
คารวะแด่ท้องทุ่งนา ข้าวปลา และแม่โพสพ
แม้เติบโตในครอบครัวชาวนายากจนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความที่โลดแล่นในเมืองใหญ่นานหลายปีดีดัก สถานะจึงแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นคนชั้นกลาง
แม้เติบโตในครอบครัวชาวนายากจนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความที่โลดแล่นในเมืองใหญ่นานหลายปีดีดัก สถานะจึงแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นคนชั้นกลาง
เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล
แม้เติบโตในครอบครัวชาวนายากจนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความที่โลดแล่นในเมืองใหญ่นานหลายปีดีดัก สถานะจึงแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นคนชั้นกลาง พออยู่พอกินพอทันสมัย มีรถยนต์ มีบ้าน รายรอบด้วยโทรทัศน์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด
แต่น่าประหลาดที่มนต์เสน่ห์แห่งชนบทท้องไร่ท้องนา เพรียกหาเขาให้กลับไปยังแถบถิ่นแดนดินอีสานอยู่ร่ำไป
วันนี้ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรต์นักพเนจร หยุดเดินทางไกล แล้วหันมาปักหลักใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ ณ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สถานที่ซึ่งเขาส่งผลงานกวีนิพนธ์เล่มใหม่ออกมาให้สาธารณชนคนอ่านได้ยลโฉม
ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต กวีนิพนธ์เล่มล่าสุดในรอบทศวรรษ รวบรวมบทกวี 57 ชิ้นที่เขียนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2540-2550 ของกวีซีไรต์ปี 2538 และนักเขียนรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ปี 2551 เนื้อหาอันสูดเอากลิ่นโคลนสาบควายในทุ่งนามาแบบให้ได้กลิ่น ขุดลึกลงไปในดิน น้ำ ฉวยเอาต้นข้าว ปลาตัวเขื่องมาให้เห็นภาพ แล้วชวนไปรู้จักกับหลากหลายชีวิตคนปลูกข้าวชาวชนบทแห่งภาคอีสาน เต็มเปี่ยมด้วยอรรถรส ถึงขนาดได้ยินเสียงหายใจของพวกเขาเลยทีเดียว
“ผมใช้ชีวิตในเมืองหลวงร่วม 20 ปี แบบคนบ้านนอกอยู่เมือง แบบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง แต่ในช่วงสิบปีกว่าที่มีผลงานจำนวนนี้ เป็นศิลปินอิสระที่ได้มีโอกาสออกชนบทมากขึ้น คือได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองนั่นแหละ เพียงแต่ในฐานะศิลปินคนเมือง ไปร่วมสังเกตการณ์กับเพื่อนสายเอ็นจีโอบ้าง ไปหาข้อมูลชาวบ้านกับเพื่อนนักเขียนบ้าง ไปสำรวจโน่นสำรวจนี่กับเพื่อนนักโบราณคดีบ้าง พบเพื่อนพี่น้องที่ประสบชะตากรรมต่างๆ นานาบ้าง ล้วนเป็นข้อดี ที่ทำให้ผมไม่ถึงกับหลุดลอยไปไกลจากรกรากชาวบ้านโดยสิ้นเชิง แม้ว่าผมก็เป็นหนึ่งในรกรากรุ่นที่หลุดลอย คือเป็นลูกชาวนา ที่มิอาจกลับไปทำนา”
เจ้าของผลงานกวีนิพนธ์ซีไรต์เรื่องม้าก้านกล้วยพูดถึงแรงบันดาลใจว่ามาจากประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้น แบบทั้งภาคภูมิใจที่เป็นลูกหลานชาวนา ขณะเดียวกันก็เวทนาสงสารสะทกสะเทือนใจชีวิตชาวนา
“ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต เนื้อหาคือเมื่อย้อนอ่านผลงานในช่วงดังกล่าวของตัวเอง ผมพบว่าตัวเองวนเวียนอยู่แถวอีสานใต้ เหมือนคนไกลบ้านนานๆ แล้วได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน การกลับบ้านของผม มิใช่การกลับไปเหมือนเดิม เพียงแต่กลับไปตามกระแสเรียกของชีวิตจิตใจเท่านั้น มิอาจกลับไปมีบ้านที่ชนบท มิอาจกลับไปเป็นคนชนบทดั้งเดิม ผมพยายามบันทึกนิราศริมทางเท่าที่ชีวิตจิตใจพาไป ผมคิดถึงท้องถิ่น คิดถึงคนหาปลาปลูกข้าว ซึ่งถึงแม้ผมไม่ได้อยู่ในชนบทแล้ว แต่ข้าวและปลาก็ยังตามมาดูแลผมเสมอ” กวีแห่งทุ่งกุลาร้องไห้สาธยาย
ไพวรินทร์อธิบายถึงเหตุผลที่ช่วงหลัง งานเขียนของเขามักกล่าวถึงท้องไร่ท้องนา บ้านเกิดเมืองนอนในแผ่นดินอีสานว่าตลอดเวลามักครุ่นคิดถึงอารมณ์สุขเศร้า ท่ามกลางความระส่ำระสายของแผ่นดินเกษตร ชาวนากำลังจะตาย กระดูกสันหลังชาติกำลังผุกร่อน ประเทศเกษตรกรรมกำลังทอดทิ้งให้เกษตรกรเป็นหนี้และยากจนกระทั่งตายไปเงียบๆ
“ผมคิดถึงแม่โพสพ แม่ธรณี แม่น้ำ และอีกหลากหลายแม่ รวมทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายายของตัวเองซึ่งเกิดแก่เจ็บตายเยี่ยงชาวนายากจน แต่ผมไม่ใช่นักคิดนักวิชาการที่เป็นระบบแบบแผน ผมเพียงเปล่งเสียงอารมณ์รู้สึกนึกคิดในแบบของตัวเอง การเขียนบทกวีของผม เหมือนการแสดงดนตรีอย่างหนึ่ง ดนตรีของภาษา ดนตรีของอารมณ์ ดนตรีของรู้สึก ดนตรีของนึกคิด เพื่อปลุก ปลอบ กล่อม รำพึงรำพันเพรียกหา ประท้วง ประชดประชัน สะกิดสะเกา หรืออะไรประมาณนั้น...”
ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่บนโลกบุบๆ บี้ๆ ใบนี้กวีรุ่นใหญ่จอมรำพึงรำพันยังฝันอยากจะเขียนนิยาย เรื่องสั้น หรือรูปงานเขียนอื่นๆ แต่คิดนั้นง่าย เวลาทำมันอาจไม่ง่าย ขึ้นอยู่กับฟ้าดินให้กำลังชีวิตทำได้แค่ไหน ไม่ทะเยอทะยานอะไรมาก แค่อยากเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เขาบอก
“ตอนนี้ผมอยู่ในวัยกลางคน รอบคอบขึ้น ครุ่นคิดทบทวนรายละเอียดมากขึ้น ไม่วู่วามเหมือนเด็กหนุ่มแล้ว แต่ผมจะใช้ประสบการณ์ในวัยหนุ่มนั่นแหละมาย่อยสลายเป็นพลังงานทำงานในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่”
กลางแสงแดดกลางสายลม ในนาข้าวในธารน้ำใสแจ๋ว ตัวละครยังคงมีลมหายใจโลดเต้นอยู่อย่างคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานสักเพียงใด
แทบทุกชีวิตล้วนติดหนี้บุญคุณพระแม่โพสพ..







