
อย่าปล่อยให้ ความเครียด กินใจ
หากใจไม่ได้รับการฝึกที่ดี แม้ว่าจะบินไปเมืองนอก พักผ่อนที่สวนสาธารณะ ความเครียดก็บินไปตามยิ่งกว่าเงาตามตัว เพราะว่าตัวเครียดนั้นอยู่ภายใน (ใจ)
หากใจไม่ได้รับการฝึกที่ดี แม้ว่าจะบินไปเมืองนอก พักผ่อนที่สวนสาธารณะ ความเครียดก็บินไปตามยิ่งกว่าเงาตามตัว เพราะว่าตัวเครียดนั้นอยู่ภายใน (ใจ)
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
ธรรมดาความโหดร้ายตามธรรมชาติจะเล่นงานเราที่กาย แต่ความเครียดเล่นงานที่ใจ หากใจไม่ได้รับการฝึกที่ดี อ่อนแอ ยวบยาบ ไร้พลานุภาพกำลัง ความเครียดก็ได้โอกาสเข้าหา แม้ว่าจะบินไปเมืองนอก พักผ่อนที่สวนสาธารณะดอกไม้สวยๆ งามๆ ความเครียดก็บินไปตามยิ่งกว่าเงาตามตัว คือเราไปที่ไหนมันก็ตามไปที่นั่น เพราะว่าตัวเครียดนั้นอยู่ภายใน (ใจ)
แต่หากใจของคนเราได้รับการฝึกอบรมอย่างดี แม้จะเหมือนอยู่ในสภาพถูกพายุพัดกระหน่ำ ก็ไม่แสดงอาการไหวติงให้เห็น ความเครียดก็ไม่ได้โอกาสเข้าใกล้
สาเหตุและวิธีสลายความเครียด
ความเครียดเป็นโรคอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าตัวปัญหาจริงๆ ของโรคเครียดก็คือใจของเรานั่นเอง ... และใจที่ไม่ได้ฝึกอบรมนั้นก็เป็นบ่อเกิดแห่งความเครียด นอกจากนั้นก็มีเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้คนเราเกิดความเครียดนั้นมีหลายเรื่อง แต่สาเหตุใหญ่จะหนีไม่พ้นในเรื่องเหล่านี้
1.ทำงานไม่สมดุลกับความสามารถ เรื่องนี้เป็นปัญหาของหลายๆ คน เช่น นักกีฬายกน้ำหนักได้ 100 ปอนด์ แต่โค้ชกำหนดให้ยก 130 ปอนด์ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก หรือดาราบางคนในชีวิตไม่เคยแสดงบทเลิฟซีน ผู้กำกับส่งบทให้ฝึก 1 อาทิตย์ ก็ทำยังไม่ได้ ยิ่งฝึกยิ่งเครียดจนต้องไป นอนโรงพยาบาล หรือเป็นครูใหม่ ไปสอนนักเรียน ป.1 ไม่ร??้จะพูดจะสอนยังไงให้เด็กฟัง เพราะเด็ก ป.1 ก็รู้ๆ สอนไปเด็กไม่ฟัง มีแต่เล่นส่งเสียงดัง เรื่องอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความเครียดได้
เพราะฉะนั้น งานที่ทำหรือได้รับมอบหมายต้องสมดุลกับความรู้ความสามารถของผู้นั้น และสิ่งสำคัญคือคนเราจะต้อง ฝึกตนเองให้มีความรู้ความสามารถจริงๆ หากฝึกตนถึงขั้นนี้ได้ ถึงทำงานใหญ่แค่ไหน อย่างไรก็ไม่มีปัญหา
2.พวกสมบูรณ์แบบนิยม คนประเภทนี้ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า เพอร์เฟกชันนิสต์ ที่ทำอะไรต้องดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ทำอะไรต้องเป๊ะ เก็บทุกเม็ด ละเมียด ละเอียด ละไม เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง คนพวกนี้จะเป็นคนที่เครียดสูง เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นได้อย่างใจ แต่ในโลกของความเป็นจริงดูไม่เป็นไปอย่างนั้น
คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งมักจะเป็น ผู้บริหาร งานวิจัยสหรัฐ?บับหนึ่งบอกว่า ผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมักจะหัวใจวายตอนวันจันทร์ เพราะวันจันทร์ตลาดหุ้นเปิดทำการ นั่นเพราะเขาแบกความเครียด แบกความคาดหวังสูง ทุกอย่างต้องดีหมด แล้วถ้าไม่ดีอย่างที่ต้องการก็เครียด และความเครียดที่สั่งสมทีละนิดถ้าไม่รู้จักระบายออกหรือหาทางออกไม่ได้ มันก็ไปสั่งสมอยู่ที่เม็ดเลือด ลำไส้ กระเพาะ ต่อมน้ำเหลือง แล้วกลายเป็นมะเร็ง และรากของมะเร็งคือความเครียด
เรื่องนี้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไปไม่ถึง แต่พระพุทธเจ้าพูดไว้ชัดว่า คนเราป่วยด้วยโรค 3 โรค 1.ป่วยกาย คือ ป่วยกระเสาะกระแสะ หิว กระหาย ตัวร้อน เป็นต้น 2.ป่วยใจ ถูกโรคคือ โลภ โกรธ หลง ครอบงำ 3.ป่วยทางจิตวิญญาณ คือ สมาทานความเชื่อผิดๆ ที่ขาดการใช้สติปัญญาพิจารณา
ความเครียดเป็นนามธรรม แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมนี้มีในต?วคนแต่เราไม่เห็น เหมือนกับอากาศที่เรามองไม่เห็น ความเครียดก็เหมือนกับอากาศ มันพร้อมที่จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็งที่ร่างกายได้ และคนที่เป็นพวกสมบูรณ์แบบนิยมนี้จะเป็นผู้ที่มีโอกาสป่วยมากที่สุด เพราะว่าเขาอยากให้โลกหมุนรอบตัวเองนั่นเอง
3.ทำตัวเป็นลิงกำถั่ว เรื่องลิงกำถั่วนั้นมีเรื่องเล่า คือ ที่อินเดียเกษตรกรเขานิยมปลูกถั่ว พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตพวกลิงก็มาขโมยถั่วของชาวสวน ชาวสวนก็คิดหาวิธีจับลิง จึงประดิษฐ์กับดักขึ้นมาชนิดหนึ่งที่ให้ลิงต้องเอามือสอดไป โดยมีถั่ววางเป็นเหยื่อล่ออยู่ข้างหน้า ถ้าลิงจับถั่วได้แล้วมันจะรีบดึงมือออกทันที บางตัวดึงจนกับดักเล่นงานมือจนเลือดโทรมก็ยังไม่ปล่อยถั่ว ทีนี้สัญญาณระฆังไปดังที่บ้านชาวสวน พวกเขาก็ออกมาจับลิง
ดังนั้น คนที่เป็นโรคเครียด สาเหตุหนึ่งเพราะชอบทำตัวเป็นลิงกำถั่ว เช่น เขาด่าตั้งแต่วันเสาร์ เช้าวันจันทร์ยังคิดอยู่เลย เขาด่าอย่างนั้น เขากระทบอย่างนี้
“พวกนี้เป็นคนโง่ เป็นพวกลิงกำถั่ว ชอบเอาทุกข์มากองไว้ที่ตัวคนเดียว แต่ถ้าไม่โง่ ทุกข์ไม่มีวันหล่นใส่ แต่กับคนฉลาดจะไม่เป็นอย่างนั้น เช่น หลวงพ่อเทียน เป็นมะเร็งลำไส้ก็ยังบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็ง หมอที่รักษาร้องไห้เพราะสงสารท่าน ท่านถามหมอว่าร้องไห้ทำไม หมอไม่ได้ป่วย แต่อาตมาป่วย” ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าว
คนฉลาดกับคนโง่จะต่างกันตรงนี้ คนฉลาดขนาดความทุกข์ฝังอยู่ก็ยังไม่ทุกข์ แต่คนโง่ความทุกข์กองอยู่บนฟ้า ความทุกข์โลดแล่นในทีวี ความทุกข์ตีกันอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ และชอบเก็บความทุกข์เอามาประจุไว้ในใจตน นี่คือลักษณะของคนประเภท “ลิงกำถั่ว” คือทุกข์แล้วกอดทุกข์ไว้ ไม่รู้จักปล่อยวางทุกข์
4.พวกวิตกจริต คนประเภทนี้เป็นพวก รีไซเคิลทุกข์อยู่ตลอด ความทุกข์เวลาเกิดขึ้น ...มันจบไปแล้ว แต่มีคนจำนวนมากนำเอาความทุกข์กลับมาทุกข์ใหม่ เช่น คิดถึงวันตายของสามีก็ร้องไห้พูดพร่ำรำพันหาอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายังมีชีวิตอยู่เราคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
“วิตกจริต” จะเป็นพวกประเภทย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งจะมากไปด้วยความวิตกกังวล ลังเลสงสัย คิดโน่นคิดนี่ตลอดทั้งที่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เข้าไปซื้อของในห้าง กลับออกมาแล้วก็ยังอุตส่าห์คิดว่า เอ๊ะ...เราจ่ายตังค์หรือยัง ของนั้นเราซื้อหรือยัง นี่เป็นลักษณะของคนวิตกจริต ซึ่งคนประเภทนี้จะขาดทุน 2 ต่อ
5.โรคแบกความคาดหวัง ถึงแม้เราไม่อยากแบกความคาดหวังแต่ในชีวิตจริงเราอยู่กันด้วยความหวัง ทำอย่างไรเมื่อหวังแล้วจึงจะไม่ทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าให้หวังตามเหตุปัจจัย ไม่ให้เกินเหตุปัจจัย คือ อย่าทำอะไรเกินความรู้ความสามารถ เกินความจำเป็น เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะหนีไม่พ้นบ่วงทุกข์ แต่ถ้าเราใช้เหตุผลพิจารณาตามความเป็นจริงและความ จำเป็นของชีวิตความทุกข์ก็จะน้อย
6.ตกเป็นทาสของความคิด คนเราถ้าบริหารจัดการความคิดไม่ได้ ชีวิตจะมากไปด้วยความทุกข์ และหาความสุขได้ยาก เพราะความคิดนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ชีวิตของคนเราจะดีจะเลวก็มาจากความคิดเป็นจุดเริ่ม เพราะว่าความคิดจะนำไปสู่การปฏิบัติ หากเราจัดการกับความคิดดี คือรู้เท่าทันความคิดของตนว่าคิดอะไรก็จะไม่ตกเป็นทาสของความคิด
นาฬิการุ่นใหม่ ยี่ห้อดัง คนรวยนิยมใส่ ลงโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ แพงมาก นาฬิกาเหล่านั้นถ้าเราไม่มีราคะ ไม่มีความอยาก มันก็ไม่แพง ที่มันแพงเพราะเรามีความอยากได้ และความอยากนั้นก็เกิดมาจากความคิดของเราเอง
บริหารความเครียดแบบพุทธทาส
การทำใจให้อยู่ในความว่าง คือวิธีบริหารความเครียดของท่านพุทธทาส มีพระฝรั่งรูปหนึ่งไปอยู่กับท่านพุทธทาส เห็นอะไรที่ขัดหูขัดตาก็จะไปฟ้องท่าน พุทธทาส ฟ้องอย่างไรท่านพุทธทาสก็ไม่ว่าอะไร คือพูดไปก็เหมือนพูดกับก้อนหิน สุดท้ายก็มานึกได้ว่าทำไมหลวงพ่อไม่มีปฏิกิริยา เลยหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านเรื่อง “ความว่าง”
การที่ท่านพุทธทาสไม่ตอบพระรูปนั้น เพราะท่านไม่คาดหวังให้คนทั้งโลกต้องเป็นอย่างที่ท่านเป็น นี่ก็เป็นวิธีบริหารความเครียดของท่านอีกวิธีหนึ่ง เพราะถ้าท่านไปเต้นตามที่พระฝรั่งฟ้อง ก็มีเรื่องให้ต้องพูดไม่รู้จบ
ผ่าตัดความเครียดด้วยสติปัฏฐาน
นอกจากวิธีที่กล่าวมาแล้ววิธีที่ดีที่สุด คือ การเจริญสติปัฏฐานจนสามารถอยู่ กับปัจจุบันเป็น แยกจิตกับความเครียดออกมาไว้คนละกล่อง ถ้าเราแยกจิตไว้ที่หนึ่ง ความคิดอยู่ที่หนึ่งความเครียดก็เล่นงานเราไม่ได้
ความเครียดนั้นเปรียบเหมือนหนู สติเปรียบเหมือนแมว วันไหนที่แมวอยู่บ้าน หนูจะออกมาเพ่นพ่านได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าจะผ่าตัดสลายความเครียดให้อยู่หมัด กำราบหนูไม่ให้วิ่งเพ่นพ่าน จะต้องหมั่นเจริญสติปัฏฐาน 4 ให้ได้
การเจริญสติปัฏฐานง่ายๆ ก็คือ การมีสติกับตัวเองตลอดเวลานั่นเอง







