
สานจิตร่วมอุดมการณ์ธรรมขับเคลื่อนกงล้ออายุพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชาปี’๕๔ (ตอน ๖)
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ๑.ขอทราบความหมาย ความสำคัญที่แท้จริงของวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์
๒.จะมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปอย่างไร และ/หรือจะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาอย่างไร
ขอนมัสการมาด้วยความเคารพ
รจนา วานิช
วิสัชนา : ในหลักการ ๓ ข้อดังกล่าวนั้น หากสาธุชนพิจารณาให้ละเอียด ก็คงจะเห็นได้ชัดว่า แท้จริงแล้วก็คือ ไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง โดยอาจจะสามารถแจกแจงให้อยู่ในรูปองค์ธรรม ๘ ประการในอริยมรรค หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็ว่าได้ อย่างเช่น
การไม่ทำชั่วทั้งปวง ก็อยู่ในหมวดของศีล หรือ อธิศีล...
การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็อยู่ในหมวดของสมาธิ หรือ อธิสมาธิ...
และการทำจิตให้บริสุทธิ์ ก็จัดให้อยู่ในหมวดของปัญญา หรืออธิปัญญา...
และนี่คือความเด่นชัดของพระพุทธศาสนา ที่แสดงอย่างเปิดเผย เป็นจริง มีเหตุผลอ้างอิง ไม่ปกปิดคลุมเครือ และสามารถท้าพิสูจน์ได้ว่า จงเข้ามาดูเถิด พระธรรมนี้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ขึ้นอยู่กับกาล บอกกล่าวให้ผู้อื่นเข้ามาดูได้ น้อมลงสู่จิต พิจารณาโดยแยบคาย สามารถรู้เห็นได้ด้วยตนเอง” เป็นความอัศจรรย์แห่งพระธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความอัศจรรย์แห่งพระธรรมวินัยไว้โดยแยบคายในเรื่อง “ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ ประการ” เพื่อเปรียบเทียบกับความอัศจรรย์แห่งพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ให้แก่พระสงฆ์สาวก ซึ่งแวดล้อมที่พระองค์ทรงประทับนั่งอยู่ ครั้งนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ณ ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ปราสาทมิคารมารดา ในวัดบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล ซึ่งคงจะอยู่ในเขตจะย่างเข้าสู่กาลพรรษาที่ ๒๑ ของพระองค์
อันเป็นพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงงดเว้นการประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์ด้วยพระองค์เอง และตรัสมอบให้ภิกษุประชุมกระทำอุโบสถ ฟัง และสวดสาธยายกันเอง ทั้งนี้เพราะนับตั้งแต่พรรษาแรกมาจนถึงพรรษาที่ ๒๐ เรียกว่า ปฐมโพธิกาล นั้น พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์อยู่ และนับตั้งแต่พรรษาที่ ๒๑ ไปจนจบ ๔๕ พรรษาของพระองค์ ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น
ทรงงดเว้นการประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์ และได้ทรงพุทธดำรัสมีบัญญัติให้พระสงฆ์แสดง อาณาโอวาทปาฏิโมกข์ แทน (ปัจจุบันเรียกว่า ภิกขุปาฏิโมกข์) ทั้งนี้ด้วยเพราะเมื่อมีภิกษุเข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนามากขึ้น ความบริสุทธิ์แห่งหมู่สงฆ์ก็ลดลง จึงทำให้อุโบสถไม่บริสุทธิ์ มีผู้ทุศีลร่วมอยู่ในสังฆกรรม จึงไม่เป็นวิสุทธิอุโบสถ ในกาลครั้งนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่แวดล้อมพระสงฆ์สาวก อันเป็นวันอุโบสถ ซึ่งปกติพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์ แต่ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงนิ่งเฉย ทั้งในยาม ปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม จนล่วงราตรีผ่านไปเข้าสู่อรุณของวันใหม่ แม้พระอานนท์จะกล่าวกราบทูลทั้ง ๓ กาล จนในที่สุดได้ทรงตรัสเมื่ออรุณขึ้นผ่านพ้นล่วงปัจฉิมยามไปแล้วว่า
“ดูก่อนอานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์”
แม้ว่า พระมหาโมคคัลลานะจะกำจัดให้ภิกษุผู้ทุศีล เน่าในโชกชุ่มด้วยกิเลสฯ ออกไปจากหมู่คณะแล้ว ด้วยการกำหนดรู้ด้วยจิตของพระเถระแล้ว
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง “ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ ประการ” ได้แก่
๑.มหาสมุทรลุ่มลึกลาดลงไปตามลำดับ มิใช่ลึกมาแต่เดิม นี่เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๑
๒. ...อนึ่ง มหาสมุทรตั้งอยู่ธรรมดาไม่ล้นฝั่ง แม้นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๒
๓. ...อนึ่ง มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพที่ตายแล้ว... ซากศพที่ตายแล้วไม่มีอยู่ในมหาสมุทร ด้วยมหาสมุทรย่อมทำซากศพที่ตายแล้วนั้น ไปสู่ฝั่ง ซัดขึ้นบกโดยพลัน แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๓
๔. ...ข้อที่ แม่น้ำใหญ่บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลลงถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสียถึงซึ่งความเป็นมหาสมุทรเดียวกัน แม้นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๔
๕. ...ข้อที่ แม่น้ำบางสายในโลกที่ไหลไป ย่อมไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนยังตกลงมาจากอากาศ ความพร่องและความเต็มของมหาสมุทรไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น แม้นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๕
๖. ...มหาสมุทรมีรสเค็มรสเดียว แม้นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๖
๗. ...มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะมิใช่ชนิดเดียว แม้นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่ ๗







