posttoday
สวัสดีครับ ซัปโปโร

สวัสดีครับ ซัปโปโร

19 กุมภาพันธ์ 2554

ก่อนถึงสนามบินชิโตเชของฮอกไกโด คนบนเครื่องที่ไม่หลับมีโอกาสมองลงไปข้างล่าง ผมเลยได้โอกาสมองตามมือที่ชี้ชวนไปด้วย แม่เจ้าโว้ย...ซัปโปโร  

ก่อนถึงสนามบินชิโตเชของฮอกไกโด คนบนเครื่องที่ไม่หลับมีโอกาสมองลงไปข้างล่าง ผมเลยได้โอกาสมองตามมือที่ชี้ชวนไปด้วย แม่เจ้าโว้ย...ซัปโปโร  

โดย...จำลอง บุญสอง

สวัสดีครับ ซัปโปโร

ก่อนถึงสนามบินชิโตเชของฮอกไกโด คนบนเครื่องที่ไม่หลับมีโอกาสมองลงไปข้างล่าง ผมเลยได้โอกาสมองตามมือที่ชี้ชวนไปด้วย แม่เจ้าโว้ย...ซัปโปโร หรือ ซัปโปะโระ ทั้งเมืองจมอยู่ในกองหิมะสีขาวโพลนไปหมด มีแต่ตัวอาคารที่ตั้งฉากกับแกนโลกเท่านั้นที่ยังมีสีสันให้ดู แต่สีสันที่ได้ดูกลับอยู่ภายใต้บรรยากาศทึมๆ ยังไงชอบกล ไม่เหมือนโอซากาเอาเสียเลย

ครอบครัวจอมวุ่นวายครอบครัวหนึ่งที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากวุ่นวายกับการเข้าห้องน้ำบ่อยๆ แล้ว ก็หันมา “ชี้โบ๊ชี้เบ๊” อยู่ริมหน้าต่างก่อนเครื่องจะลง แม้ผมจะนั่งอยู่ตอนกลางของเครื่อง แต่ก็สามารถมองตามมือของพวกเขาเข้าไปดูรังสีแห่งความหนาวของซัปโปะโระได้ว่าน่าหนาววว...เพียงใด

หันไปสบตากับน้อง ททท. ที่นั่งด้วยอย่างไม่ตั้งใจ พลางคิดว่า คิดผิดหรือเปล่าวะที่มางานนี้! เสียวอยู่ในใจว่า ถ้าหิมะตกมากๆ แล้ว เครื่องจะแลนดิงโดยไม่ลื่นไหลได้อย่างไร

ความสงสัยยังไม่ทันจาง นิปปอน แอร์ไลน์ ที่พวกเราโดยสารไปก็ถลาลงลานบินด้วยความนิ่มนวล นิ่ม...โดยไม่ลื่นไหลอย่างที่คิดไว้ ครั้นพอโผล่ออกมาจากเครื่องผมจึงได้รู้ว่าลานบินทั้งลานไม่มีปุยหิมะหลงเหลืออยู่ในลานเลยแม้แต่ปุยเดียว มารู้ทีหลังว่าเขาเอารถมาเก็บหิมะไปทิ้งจนหมด ด้วยความชำนาญพิเศษของคน “ฮอกไกโด” ที่รู้ว่าเป็นความชำนาญพิเศษ ก็เพราะยามกลับมาต่อเครื่องที่โอซากา เมืองที่ไม่ค่อยเจอะเจอหิมะ คนโอซากาไม่รู้จะทำอย่างไรกับ “หิมะ” ซึ่งร้อยวันพันปีเพิ่งมาตกเอาวันที่ผมไปจนต้องดีเลย์การบินทั้งระบบไปถึง 3 ชั่วโมง

หลายคนเลือกที่จะเข้าโรงแรมก่อนเพื่อพักผ่อนปรับสภาพ แต่ผมกับอีกหลายๆ คนอยากไปให้ถึงที่หมายโดยไวเพื่อทำงานก่อน เพราะขืนเข้าโรงแรมแล้วย้อนกลับมาก็จะลำบากในการเดินทาง

ที่หมายแม้จะอยู่ไม่ไกลนัก แต่เวลายังไม่พอดีกับงาน ท้ายสุดก็จำต้องวิ่งไปเยือนเอาต์เลตที่อยู่ใกล้ๆ ก่อน

แม้ผมจะหยิบยืมเสื้อกันหนาวจากพี่น้องเพื่อนฝูงที่ไปงานแกะสลักน้ำแข็งที่ฮาบินมาใช้แล้วก็ตามแต่ หิมะและลมที่พัดหวิวจนหนาวสั่นไปทั้งตัวก็ทำให้ผมตื่นตระหนกต่อบรรยากาศเช่นนั้นมาก เงินน้อยที่มีอยู่จึงต้องใช้ไปกับเครื่องกันหนาวที่เห็นว่าจำเป็น โดยไม่สนใจไยดีกับสิ่งล่อตาล่อใจจากแบรนด์เนมสวยงามและทันสมัยที่อยู่รอบตัว

สวัสดีครับ ซัปโปโร

เราไปถึงที่จัดงานแสดงแสงสีของปั้นหิมะอยู่บนเขาแห่งหนึ่งในช่วงค่ำ ความจริงเราควรจะมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่ช้าไปก็เพราะรถที่เรานั่ง “ขับเร็วไม่ได้” ด้วยหิมะโปรยตามทางตลอดเวลา ครั้นมาถึงที่แล้วก็ยังติดอยู่บนถนนอีกนาน เพราะมีคนเที่ยวกลุ่มครอบครัวของเมืองที่พาลูกเด็กเล็กแดงมาดูเยอะเหลือเกิน

อุปสรรคของการถ่ายภาพนอกจากจะเป็นหิมะที่ตกหนักแล้ว ถุงมือกันหนาวก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งด้วย เพราะมันยากต่อการเปลี่ยนเลนส์และยากต่อการกดชัตเตอร์ ถุงมือที่มีอยู่จึงถูกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าเพื่อเปลือยมือกดชัตเตอร์ แต่จากนั้นไม่นานผมจึงรู้ว่ามือเกที่ไม่หล่อของผมนั้น สู้ความหนาวของฮอกไกโดยามลบ 48 องศาไม่ได้ จำต้องยอมแพ้ควักถุงมือขึ้นมาสวมด้วยความหนาวสั่น

เขาเอา “ไฟสีต่าง” ส่องปั้นหิมะยักษ์ที่บรรจงปั้นทั้งนอกทั้งใน เสียดายที่พวกเรามาไม่ทันเวลาพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการถ่ายภาพที่ดีที่สุด เพราะฟ้ายามนั้นออกครามไม่ดำแบบกลางคืน ถ่ายได้แค่นั้นก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมา “ขาตั้ง” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการถ่ายภาพยามนี้ถูกใช้ไปอย่างเป็นประโยชน์ แม้ว่าท่อนที่เป็นโลหะมันจะเย็นยะเยือกเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีบางส่วนที่ห่อหุ้มด้วยสิ่งที่ไม่ใช่โลหะ ก็เป็นประโยชน์มาก ที่เมืองร้อนเราจะไม่เห็นความสำคัญของมันเลย แต่เมืองหนาวบอกได้เลยว่าจำเป็นยิ่งกว่าจำเป็น

ส่วนที่เขาทำเป็นน้ำตกแข็งไปบางส่วนเพราะทนความเย็นไม่ไหว เด็กๆ สนุกสนานกับการวิ่งไถลไปบนหิมะด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่พ่อแม่สรรหามาป้องกัน ถ้าเทียบกับงานที่จัดอยู่กลางเมือง ซึ่งผมมาดูทีหลัง ผมว่างานที่จัดบนเขาน่าสนุกกว่างานที่อยู่ในเมืองตั้งเยอะ ที่สนุกกว่าเพราะเด็กๆ ได้เล่นอย่างสนุกสนานนั่นเอง ส่วนงานกลางเมืองผมว่าเหมาะกับหนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังมีความรักและคนสูงวัยที่พาคนรักเก่ามาฟื้นความหลังใหม่มากกว่า

หลังจากยิงพลุเสร็จ เข้าห้องน้ำเสร็จด้วยความยากลำบาก ผมก็เดินกลับมาที่รถด้วยความหวังที่จะได้นั่งอุ่นๆ แต่ที่ไหนได้ เครื่องที่ยังไม่ดับ (เพราะเอาไว้สู้กับหนาว) ไม่มีคนขับอยู่ในนั้นเสียนี่ หิวก็หิว อยากจะเดินไปชิมอาหารจานร้อนที่มีอยู่มากมายในบริเวณนั้นก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะคอย ที่ไหนได้คณะเข้าไปอยู่ในร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ กันจนหมดเกือบทั้งคณะ ดีที่ว่าผมเดินไปตามหา ไม่งั้นเรา 3 คน คงยืนสั่นหงักๆ อยู่ในท่ามกลางหิมะที่มีอุณภูมิลบ 8 แน่

สวัสดีครับ ซัปโปโร

อาหารของที่นั่นอร่อยตามประสาญี่ปุ่นๆ ผมว่าถ้าเทียบกับอาหารเกาหลี ผมชื่นชอบอาหารเกาหลีมากกว่าในความรู้สึกของผม อาหารเกาหลีไม่ใส่ผงชูรสหรือใส่ก็น้อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานหรือเปล่า?

คืนนั้นผมกลับมานอนที่โรงแรมแบบไม่ไหวติง โรงแรมในญี่ปุ่นห้องเล็กจนนึกถึงโรงแรมบ้านเรา

รุ่งเช้าหลังจากกินอาหารแล้วเราก็ไปเยี่ยมเยือนช่างที่กำลังทำงานอยู่ในสนามแข่งขัน ผมเห็นหน้าตาที่ไม่สดชื่นของพวกเขาแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ยิ่งมารู้ทีหลังว่าป่วยและกังวลว่าจะทำไม่ทันด้วยแล้ว ก็รู้ได้ในทันทีว่า ปีนี้ถ้าจะแย่ แต่ก็ได้ปลอบใจตัวเองว่ากรรมการอาจจะให้คะแนนจากใบหน้าที่ยิ้มๆ ของพระอภัยมณีก็เป็นไปได้

ตอนบ่ายเราไปโรงงานที่เขาทำช็อกโกแลต ที่หมู่บ้านโอชิยะ ที่ผลิตช็อกโกแลตขาวแด่คนรัก (Shioi Koibito) เมืองฮอกไกโดนั้น นอกจาก เบียร์ นม อาหารทะเล แล้ว ช็อกโกแลตก็เป็นของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของเมือง โรงงานทำช็อกโกแลตไม่ได้เพียงแต่ขายช็อกโกแลตโดดๆ แต่เขายังทำบรรยากาศของโรงงานให้เหมือนสวนสนุกและพิพิธภัณฑ์ด้วย สวนสนุกเขาทำได้สวยจึงมีคนไปเที่ยวชมทั้งหน้าร้อนและหนาว พร้อมกับไปดื่มเครื่องดื่มแสนอร่อย

ที่นี่เขาตั้งเป้าเอาไว้สำหรับรับแขกทั้งที่เป็นครอบครัวและหนุ่มสาว ดังนั้น จึงมีคนหลายวัยเข้าไปจ่ายเงินให้เขามาก เริ่มด้วยพิพิธภัณฑ์ กรรมวิธีการทำช็อกโกแลตและกระบวนวิธีการผลิตที่มีชีวิตชีวาที่สามารถมองเห็นจากด้านบนได้ ผมเคยไปดูโรงงานเหล้าและอื่นๆ ในต่างประเทศ รวมทั้งที่ฟาร์มโชคชัยบ้านเราด้วย นอกจากจะขาย Product แล้ว ยังสามารถเอา Process มาทำมาหากินได้อีกต่างหาก นับเป็นวิธีการที่แยบยล

เครื่องดื่มร้อนเย็นของที่นั่นอร่อยมาก ผมล่อลาเต้ร้อนไปจนหมดแก้ว เห็นคนไทยและคู่หนุ่มสาวไทยไปที่นั่นกันมาก เข้าใจว่ามากับทัวร์บ้าง เป็นนักเรียนที่เรียนอยู่ที่นั่นบ้าง ได้ถ่ายรูปหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่นั่งกินไอศกรีมกันอย่างเอร็ดอร่อย ผมเย็นยะเยือกฟันขึ้นมาทันที เพราะเพิ่งผ่านสวนที่มีแต่หิมะมา

สวัสดีครับ ซัปโปโร

ตอนบ่ายเราขึ้นไปเที่ยวบนเขาที่สามารถมองเห็น “ซัปโปะโระ” ได้ทั้งเมือง ตอนเครื่องบินจะลงวันก่อน ผมใฝ่ฝันที่จะถ่ายภาพมุมสูงของเมืองจากเครื่อง แต่พอมาอยู่บนยอดเขาแล้ว ความอยากนั้นก็หายไป เพราะยอดเขาตอบโจทย์ของผมได้ เพราะถ่ายได้ทั้งภูเขา เมืองในมุมสูงและบรรยากาศของการขึ้นกระเช้าในท่ามกลางหิมะ

เมืองโอตาหรุ เป็นเมืองที่เราไปเยือนในค่ำคืนวันหนึ่ง เมืองนี้เป็นเมืองท่ามาแต่ก่อน จึงมีคูคลองเพื่อการขนส่งและโรงเรือนสำหรับเก็บสินค้า ผมเคยเห็นในอังกฤษและออสเตรเลียแบบเดียวกัน แต่ต่างลักษณะและพื้นที่

หลังจากวันเวลาผ่านไปเราก็ได้สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับคืนมาในรูปของแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเก็บเกี่ยวเงินจากกระเป๋าคนอื่นได้อีก ผมไม่เห็นเมืองไทยตระหนักถึงความสำคัญและรายได้จากประวัติศาสตร์นี้เลย จะมีก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะว่าวันนี้เรามัวแต่ยุ่งกับการแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า อันเกิดจากความไม่เป็นธรรมของระบอบ

เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องไปเยือนคณะช่างที่ทำงานทุกวัน วันนี้หิมะตกหนักจนน่าสงสารพวกเขา เพราะเวลาเร่งเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างหิมะตกหนักพร้อมลมแรง พวกเราก็แอบเข้าไปในเต็นท์ที่อยู่ข้างๆ เพื่อแอบไออุ่นจากฮีตเตอร์ นึกในใจว่าใครว่าเป็นแชมป์ยาก แต่การป้องกันแชมป์ยากกว่าหลายเท่า เพราะนอกจากหิมะไม่ใช่ของพ่อของแม่เราแล้ว การคาดหวังของผู้คนไทยยังกดดัน (ช่าง) สิ้นดี

ตอนบ่ายเราไปเยือนบ่อน้ำแร่ที่อยู่ห่างซัปโปะโระออกไป ที่มีชื่อว่า โนโบริเบ็ตสึ ตลอดระยะทางที่ไปมีแต่หิมะขาวโพลนไปหมด ช่วงหนึ่งเราไปถ่ายรูปหิมะกันข้างทาง ทุกคนสนุกสนานกันมาก เพราะนานๆ ทีจะเจอหิมะมากอย่างนี้ หิมะที่ฮอกไกโดสวยมากนะครับ สวยเพราะเป็นปุย ไม่ได้แข็งแบบที่อื่นๆ น้องต้องกระโดดขึ้นไปว่ายหิมะเล่นเหมือนเด็กๆ เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย คนขับรถเห็นเราสนุกก็เลยพลอยสนุกไปด้วย นอกจากจะยิ้มอย่างพอใจแล้ว ยังเอาแปรงมาปัดให้เราทุกคน การบริการของไทยที่ว่าแน่ๆ แล้ว คนญี่ปุ่นก็แน่ไม่แพ้เรา แต่คนไทยที่ไปอยู่ญี่ปุ่นกว่า 10 ปี หลายคนบอกกับผมว่ามาเที่ยวได้แต่อย่ามาอยู่ เพราะมันไม่เหมือนกัน พูดแค่นี้คงเข้าใจและภรรยาของคนไทยที่เป็นญี่ปุ่นหลายคนพูดว่าอยากจะมาใช้ชีวิตเกษียณที่บ้านเรา ผมว่าถ้าประเทศเราเป็นประชาธิปไตยแล้ว เมืองเรานี่แหละน่าอยู่ที่สุด

ร้านขายของทะเลที่ Nijo ก็น่าสนใจครับ แต่ใจผมปูม้าของเราอร่อยกว่า

ล้อมกรอบ “ซัปโปะโระ” แปลว่า แม่น้ำในหุบเขา หรือที่ลุ่มในภาษาไอนุ เมืองนี้ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของญี่ปุ่น ประชากรเพียง 2 ล้านคน จากคนบุกเบิกในยุคแรกเพียง 7 คน สิ่งที่น่าสนใจนอกจากเทศกาลหิมะแล้ว ยังเป็นเมืองที่ผลิตเบียร์ นม และช็อกโกแลตมีชื่อมาก งานเทศกาลหิมะจัดมาแล้ว 62 ครั้ง โดยเริ่มจากเด็กนักเรียนมัธยม ต่อมาก็มีการสลักน้ำแข็งโดยกองกำลังรักษาตนเองญี่ปุ่นในปี 1955 งานจัดเดือน ก.พ.ของทุกปี นอกจากสร้างความมีชีวิตชีวาในหน้าหิมะที่น่าเบื่อแล้ว ยังสามารถทำเงินให้ท้องถิ่นและประเทศอีกด้วย

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ