posttoday
รู้และเข้าใจ ไม่เป็น เบาหวาน

รู้และเข้าใจ ไม่เป็น เบาหวาน

27 มกราคม 2553

คนไทยมีความเสี่ยงสูงถึง 9.6% หรือ 1 ใน 10 ของคนไทยมีโอกาสเป็นเบาหวานซึ่งเป็นมหันตภัยร้ายที่ UN จับตา ต้องเริ่มดูแลตัวเองแล้วล่ะ!

คนไทยมีความเสี่ยงสูงถึง 9.6% หรือ 1 ใน 10 ของคนไทยมีโอกาสเป็นเบาหวานซึ่งเป็นมหันตภัยร้ายที่ UN จับตา ต้องเริ่มดูแลตัวเองแล้วล่ะ!

โดย...อนุสรา ทองอุไร

"เบาหวาน" มหันตภัยร้ายที่กลายเป็นชนวนเหตุให้ที่ประชุมใหญ่สมัชชาองค์การสหประชาชาติ เห็นพ้องต้องกันเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2549 ให้รับมติเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก

ผลการศึกษาพบว่าคนไทยมีความเสี่ยงสูงถึง 9.6% หรือ 1 ใน 10 ของคนไทยมีโอกาสเป็นเบาหวาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินเพื่อการรักษาสูงถึง 5 หมื่นล้านบาทต่อปี เร่งรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงภาวะเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต หากขาดความเข้าใจ และไร้การควบคุมที่ดีพอ

ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความชุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2534 กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการสำรวจสุขภาวะพบว่า ความชุกประมาณร้อยละ 2.3 แต่ในปี 2547 เพิ่มเป็นร้อยละ 9.6 ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 10-15 ปี ปริมาณคนไทยเป็น เบาหวานเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ซึ่งเกิดขึ้นเร็วและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยในประเทศไทยมีผู้เป็นเบาหวานในอัตราส่วน 1 : 10 ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยในจำนวน นี้มีสัดส่วนของผู้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรค เบาหวานสูงถึง 60%

เรื้อรัง-ช็อกฉับพลัน

ประเทศไทยมีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคระบบหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่า ในทุกปี จากข้อมูลในปี 2547 ระบุว่ามีอัตราส่วน 2.3 : 100,000 ของจำนวนประชากร เพิ่มจากปี 2546 ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1.6 : 100,000

"คนที่เป็นโรคเบาหวานไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงเฉพาะโรค แต่กำลังแสดงตัวให้เห็นว่าน้ำตาลในเลือดสูงมาก นั่นหมายถึงอวัยวะภายในมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเช่นกัน หากปล่อยตัวไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ภายในระยะเวลา 10 ปี จะเกิดโรคแทรกอื่นๆ ตามมา เช่น โรคเส้นประสาทเสื่อม เส้นเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงร่างกายได้ นำไปสู่โรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น เป็นแผล แผลรักษาไม่หาย เท้าเน่าถูกตัดขา ไตเสียต้องฟอกเลือด เส้นเลือดเลี้ยงสมองเสีย ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจเสียทำให้เป็นโรคหัวใจตีบ เส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงตาเสียทำให้ตาบอด ทั้งก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ผนังหลอดเลือดเสื่อม ซึ่งล้วนเป็นโรคแทรกที่เบาหวานนำพามาทั้งสิ้น" ศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว

สัญญาณอันตราย

ข้อบ่งชี้อาการคนเป็นโรคเบาหวานว่าจะปวดปัสสาวะบ่อยทั้งกลางคืนและกลางวัน อันเป็นผลมาจากน้ำตาลในเลือดสูง ถ้าหากต้องลุกเข้าห้องน้ำ 2 ครั้งในเวลากลางคืน ต้องเริ่มระวังตัวและตรวจหาค่าน้ำตาลในเลือด อีกวิธีง่ายๆ ในการสังเกตคือ ปัสสาวะมีมดขึ้นหรือไม่ อาการเท้าชา มือชา เจ็บปวดที่แขน ตาเป็นต้อ น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ และถ้าปัสสาวะไม่ค่อยออก แสดงว่าไตสูญเสียการทำงานไปแล้วครึ่งหนึ่ง

"ร่างกายคนเราประกอบด้วยหลอดเลือด 2 ระบบ คือ เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดเล็ก เส้นเลือดเล็กจะไปหล่อเลี้ยงปลายประสาทส่วนต่างๆ หากเป็นโรคเบาหวาน มักพบอาการชาตามมือและเท้า ไตเสีย และตาจะมองไม่ค่อยเห็น หากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่ดี จะทำให้เส้นประสาทอักเสบ ส่วนเส้นเลือดใหญ่จะสัมพันธ์กับหัวใจและสมอง หากเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย หากเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ จะก่อให้เกิดอัมพฤกษ์และอัมพาต เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าไม่ดี เนื้อเยื่อก็ไม่ดีตาม ทำให้เกิดเป็นแผลเน่าต้องถูกตัดขาได้"

คุมระดับน้ำตาล ต่ออายุยืนนาน

พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านต่อมไร้ท่อและเบาหวาน ในฐานะกรรมการสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน กล่าวว่า ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับคนวัยหนุ่มสาวในตอนเช้าควรอยู่ระหว่าง 80-110 มิลลิกรัมต่อดิลิลิตร ผู้สูงอายุไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัมต่อดิลิลิตร สำหรับระดับน้ำตาลในเลือดระยะ 12 ชั่วโมงหลังอาหารเช้า วัยหนุ่มสาวไม่ควรเกิน 140-150 มิลลิกรัมต่อดิลิลิตร และคนสูงอายุไม่เกิน 180 มิลลิกรัมต่อดิลิลิตร สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูแลใส่ใจตนเองในบางกรณี อาจให้สูงสุดได้ 220 มิลลิกรัมต่อดิลิลิตร เพราะหากใช้เกณฑ์ต่ำเกินไป อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ดังนั้นการอนุโลมให้สูงกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ปกติโดยไม่เกิดโรคแทรก

"เบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรัง เมื่อเป็นแล้วต้องอยู่กับเขาไปตลอด เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว คนไข้ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานให้มากขึ้น ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันและความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่ทรมานและมีอายุยาวนานขึ้น หากระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป อาจก่อให้เกิดภาวะเฉียบพลันหลายด้าน ทั้งไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจตาย เส้นประสาทอักเสบ ประสาทชา อัมพฤกษ์ อัมพาต ตาบอด เพราะเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ทำงานได้ไม่ดี"

ความเสียหายทางเศรษฐกิจเพื่อการรักษาโรคเบาหวาน พบว่าค่าใช้จ่ายมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในปี 2539 มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,702-18,724 บาทต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2552 ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 4.9 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าของค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาโรคสูงถึง 3.8-9.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ผู้ป่วยคือตัวช่วยที่ดีที่สุด

แม้การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องทำงานกันเป็นทีม ทั้งแพทย์ผู้รักษา พยาบาล ผู้ให้ความรู้ เภสัชกรที่ดูแลเรื่องยา นักโภชนาการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ รับประทานอาหารแก่คนที่เป็นเบาหวาน นักกายภาพบำบัดสอนการออกกำลังกาย แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือตัวคนไข้เอง ต้องหันมาเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน ข้อจำกัดเรื่องอาหาร รวมทั้งอาหารทดแทนให้มากกว่าคนปกติ เพื่อจะได้ดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

จากรายงานการศึกษาของสหรัฐอเมริกาในประเทศญี่ปุ่นปี 2009 พบว่าอาหารทดแทน หรือที่เรียกว่าอาหารทางการแพทย์ที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนเป็นเบาหวานรับประทานและดื่มนั้น เมื่อวัดค่าของน้ำตาลเทียบกับคนที่รับประทานอาหารทั่วไป พบว่าอาหารทดแทนช่วยให้น้ำตาลในเลือดไม่กระโดดสูง ซึ่งถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่มีไฟเบอร์สูง น้ำตาลขึ้นช้า อิ่มเร็ว ไม่ทำให้เกิดการอักเสบง่าย

 

รู้และเข้าใจ ไม่เป็น เบาหวาน

 

การดูแลตัวเอง

เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเบาหวาน คือ ต้องทำความเข้าใจกับโรค รู้จักโรคแทรก ประเมินสถานะตนเองได้ รู้จักควบคุมตนเองได้ดี เข้าใจภาวะพิเศษของตนเอง เช่น เป็นไข้หวัดรับประทานอาหารได้น้อยควรจัดยาอย่างไร หรือการรับประทานยาเมื่อมีความแตกต่างของช่วงเวลาหากต้องเดินทางต่างประเทศ เล่นกีฬาอะไรได้บ้าง ที่สำคัญต้องหันมาดูแลฟันและเท้าของตัวเองเสมอ สิ่งที่ต้องปฏิบัติหลักๆ คือ

1.ควบคุมอาหาร

2.ออกกำลังกาย เพราะถ้าสุขภาพแข็งแรง ระบบควบคุมน้ำตาลจะดีขึ้น

3.รับประทานยาให้ถูกต้องตามเวลา พบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ

4.หลีกเลี่ยงการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น สูบบุหรี่ เหล้า กาแฟ

5.หลีกเลี่ยงภาวะเครียด เพราะความเครียดจะไปกระตุ้นฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เสริมให้คนวัยทำงานเป็นโรค เบาหวานได้ง่ายขึ้น

"ปัจจุบันคนทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของภาวะอ้วน การพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยอาหารขยะ ภาวะเครียดจากการงานและครอบครัว ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่และดื่มเหล้า พึงจดจำไว้ว่าคนอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าคนน้ำหนักปกติสูงถึง 3.4 เท่า คนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 1.8 เท่า คนที่เป็นความดันสูงมีภาวะเสี่ยงเพิ่มสูงถึง 1.9 เท่า เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง 1.5 เท่า และสิ่งเดียวที่จะปกป้องโรคเบาหวานนี้ได้ นั่นคือการหันมาดูแลตัวเองด้วยความใส่ใจ"

โรคเบาหวานสัมพันธ์กับการที่ร่างกายคนเราได้รับอาหารมากเกินความต้องการ ซึ่งพัฒนาการด้านอาหารปัจจุบันมีทั้งอาหารดีและไม่ดีต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารเกินความต้องการจนร่างกายใช้ได้ไม่หมด ก่อให้เกิดการสะสมไปทั่วร่างกาย "เหมือนข้าวของในบ้านที่รกเต็มไปหมด ไม่มีที่จะให้เดิน" การกินเยอะทำให้อ้วนและตัวใหญ่มากขึ้น การสูบฉีดของเลือดภายในร่างกายทำได้ยากลำบากขึ้น เมื่อตับอ่อนทำงานไม่ไหว น้ำตาลในเลือดก็จะใช้ไม่หมด เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค เบาหวานตามมา

เบาหวานในเด็ก-วัยรุ่นน่าห่วง

ในปัจจุบันภาวะโภชนาการเกินและการขาดการออกกำลังกายในเด็กวัยรุ่น ล้วนเป็นเหตุส่งเสริมให้อัตราการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดที่สำรวจข้างต้นพบว่า เบาหวานในอายุน้อยกว่า 18 ปี เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 78% และ 18.4% เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เหลืออีก 3.6% เป็นเบาหวานชนิดอื่นๆ ต่างจากข้อมูลเมื่อปี 2534-2536 ที่เบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่นมีน้อยกว่า 5% จะเห็นว่า เบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

จึงควรมีการดูแลรักษาโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน ชนิดที่เป็นการรักษา และเป้าหมายการรักษา ให้อินซูลินที่เหมาะสมกับ ผู้เป็นเบาหวานแต่ละราย วางแผนโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย และอาหารแลกเปลี่ยน ฯลฯ
โภชนาการสำคัญจริงๆ

อาหารในเบาหวานเด็กและวัยรุ่นหลักสำคัญ คือ

1) มื้ออาหาร ถ้าเป็นไปได้ต้องกำหนดมื้อให้ชัดเจน อาหารหลัก 3 มื้อ อาหารว่าง 2-3 มื้อ ขึ้นกับชนิดยาฉีดอินซูลินและกิจวัตรประจำวัน

2) การคำนวณสัดส่วนอาหารคาร์โบ ไฮเดรตให้สัมพันธ์และเหมาะสมกับยาฉีดอินซูลิน และกิจวัตรประจำวัน การออกกำลังกาย เป็นต้น

3) การติดตามอัตราการเพิ่มน้ำหนัก ความสูง ของผู้ป่วยให้เหมาะสมตามวัยอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามตาราง National Growth Chart ที่มีอยู่

4) กรณีที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์อ้วน ซึ่งพบได้บ่อยในปัจจุบัน นักกำหนดอาหารและทีมผู้ดูแลจำเป็นต้องแก้ไขให้การรักษาเพื่อให้ น้ำหนักเพิ่มช้าลง หรือลดลง 5-10% ของ น้ำหนักเดิมในเวลา 6 เดือน โดยที่อัตราการเพิ่มความสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติตามวัย และเพิ่มการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

5) กรณีน้ำหนักน้อย หรือเพิ่มไม่เหมาะสมกับวัย หรือความสูงไม่เพิ่มขึ้น ให้ทบทวนยาฉีดอินซูลิน ผลการควบคุมน้ำตาล ถ้าไม่เหมาะสมให้แก้ไขกรณีที่ผลการควบคุมน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ดี น้ำหนักที่ไม่เพิ่มตามวัยแสดงว่าอาหารที่จัดให้ผู้ป่วยมีปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการจำเป็นต้องเพิ่มให้เหมาะสมและปรับยาอินซูลินเพิ่มตาม

6) เป้าหมายหลัก คือ ให้ผู้ป่วยมีการ เจริญเติบโตที่มีน้ำหนัก และความสูง ใกล้ เคียงมาตรฐานเด็กปกติตามวัยให้มากที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท