
เมลเบิร์น รอยยิ้มและมิตรภาพ มูลค่าที่ตีราคาไม่ได้
จากเรื่องราวในสัปดาห์ที่แล้ว วันแรกในการเดินทางมายังเมลเบิร์นของพวกเรานั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
จากเรื่องราวในสัปดาห์ที่แล้ว วันแรกในการเดินทางมายังเมลเบิร์นของพวกเรานั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
โดย...ปวีณา สิงห์บูรณา
จากเรื่องราวในสัปดาห์ที่แล้ว วันแรกในการเดินทางมายังเมลเบิร์นของพวกเรานั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากแต่ว่าสิ่งที่พวกเราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้เหมือนกัน นั่นก็คือความหลากหลายที่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผู้คน เชื้อชาติและวัฒนธรรม ที่ทั้งหมดนี้สามารถรวมกันจนกลายเป็นสังคมในแบบพหุวัฒนธรรมที่ลงตัว
สภาพบ้านเมืองของเมลเบิร์นในปัจจุบันนี้ จากการสังเกตไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ตามก็จะเห็นแต่ความเจริญ ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเราลองตั้งใจที่จะมองให้ลึกมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราก็พบว่าที่นี่ก็มีมนต์ขลังและเสน่ห์ที่มาจากการสั่งสมทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญยังสามารถนำมาประยุกต์ให้เกิดเป็นมูลค่าเพิ่มได้
ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินคำว่า Culture Creative Economy ซึ่งก็หมายถึงการนำเอารูปแบบวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ มาประยุกต์หรือสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คงจะเห็นได้จากประเทศเกาหลีใต้ ที่ในปัจจุบันสามารถสร้างชื่อเสียงและรายได้โดยการส่งผ่านไม่ว่าจะเป็น ละคร ภาษา อาหาร ศิลปินหรือแม้แต่วัฒนธรรมการแต่งกาย ที่ล้วนก่อให้เกิดเป็นกระแสที่เรียกว่า Korean Wave และการมาเยือนเมลเบิร์นของเราในวันนี้ ก็มีกิจกรรมมากมายที่ล้วนสร้างมาจากรูปแบบและวิถีชีวิตดั่งเดิมของผู้คนที่นี่ ที่นำมาประยุกต์ให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยว
และรูปแบบการท่องเที่ยวที่ว่านั่นก็คือ Foodies Tour หรือที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่าเที่ยวไปชิมไปนั่นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าจะเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยไม่ใช่น้อย หากแต่ว่าที่เมลเบิร์นนั้นย่อมมีอะไรที่แปลกและแตกต่างอย่างแน่นอน ซึ่งสถานที่ที่พวกเรากำลังจะพาไปนั้นว่ากันว่าหากมาเมลเบิร์นแล้วจะต้องหาเวลามาให้ได้ นั่นก็คือที่ถนนเลกอน (Lygon Street) ถนนที่มีชื่อเสียงและมีความเก่าแก่ ซึ่งจากการสังเกตเราก็พบว่าที่ถนนแห่งนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านค้าในสไตล์อิตาลี นั่นก็เป็นเพราะว่าในอดีตที่นี่คือแหล่งชุมชนของชาวอิตาลีที่อพยพเข้ามาในประเทศออสเตรเลีย
และกิจกรรมแรกของพวกเราโลก 360 องศา ก็คือการไปทัวร์ในรูปแบบของคอฟฟี่ทัวร์ ซึ่งที่ถนนเลกอนแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยร้านกาแฟมากมาย และที่นี่เราก็ได้พบกับคุณ Maria Paolin ซึ่งเธอคือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกาแฟและจะเป็นผู้คอยให้คำแนะนำพวกเราเกี่ยวกับกาแฟในวันนี้ มาเรียบอกกับเราอีกว่าถึงแม้ว่าประเทศอิตาลีนั้นจะมีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องกาแฟ แต่ก็เป็นประเทศที่ไม่สามารถปลูกกาแฟได้ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่ากาแฟสามารถปลูกในภูมิประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น ซึ่งในประเทศออสเตรเลียก็สามารถปลูกกาแฟได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เธอยังบอกอีกว่าดินก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ ยกตัวอย่างเช่น กาแฟที่มาจากประเทศอินโดนีเซียจะมีรสชาติเปรี้ยวคล้ายกับรสชาติของแอปริคอต ส่วนกาแฟที่มาจากประเทศอินเดียจะมีรสชาติเผ็ดนั่นเอง และเธอยังบอกอีกว่ากว่าที่เธอจะได้มาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟนั้น นอกจากความชอบแล้วก็ต้องเริ่มจากการเป็นผู้ทำด้วย ดังนั้นไม่รอช้าเธอจึงได้ชักชวนให้เราลองเป็นผู้ลงมือทำกาแฟดูบ้าง ซึ่งนอกจากการได้ลองทำดูแล้ว ที่นี่เองเราก็ได้ลองชิมกาแฟประเภทต่างๆ มากมายหลายรสชาติ จนทำให้ลืมไปว่านี่คือกาแฟ
หลังจากนั้นมาเรียก็พาเรามาที่ร้านอาหารอิตาลีที่มีชื่อว่า Pellegrini’s ซึ่งที่นี่เราก็ได้พบกับเจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มสูงอายุที่มากไปด้วยอารมณ์ขัน Sisto Malaspina คือชื่อเสียงเรียงนามของเขา ทันทีที่ได้เจอ ลุงซิสโต้ทักทายพวกเราด้วย Granita น้ำผลไม้ปั่นในสไตล์อิตาเลียน ซึ่งจากการพูดคุยก็ทำให้เราทราบว่าลุงซิสโต้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่า 47 ปีแล้ว เราจึงถามต่อว่าที่นี่มีชาวอิตาเลียนอาศัยอยู่กี่คน คำตอบที่เราได้รับคือเป็นล้านคน แต่เป็นการนับรวมตั้งแต่รุ่นบุกเบิกไปจนถึงรุ่นลูกหลานที่สืบต่อกันมา ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด เพราะอย่างที่เราทราบว่าที่นี่มีทั้งชาวฝรั่งเศส ชาวเยอรมัน ชาวกรีกเข้ามาอาศัยอยู่มากมาย ถึงขนาดที่ว่ากันว่าบางหมู่บ้านในออสเตรเลียนั้นเป็นชาวกรีกทั้งหมู่บ้าน
จากนั้นเราก็ต้องบอกลามาเรียเพราะเสร็จสิ้นภารกิจของเธอ โดยส่งมอบภารกิจต่อให้กับ Pauline Leonard และ Allan Champion ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารและเป็นผู้บุกเบิกกิจกรรมฟู้ดทัวร์นี้ขึ้นมา จากนั้นพอลลีนก็พาเราไปยังร้านที่มีชื่อว่า La Parisienne Pates ที่เธอบอกกับเราว่าหลายคนเมื่อได้ยินชื่อร้านก็มักจะฟังดูตลกที่ร้านอาหารฝรั่งเศส แต่มาตั้งอยู่ที่ถนนเลกอนอันเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิตาลี แต่ความพิเศษของร้านแห่งนี้คือเมนูทั้งหมดในร้านเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่จะเน้นหนักในเรื่องของอาหารที่ปราศจากกลูเตน กลูเตนคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร กลูเตนก็คือปฏิกิริยาที่เกิดจากโปรตีนที่อยู่ในแป้ง มีส่วนสำคัญที่ทำให้แป้งมีความยืดหยุ่นสูงและมีโครงสร้างที่อยู่ตัว ซึ่งในปัจจุบันนี้ในยุโรปและอเมริกามีผู้ป่วยที่แพ้กลูเตนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกานั้นมีสัดส่วนผู้ที่แพ้กลูเตนอยู่สูง โดยใน 133 คนจะมีคนที่แพ้อยู่ 1 คน โดยการแพ้กลูเตนนั้นสามารถที่จะนำพาไปสู่อาการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นในประเทศเหล่านี้ เราจึงมักเห็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากกลูเตนหรือ GlutanFree นั่นเอง
และร้านต่อมาที่พอลลีนพาเรามานั่นก็คือร้านที่มีชื่อว่า Gewurzhaus ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายเครื่องเทศที่รวบรวมมาจากทั่วโลก ที่ทางร้านเองได้การันตีว่าใหม่และสด เพราะมีกระบวนการผลิตทุกสัปดาห์เพื่อให้คงความเป็นเครื่องเทศที่ต้องมีรสชาติและกลิ่นที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คงจะเป็นเครื่องต้มยำกุ้งสำเร็จรูปและครกหินที่มีป้ายติดไว้ว่า Made in Thailand
ส่วนร้านสุดท้ายของเราในวันนี้ พอลลีนเลือกที่จะพาเราไปปิดท้ายด้วยไอศกรีมกันที่ร้านที่มีชื่อว่า Il Dolce Freddo ร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่จำหน่ายไอศกรีมเจลาโต ซึ่งเป็นไอศกรีมที่มีชื่อเสียงของอิตาลี แต่ว่าความพิเศษของที่นี่คือรสชาติของไอศกรีมที่มีให้เลือกนั้นก็ต้องบอกว่ามีทีเด็ดอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าไอศกรีมรสช็อกโกแลต รสวานิลลา หรือรสนมก็ต้องมีให้อยู่แล้ว แต่ที่เห็นจะแปลกหน่อยก็มีรสทุเรียน หรือจะเป็นรสใบเตย รสชาเขียวก็คงจะธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทย แต่เมื่อกวาดสายตาดูทั้งหมดแล้วเราก็ยังพบว่า แม้แต่รสชาติของไอศกรีมของที่นี่ก็สามารถบ่งบอกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อีกด้วยเช่นกัน ที่มีทั้งรสชาติในแบบยูโรเปียนและเอเชียนรวมกัน
จากประสบการณ์ของพวกเราในวันนี้ มีทั้งสนุก ทั้งประทับใจ และได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่อีกมากมาย ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย แต่กลับได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อิตาเลียน ฝรั่งเศส หรือแม้แต่จีนเองก็ตามที สิ่งต่างๆ เหล่านี้เอง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เป็นเอกลักษณ์ หรือวัฒนธรรมดั้งเดิมของที่นี่แต่อย่างใด หากแต่ว่าก็สามารถที่จะนำมาประยุกต์ให้เกิดเป็นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าเพิ่มได้ แต่อย่างไรก็ตามที สิ่งที่มูลค่าไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขหรือตีเป็นราคาได้ นั่นก็คือรอยยิ้มและมิตรไมตรีที่ผู้มาเยือนอย่างเราได้รับนั่นเอง
หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่ www.qantas.com และ www.visitmelbourne.com
อีกหนึ่งช่องทางที่ คุณจะร่วมแนะนำ ติชม รายการ โลก 360 องศา ได้ง่ายๆ
เพียงเข้าไปที่ www.facebook.com แล้ว search หาคำว่า “โลก 360 องศา”
เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ร่วมพูดคุยกันแล้วค่ะ







