
ญี่ปุ่นครบเครื่อง
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่นับถือทุกท่าน ที่ผมขึ้นต้นเรื่องแบบนี้เพราะจำได้ว่าไม่ค่อยได้กล่าวคำทักทายกับท่านผู้อ่านเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คำทักทายนั้นเป็นการแสดงความเคารพกันอย่างง่ายที่สุด เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต และยังเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างเด่นชัดอีกด้วย เช่น ถ้าผมกับท่านมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ก็จะทักทายกันทุกครั้งที่ได้เจอกัน แต่ถ้าความรู้สึกมันเริ่มไม่ค่อยดี การทักทายกันก็จะเริ่มลดระดับลง และถ้าถึงขั้นหมดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ก็มักจะหลีกเลี่ยงที่ต้องเจอหน้าทักทายกันไปในที่สุด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่นับถือทุกท่าน ที่ผมขึ้นต้นเรื่องแบบนี้เพราะจำได้ว่าไม่ค่อยได้กล่าวคำทักทายกับท่านผู้อ่านเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คำทักทายนั้นเป็นการแสดงความเคารพกันอย่างง่ายที่สุด เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต และยังเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างเด่นชัดอีกด้วย เช่น ถ้าผมกับท่านมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ก็จะทักทายกันทุกครั้งที่ได้เจอกัน แต่ถ้าความรู้สึกมันเริ่มไม่ค่อยดี การทักทายกันก็จะเริ่มลดระดับลง และถ้าถึงขั้นหมดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ก็มักจะหลีกเลี่ยงที่ต้องเจอหน้าทักทายกันไปในที่สุด
การทักทายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนไทย การทักทายด้วยการไหว้พร้อมด้วยรอยยิ้มเป็นสิ่งหาไม่ค่อยได้ในชาติอื่น เป็นคุณสมบัติอันดีงามและโดดเด่นของคนไทย ทำให้คนไทยเป็นที่รู้จักไปทั่ว จึงเป็นสิ่งที่พวกเราควรรักษากันไว้ เช่นเดียวกับที่คนญี่ปุ่นเขาพยายามรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านขนบธรรมเนียมและประเพณีสำคัญที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นชุดประจำชาติ ทุกวันนี้ผมแทบจะไม่เห็นคนไทยใส่ชุดประจำชาติในชีวิตประจำวันกันเลย ผิดกับที่ญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถเห็นคนญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโนกันในชีวิตประจำวัน ถึงจะไม่มาก แต่ก็มีให้เห็นทุกครั้งที่ได้ไปญี่ปุ่น และก็ไม่ใช่ไปเห็นแค่ตามวัดหรือศาลเจ้าเท่านั้น ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไป อย่างเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้นัดเจอกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นในซัปโปโร เขาโผล่มาในชุดกิโมโนพร้อมชุดคลุมทับกันหนาวเต็มยศ ผมก็เลยอดแปลกใจไม่ได้ ลองถามดูเขาบอกว่า เขาชอบใส่ชุดกิโมโนมาก ถ้ามีโอกาสก็จะใส่อยู่เสมอ ลืมบอกไปว่าเพื่อนผมคนนี้อายุก็ไม่มากและยังไม่แก่ แต่ถ้าเป็นบ้านเราจะหาคนหนุ่มคนสาวใส่ชุดไทยในชีวิตจริงนั้นยากเหลือเกิน จะเห็นก็แต่ในร้านอาหาร ร้านสปา หรือโรงแรม จะมาเดินโชว์ชุดแถวสยามหรือสีลมนี่ไม่มีแน่นอน
สาเหตุหนึ่งก็คือคนญี่ปุ่นทุกคนจะต้องมีชุดกิโมโน 1 ชุดเสมอ เพราะอย่างน้อยก็ต้องใช้ใส่ในวันเด็ก แต่ที่ญี่ปุ่นนี่เขาแยกวันเด็กหญิง (Hina Matsuri) ออกมาจากวันเด็กชาย (Kodomo no Hi แปลตรงตัวว่า วันเด็ก) วันเด็กหญิง คือ วันที่ 3 เดือน 3 ถ้าตอนนี้อยู่ในญี่ปุ่นเราจะรู้ได้ทันทีว่าช่วงนี้กำลังจะมีเทศกาลวันเด็กหญิง เพราะสถานที่สำคัญๆ อย่างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า รวมถึงบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็จะพากันนำชั้นวางตุ๊กตามาประดับกันตามธรรมเนียม ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยเฮย์อัน บ้านไหนมีอันจะกินมากก็มีชั้นวางมากชั้นและตุ๊กตามากชิ้น บ้านไหนมีพอประมาณก็จะลดจำนวนชั้นและจำนวนชิ้นลงให้สมฐานะ ตุ๊กตาที่ว่านี้เรียกว่า ตุ๊กตาฮินะ (Hina Dolls) แต่ถ้าเป็นวันเด็กก็จะขยับไปในวันที่ 5 เดือน 5 ทีนี้พอวันที่ 3 เดือน 3 เป็นวันเด็กหญิงไปเสียแล้ว วันที่ 5 เดือน 5 ก็เลยต้องกลายเป็นวันเด็กชายไปโดยไม่มีทางเลือก และอาจจะมาจากอีกเหตุหนึ่งก็คือในวันเด็กนี้ คนญี่ปุ่นเขาจะประดับธงปลาคาร์ป (Koinobori) ซึ่งมีนัยของความพยายามและความมานะแฝงอยู่ตามตำนานของจีนที่ว่า ปลาคาร์ปจะว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็นมังกร นอกจากนี้ ก็ยังมีการประดับตุ๊กตา Kintaro หรือเด็กอภินิหารในตำนานของญี่ปุ่น ซึ่งมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์และถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนและเกมอีกมากมาย รวมทั้งชุดเกราะของซามูไร (Kabuto) ก็ถูกนำมาประดับประดาในวันเด็กด้วยเช่นกัน และเมื่อดูจากบรรดาของประดับแล้วคงสิ้นสงสัยว่า วันที่ 5 เดือน 5 นี้ ญี่ปุ่นเขายกให้เป็นวันของเด็กผู้ชายนั่นเอง แถมยังแอบลำเอียงเล็กๆ ให้วันเด็กชายเป็นวันหยุดราชการเสียอีก
นอกจากทั้งสองวันนี้ที่บรรดาเด็กๆ จะได้เพลิดเพลินและแต่งชุดกิโมโนกันแล้ว ยังมีวันครบอายุ 3 ขวบ 5 ขวบ และ 7 ขวบ หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ShichiGoSan (753) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 พ.ย. สมัยก่อนคนญี่ปุ่นเขาจะโกนผมเด็กกันตั้งแต่เกิด พออายุ 3 ขวบ พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะพาเด็กไปศาลเจ้าเพื่อทำพิธีเลิกโกนผมและเตรียมพร้อมที่จะเติบโต เพราะเด็กคงพอจะพูดรู้เรื่องขึ้นมาบ้างแล้ว และคงจะโกนผมกันยากขึ้น (อันนี้เป็นทรรศนะส่วนตัวของผมเองนะครับ) ทีนี้พอโตขึ้นมาอีกหน่อยกะเอาว่าเด็กผู้ชายประมาณ 5 ขวบ และเด็กหญิงประมาณ 7 ขวบ (สงสัยว่าเด็กผู้ชายคงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้หญิง) ก็ต้องมีพิธีกรรมนำเด็กไปศาลเจ้าเพื่อปัดเป่ารังควานและขอเทพเจ้าคุ้มครองให้มีสุขภาพดี ทีนี้จะไปศาลเจ้าทั้งทีก็ต้องแต่งตัวให้ดีเป็นหน้าเป็นตา การไปศาลเจ้าในรอบนี้ก็เลยต้องใส่ชุดกิโมโนเต็มยศ เด็กผู้ชายก็จะได้ใส่ Hakama เป็นครั้งแรก ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะได้ใส่ชุดกิโมโนเต็มยศ และได้คาด Obi เป็นครั้งแรกเช่นกัน ธรรมเนียมนี้ยังคงปฏิบัติกันอยู่และมีให้เห็นกันได้ไม่ยาก แค่ไปศาลเจ้าสำคัญในวันเสาร์อาทิตย์ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับวันที่ 15 พ.ย. รับรองว่าจะได้เห็นเด็กๆ น่ารักๆ ในชุดกิโมโนกันอย่างแน่นอน ผมต้องขอยกนิ้วให้กับยอดคนที่ปลูกฝังแนวคิดนี้มาตั้งแต่อดีต และต้องยกอีกสองนิ้วให้กับคนญี่ปุ่น ที่สามารถรักษามรดกตกทอดมาเป็นพันปีไว้ได้เป็นอย่างดี และนี่แหละครับคืออีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ...ก็อยากไปญี่ปุ่น







