
มาฆบูชาโลกครั้งที่ ๒ณ ชมพูทวีป (อินเดีย) ตอน ๒
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ได้มีโอกาสไปร่วมงานมาฆบูชาโลกที่อินเดีย มีหลายเรื่องที่ได้พบเห็นและน่าสนใจอย่างยิ่ง ต่อการนำมาบอกกล่าวให้ชาวไทยได้รับทราบ ทั้งที่นครนาคปุระ รัฐมหาราษฏระ และที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ รัฐพิหารในปัจจุบัน
ในการเฉลิมฉลอง ๒,๖๐๐ ปี การตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทางอินเดีย โดยมหาโพธิสมาคมได้จัดให้มีขึ้นในปีนี้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปให้กว้างขวางในหมู่ชาวโลกผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งคงจะเกี่ยวเนื่องกับการจัดงานมหาบูชามาฆปุรณมีที่ผ่านมา
ดิฉันใคร่ขอให้หลวงพ่อได้ช่วยสรุปเล่าเรื่องราวพร้อมสาระธรรมเพื่อเป็นการเผยแผ่ข่าวสาร และเพื่อเป็นอานิสงส์แก่ชาวไทย และแผ่นดินไทย ผ่านทาง “ธรรมส่องโลก” และใคร่ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าในการนำบทความเรื่องดังกล่าวใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ จากคอลัมน์ธรรมส่องโลกไปเผยแพร่ต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดงานมาฆบูชาโลก ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ณ ประเทศอินเดีย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : และรายละเอียดในการจัดงาน ซึ่งรวมถึงการจัดการให้ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่สำคัญ คือ การเผยแพร่ข่าวสารถ่ายทอดสดทางช่องทีวีของชาวพุทธอินเดียไปทั่วชมพูทวีป ซึ่งมีผู้รับชมงานดังกล่าวในวันนั้นหลายล้านคน และเดินทางมาร่วมงานมหาบูชาในเทศกาลมาฆบูชา ณ ดิกซาภูมี นครนาคปุระ หลายหมื่นคน มีการประเมินตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่สี่หมื่นเศษ (เกือบห้าหมื่นคน) โดยเฉพาะ ชาวพุทธในอินเดียเหล่านั้นได้พร้อมใจกันเดินทางมาร่วมในพิธีตั้งแต่ตอนเช้า และเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงบ่ายๆ ประชาชนยิ่งหลังไหลเข้ามาประชุมกัน เพื่อรับฟังธรรมบรรยายจากพระสงฆ์ และผู้ทรงความรู้ทั้งหลายที่มีต่อเนื่องตลอดวัน จนเข้าสู่เวลาเย็น ซึ่งมีรายการสำคัญ คือ การบรรยายธรรมเนื่องในวันมหาบูชามาฆปุรณมี โดยอาตมา พร้อมทั้งการนำมหาชนจำนวนมากมายกระทำประทักษิณ (เวียนเทียน) ณ สถูปดิกซาภูมี งานศาสนกิจมาฆบูชาดังกล่าวได้ไหลไปอย่างเป็นระบบจนเสร็จสิ้น ยังความประทับใจปลาบปลื้มใจให้กับชาวพุทธในอินเดียเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในส่วนของบุคคลระดับสูงของรัฐที่ได้มาร่วมงานมาฆบูชาโลก ได้แก่ Chief Secretary ของ Government Maharashtra State และข้าราชการระดับสูงของรัฐ ตลอดจนบุคคลสำคัญจากหลายๆ ฝ่ายที่เดินทางมาร่วมงานดังกล่าว โดยมีสังฆนายก หรือพระมหาเถระของคณะสงฆ์อินเดียเข้าร่วมในพิธีงานดังกล่าวจนเสร็จสิ้นไปด้วยดี ท่ามกลางคลื่นของมหาชนชาวพุทธในอินเดียจำนวนมาก
สำหรับงานเฉลิมฉลองมาฆบูชาโลกที่ดิกซาภูมี นครนาคปุระนั้น ได้จัดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๒ ก.พ. ๒๕๕๔ ก่อนวันมาฆปุรณมี ๖ วัน ซึ่งเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนในอินเดียเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการรวมตัวประกอบศาสนกิจครั้งยิ่งใหญ่ ที่นับว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ของชาวพุทธในอินเดีย หลังจากมีการเปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวพุทธในรอบเวลา ๕๓ ปี ภายหลังการจัดงานครั้งนี้ จึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สูงพอสมควรในหมู่ชาวพุทธในอินเดีย โดยเฉพาะความมั่นใจ ตามคำกล่าวของ ดร.บีอาร์ อัมเบ็ดก้าร์ ที่ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาจะคืนกลับมายิ่งใหญ่ในประเทศอินเดียอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน ...”
ในการจัดงานมาฆบูชาโลกครั้งที่ ๒ ณ ประเทศอินเดีย ทั้งสองสถานที่ในครั้งนี้ มีนัยอันสำคัญหลายประการที่ชาวพุทธควรให้ความสนใจ เพื่อความเข้าใจในจุดประสงค์สำคัญที่ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงแค่การจัดงานมหาบูชาปุรณมี ดุจดังเทศกาลโดยทั่วไปของศาสนา อันวนมาบรรจบครบรอบตามปกติในแต่ละปี ซึ่งไม่แปลก หากจะเป็นการจัดงานดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย พม่า หรือศรีลังกา แต่นี่เป็นการจัดงานของพุทธศาสนาขึ้นในประเทศอินเดีย หรือในชมพูทวีป ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนาในอดีต ซึ่งสูญหายไปจากแผ่นดินดังกล่าวตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ แม้ถึงปัจจุบัน ก็ยังมิได้ลงรากปักฐานอย่างมั่นคงในแผ่นดินถิ่นเกิดที่มีปรากฏการณ์การฟื้นคืนกลับมาของชาวพุทธในชมพูทวีปบ้าง ก็ด้วยการนำของ ดร.บีอาร์ อัมเบ็ดก้าร์ ที่นำอวกอธิศูทร หรือ จัณฑาลจำนวนหลายแสนคนเปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวพุทธที่ปัจจุบันขยายพลเมืองกลุ่มนี้มากกว่า ๑๐ ล้านคน โดยเฉพาะในรัฐมหาราษฏระมีชาวพุทธอาศัยอยู่มากกว่า ๘ ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการคืนกลับมาของพุทธศาสนิกชนในอินเดีย
แต่ก็ยังพูดหรือกล่าวได้ไม่เต็มปากนักว่า พุทธศาสนาฟื้นคืนกลับมาในชมพูทวีป ทั้งนี้ เพราะความไม่เข้าใจในหลักแท้แห่งพระธรรมคำสั่งสอนของชาวพุทธใหม่ (NeoBuddhism) ประการสำคัญคือ การยังดำรงตนในรูปแบบฮินดูที่ซึมซาบในจิตใจมายาวนานของชาวอินเดียทุกวรรณะ จึงดูจะออกเป็นพุทธศาสนิกวิถีฮินดูมากกว่าความเป็นวิถีพุทธ สิ่งนี้จึงเป็นข้อมูลอ้างอิงว่า “เรายังพูดได้ไม่เต็มปากว่าบัดนี้ พุทธศาสนาได้กลับมาอุบัติเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในชมพูทวีป







