
เรียบง่าย ดูดี มีสาระแบบ วีรพล วสุรุจ
จับเข่าคุยในวันพักร้อนของทนายความของศูนย์กฎหมาย เครดิต ผู้บริโภคแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์
จับเข่าคุยในวันพักร้อนของทนายความของศูนย์กฎหมาย เครดิต ผู้บริโภคแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์
โดย...กาญจนา เตชาวัฒนากูล
โจ-วีรพล วสุรุจ หนุ่มไทยมากความสามารถที่โกอินเตอร์ไปทำงานเป็นทนายความของศูนย์กฎหมาย เครดิต ผู้บริโภคแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Consumer Credit Legal Centre (NSW) Inc.) อยู่ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงลาพักร้อนปลายปี และเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย เราเลยได้โอกาสมาจับเข่าคุยกับเขา
หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อสิบปีที่แล้ว (แถมพกด้วยปริญญาตรี เอกภาษาฝรั่งเศส (เกียรตินิยม) อีกหนึ่งใบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เขาเรียนควบคู่กัน) โจได้เข้าทำงานในสายการบิน&O5533;ินเตอร์อยู่เกือบ 5 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนทางเดินชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อพบว่าสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันจริงๆ คือทำงานด้านกฎหมาย เขาจึงได้ไปเรียนต่อคอร์ส Juris Doctor ที่มหาวิทยาลัยบอนด์ โกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย จนจบปริญญาใบที่ 3 และสุดท้ายได้เป็นทนายความในองค์กรพัฒนาเอกชนสมตามความตั้งใจ
โยคะพัฒนากายและใจ : นอกเหนือจากเวลางานในฐานะหมอความ เขายังเป็นอาจารย์สอนโยคะ ที่ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีการดำเนินชีวิต และทำให้เขามีความสุขมากขึ้น "โชคดีที่เป็นทนายในองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เราไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบทนายในสำนักงานทั่วไป ซึ่งบางทีทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่เราเป็นเหมือนข้าราชการ ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เลยมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบที่สุดก็คือ ‘โยคะ’ เริ่มเล่นมาตั้งแต่ ม.3 ก็เกือบ 20 ปีแล้ว ช่วงนั้นก็เล่นบ้าง ไม่เล่นบ้างมาเรื่อยๆ แต่พอย้ายไปออสเตรเลีย ที่นั่นค่อนข้างฮิตมาก ไปไหนก็มีแต่คลาสสอน ก็เลยเริ่มกลับมาเล่นจริงจังช่วงหลายปีหลังมานี้ พอปี 2008 ก็ตัดสินใจไปลงเรียนเป็นครูสอนโยคะ
"ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงเรียนโยคะที่อยู่ใกล้ที่ที่ทำงานซึ่งดีมาก ที่จริงเรียน Yoga Teacher Training มันไม่จำเป็นต้องเป็นครูเสมอไป มันเป็นการต่อยอดจากการฝึกหัดของเราเองด้วย เราไปเรียนในคลาสก็แค่ทำตามที่ครูบอก อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่พอมาเรียนเองเราก็ได้ลงลึก ต้องเรียนตั้งแต่ปรัชญาความเชื่อของโยคะที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาฮินดู แต่ก็มีหลักการบางอย่างที่คล้ายกับศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเรื่องการทำจิตใจให้เป็นสมาธิ เรียนภาษาสันสกฤต การปรับท่าโยคะของนักเรียน เรียนกายวิภาค ใ&O5533;้รู้ระบบและการทำงานของร่างกาย เป็นต้น เราได้ลงลึกมาก ทำให้เรารู้ว่าเรียนอะไร เพื่ออะไร และมันให้ผลยังไง
"พอเรียนแล้วรู้สึกว่ามันได้ผลดีทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย เป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง ทำให้เราได้ใช้กล้ามเนื้อร่างกายทุกส่วน ซึ่งกีฬาปกติอาจไม่ค่อยได้ใช้ และทำให้จิตใจเราสงบ โยคะเป็นการทำสมาธิในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว เราต้องคอยจดจ่ออยู่กับท่าที่ทำ ทำให้เราได้ ฝึกลมหายใจ บางวันเครียดมากหรือมีปัญหาหนัก ก็จะจัดเวลาทำโยคะไปเลย 2 ชม. พอใจเราสงบ ทางแก้ปัญหามันก็ออกมาเอง หลักการคล้ายกับการนั่งสมาธิในศาสนาพุทธมาก เพียงแต่ว่าในไลฟ์สไตล์ของเราไม่ค่อยชอบการนั่งสมาธิเฉยๆ แต่ชอบกิจกรรมการออกกำลังกายด้วย โยคะเลยเป็นส่วนผสมที่ลงตัว แต่ช่วงหลังพอเล่นโยคะเสร็จก็มักจะนั่งสมาธิต่อไป เพราะใจเราสงบแล้ว การนั่งสมาธิก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น"
เรียบง่ายแต่ดูดี คือคีย์เวิร์ด : โจพูดถึงไลฟ์สไตล์ของเขาโดยรวมว่าเป็นคนชอบอะไรที่เรียบง่าย ทั้งการแต่งตัวหรือของใช้ ไม่จำเป็นต้องหรู แต่ต้องดูดี "หลักๆ เป็นคนชอบใส่เสื้อสีขาว โดยเฉพาะเสื้อยืดขาวกับกางเกงยีนส์ แต่ถ้าไปงานที่ไม่ทางการมาก ก็จะใส่เสื้อสูทพอดีตัว แต่เป็นแบบที่ใส่กับกางเกงยีนส์ได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีพื้นๆ อย่างดำ เทา ครีม แล้วก็จะเลือกใส่คู่กับรองเท้าหนัง อีกสไตล์ที่ชอบคือใส่เป็นเสื้อไหมพรมคาดิแกน เพราะที่ออสเตรเลียอากาศจะค่อนข้างเย็น เสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็จะสีคล้ายกัน เป็นสีเบสิก แต่ใช้ผ้าพันคอสีสดๆ ตัดกัน ถึงจะเรียบแต่ก็ดูดีมีสีสัน เสื้อผ้าอีกชิ้นหนึ่งที่ชอบมากก็คือ "กางเกงเล" ชอบเพราะใส่สบาย ใส่ได้บ่อยมาก ไม่ว่าจะใส่นอน หรือใส่ไปสอนโยคะมันขยับแข้งขาได้สะดวก มีกางเกงเลเยอะ ชอบแบบขายาวและผ้าบางๆ นิ่มๆ เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อยู่เมืองนอกแล้วมีกางเกงเลอยู่ตัวเดียว ก็จะใส่บ่อยมากเวลาไปสอนโยคะจนนักเรียนจำได้แล้ว พอกลับมาเมืองไทยก็เลยขนซื้อไปเลยแบบ 7 ตัว 7 สี นักเรียนจะได้ไม่เบื่อ (หัวเราะ)"
เสื่อโยคะ : ของอีกชิ้นที่เขาบอกว่าสำคัญในการเล่นโยคะ เพราะไม่เพียงแต่เอาไว้รองร่างกายไม่ให้เจ็บหรือสกปรกเท่านั้น มันยังมีความหมายในเชิงจิตวิทยา "เปรียบเทียบว่าคนเราอาจจะจัดห้องหนึ่งของบ้านไว้ เป็นมุมทำงานหรือนั่งเล่น บางคนอาจจะใส่หมวกตอนทำงานให้รู้ว่าทำ งาน การใช้เสื่อก็เหมือนเป็นการจัดสรรพื้นที่ทั้งทางร่างกายและจิตใจในระหว่างการทำโยคะด้วย"
ไดอารี : หลายคนอาจจะชอบใช้ไดอารีอิเล็กทรอนิกส์ หรือบันทึกใส่ไปในโทรศัพท์มือถือ แต่สำหรับโจ เขายังคงชอบจดบันทึกลงในไดอารีมากกว่า "เวลาพลิกหาก็สะดวกดี อยากเขียนก็เขียนลงไปได้เลย ปกไดอารีทำด้วยโลหะสีเงิน ข้างในเป็นหน้ากระดาษเปล่าๆ เป็นอะไรที่เรียบ แต่ดูดี ปกแข็งก็ทำให้เขียนสะดวก จะจดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในนี้ ทั้งนัดหมายทั่วไป บทเรียนการสอนโยคะ ไปจนถึงเรื่องสัพเพเหระ ถ้าทำหายก็คงแย่เหมือนกัน"
ไอพอด ไอโฟน และลำโพงจิ๋ว : ทนายความหนุ่มบอกว่า "ผมเป็นคนชอบฟังเพลงมาก มีเพลงทุกแบบทุกสไตล์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และอารมณ์ตอนนั้นๆ แล้วยังมีไฟล์เรียนภาษาอื่นๆ ที่โหลดมา เพราะเป็นคนชอบเรียนภาษา มีพวกดิจิตอล บุ๊ก ที่โหลดมาไว้อ่านเวลาเดินทาง เวลาสอนโยคะก็จะมีเพลงโยคะเอาไว้เปิดในคลาส มีไฟล์ MP3 ธรรมะ หรือบทสวดมนตร์ที่โหลดมาฟัง เรียกว่ามีทุกอารมณ์ทุกอย่างรวมไว้ในนี้ อีกชิ้นที่พกไว้คู่กันคือลำโพงเล็กแบบพกพา ชาร์จแบตแป๊บเดียวใช้ได้หลายชั่วโมง ส่วนใหญ่มักเอาไว้ใช้ในคลาสโยคะในสวน หรือเอาไว้แชร์เพลงกับเพื่อนๆ ได้หลายคน ไม่ต้องแย่งหูฟังกันให้วุ่นวาย ส่วนไอโฟนมันก็เป็นมากกว่าโทรศัพท์ ใช้ทำทุกอย่างที่เป็น web-based ได้หมด เช็กอีเมล เช็กงาน ทำธุรกรรมธนาคาร สะดวกดี และยังมีแผนที่ด้วย ช่วยได้มากเวลาเดินทางไปไหนๆ"
ชีวิตคือการเดินทาง : พอมีเวลาวันหยุดพักร้อน โจมักจะใช้เวลาเดินทางไปนั่นนี่อยู่เสมอ ปีนี้เขาเพิ่งไปอินเดีย และพอกลับมาเมืองไทยเขาก็ได้ไปแวะไปตะลุยเกาะทางใต้แถวกระบี่และภูเก็ตมาก่อนขึ้นกรุง เทพฯ ด้วยความที่เดินทางบ่อย "หนังสือนำเที่ยว" จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ แม้ว่าจะมีหนังสือออกมามากมาย แต่โจบอกว่า สองสุดยอดไกด์บุ๊กในดวงใจคือ Lonely Planet และ DK Eyewitness Travel
"Lonely Planet ทำมานาน และอัพเดตบ่อย เชื่อถือได้ แล้วมีข้อมูลเรื่องค่อนข้างละเอียดทั้งที่พัก สถานที่แนะนำ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เราสามารถทำได้ เช่น ตอนที่ไปอินเดีย อ่านจากคู่มือ มีแนะนำโรงเรียนดนตรีพื้นบ้าน ผมก็ได้ลองไปเรียนมาด้วย แปลกและสนุกดี เพราะปกติเป็นคนที่ไม่ได้ชอบไปเที่ยวเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว แต่เวลาไปไหนก็อยากจะได้ลองสัมผัสศิลปวัฒนธรรมของที่นั้นๆ ด้วยว่าเป็นยังไง ก็ชอบ Lonely Planet ตรงนี้ ส่วนของ DK ชอบตรงที่เข้าจะให้รายละเอียดพวกประวัติและความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมของสถานที่ที่เราไป"
เห็นได้ชัดว่า ข้าวของเครื่องใช้ที่โจโปรดปราน ล้วนสะท้อนความเป็นตัวตนของเขาจริงๆ นั่นคือ เรียบง่าย แต่ดูดี และมีสาระ แถมด้วยประโยชน์ใช้สอยที่สุดแสนคุ้มค่า







