงานมหาบูชาปุรณมี ดุจดังเทศกาลโดยทั่วไปของศาสนา อันวนมาบรรจบครบรอบตามปกติในแต่ละปี ซึ่งไม่แปลกหากจะเป็นการจัดงานดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย พม่า หรือศรีลังกา แต่นี่เป็นการจัดงานของพุทธศาสนาขึ้นในประเทศอินเดีย หรือในชมพูทวีป ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนาในอดีต ซึ่งสูญหายไปจากแผ่นดินดังกล่าวตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ แม้ถึงปัจจุบันก็ยังมิได้ลงรากปักฐานอย่างมั่นคงในแผ่นดินถิ่นเกิดที่มีปรากฏการณ์การฟื้นคืนกลับมาของชาวพุทธในชมพูทวีปบ้าง ก็ด้วยการนำของ ดร. บี อาร์ อัมเบ็ดการ์ ที่นำพวกอธิศูทร หรือจัณฑาลจำนวนหลายแสนคนเปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวพุทธที่ปัจจุบันขยายพลเมืองกลุ่มนี้มากกว่า ๑๐ ล้านคน
โดยเฉพาะในรัฐมหาราษฏระมีชาวพุทธอาศัยอยู่มากกว่า ๘ ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการคืนกลับมาของพุทธศาสนิกชนในอินเดีย แต่ก็ยังพูดหรือกล่าวได้ไม่เต็มปากนักว่าพุทธศาสนาฟื้นคืนกลับมาในชมพูทวีป ทั้งนี้เพราะความไม่เข้าใจในหลักแท้แห่งพระธรรมคำสั่งสอนของชาวพุทธใหม่ (NeoBuddhism) ประการสำคัญ คือ การยังดำรงตนในรูปแบบฮินดูที่ซึมซาบในจิตใจมายาวนานของชาวอินเดียทุกวรรณะ จึงดูจะออกเป็นพุทธศาสนิกวิถีฮินดูมากกว่าความเป็นวิถีพุทธ สิ่งนี้จึงเป็นข้อมูลอ้างอิงว่า “เรายังพูดได้ไม่เต็มปากว่า บัดนี้พุทธศาสนาได้กลับมาอุบัติเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในชมพูทวีป หลังจากสูญสลายไปจากดินแดนแห่งนี้มายาวนาน” แม้ว่าจะมีประเทศพุทธศาสนาจากทั่วโลกเข้าไปสร้างวัดวาอารามทั้งหลายมากมายในเขตแดนสังเวชนียสถานทั้งสี่ ก็มิได้หมายความว่านี่คือการฟื้นกลับมาของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นเป็นสัตถุศาสน์ มิใช่วัตถุศาสตร์ จึงยังไม่ใช่ความจริงที่ควรพูดคุยว่า “ศาสนาพุทธคืนกลับมาสู่ชมพูทวีปอีกครั้ง ตราบใดที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ลงรากปักฐานไปในดวงใจของชาวชมพูทวีป ดุจดังในอดีตสมัยพุทธกาล”
แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ในส่วนที่มีการสร้างวัดวาอารามกลับคืนมามากขึ้นในเขตแดนพระพุทธศาสนาในอดีต อันได้แก่ชมพูทวีปดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเพียงการรองรับนักแสวงบุญจากกลุ่มประเทศของตนเองก็ตาม
ภารกิจการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้คืนกลับมาในชมพูทวีป จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในองค์กรพระพุทธศาสนาจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งมิให้มีการนำเอาแผนงานการฟื้นฟู หรือเผยแผ่พระพุทธศาสนามาบังหน้าหากิน แสวงหาประโยชน์จากลาภสักการะ ปัจจัยเงินทองของมีค่าทั้งหลายที่คณะศรัทธาได้น้อมถวายไปด้วยความหลงเชื่อภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นจากนักค้าบุญสร้างวัดเหล่านั้น ที่นำพระพุทธศาสนาบังหน้าเพื่อหาประโยชน์ในทุกรูปแบบ ดังที่มีนักบวชบางกลุ่มคิดสร้างโปรเจกต์บุญ–โครงการมหาบุญออกสู่ตลาดสาธุชนตลอดเวลา โดยเฉพาะการพยายามเชื่อมโยงกับสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาที่สาธุชนให้การยอมรับสักการบูชาอย่างสูงยิ่ง ... สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ชาวพุทธควรใส่ใจพิจารณากันให้มากๆ เพื่อจะได้ไม่หลงร่วมเข้าไปช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนาอย่างไม่เจตนา หรืออย่างไม่รู้
ดังนั้น การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปขององค์กรชาวพุทธที่มีหัวใจศรัทธาแท้ จึงต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง และถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นพัฒนายกระดับคุณภาพจิตของมนุษยชาติให้สูงยิ่งขึ้น







