
มีศีล...ก่อนจะสาย คำแนะนำของ อัจฉราวดี วงศ์สกล
ใครที่เคยคิดว่าศีล 5 เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ลองมาค้นหาคำตอบในหนังสือเล่มนี้ดู เพราะคุณอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้ถึงพลังของศีล 5 ก็เป็นได้.....
ใครที่เคยคิดว่าศีล 5 เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ลองมาค้นหาคำตอบในหนังสือเล่มนี้ดู เพราะคุณอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้ถึงพลังของศีล 5 ก็เป็นได้.....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
"หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือของคนใกล้วัด แต่เป็นหนังสือสำหรับคนไกลวัด เดินดินกินข้าวแกง กินข้าวห้าง คนที่คิดว่าธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไกลตัว เป็นหนังสือที่อยากจะปลุกคนให้ตื่น"
นั่นคือคำบอกเล่าของ อัจฉราวดี วงศ์สกล ถึงความตั้งใจของเธอในการเขียนหนังสือเล่มที่ 4 ในชีวิต ที่มีชื่อว่า "มีศีล...ก่อนจะสาย" ขึ้นมา เพราะเธอมีความคิดว่าปัญหาต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีที่มาจากการที่คนเราขาดศีล 5 ในชีวิตนั่นเอง
อัจฉราวดี บอกว่า ตัวเธอเองนั้นเริ่มเข้าวัดกับแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงการปลูกฝังของครอบครัว แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจธรรมะแบบจริงๆ จังๆ นั้นเริ่มมาจากเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เมื่อชีวิตของเธอเริ่มเกิดปัญหา
"ตอนนั้นเราเริ่มสงสัยในวิถีชีวิตของตัวเองว่าทำไมถึงมีมรสุมในชีวิตเยอะมาก เราไปทำอะไรไว้หรือเปล่า ต้องมีแรงผลักอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ เพราะในชีวิตมีหลายครั้งที่เหมือนจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่แล้วก็กลับต้องผิดหวัง มิหนำซ้ำยังถูกเหวี่ยงลงมาข้างล่างอีก ก็เลยเกิดเป็นคำถามว่าทำไม พอดีในช่วงนั้นมีเพื่อนชวนไปปฏิบัติธรรม เราก็เลยลองไปดูที่ จ.ปราจีนบุรี เป็นเวลา 10 วัน
และหลังจากการปฏิบัติธรรมชำระจิตในครั้งนั้น ก็ทำให้อัจฉราวดีกลับกลายเป็นคนใหม่ที่มองโลกใบเดิมเปลี่ยนไป เริ่มมีความสงบในจิตใจมากขึ้น จากที่เคยมีความทะเยอทะยาน อยากได้ อยากมี ก็เริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนที่ซ่อนอยู่ในชีวิต นอกจากนั้นก็ยังรู้จักคำว่าพอ และรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร
"คนมักจะเข้าใจธรรมะว่าเป็นเรื่องของคนที่อยู่ในวัด ต้องกวาดลานวัด หน้าตาไม่แต่ง จริงๆ ธรรมะเป็นหลักปฏิบัติของคนทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณควรที่จะมีหลักธรรมะที่สำคัญข้อแรก คือ มีศีล ถ้าเรายังอยู่ในสังคมแล้วต้องการทำงาน เป็นผู้บริหาร มีความฝัน ดิ้นรน แต่หนทางที่เราเดิน เดินแบบไม่มีธรรม อันนั้นจะเป็นอันตรายกับตัวเองและสังคม
เคยมีคนมาถามเหมือนกันนะว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมมากๆ เราก็ไม่มีความก้าวหน้าสิ เพราะทำให้เราไม่อยากทำงาน ไม่อยากได้ ไม่อยากมี แต่ดิฉันบอกว่า ไม่ใช่ ธรรมะไม่ได้หมายความว่าไม่อยากให้คนทำงาน ไม่อยากให้คนมีความอยาก ธรรมะไม่ได้หมายความว่านั่งหลับตา ทำสมาธิ การทำงานก็คือธรรมะนั่นแหละ การที่คุณเป็นพนักงาน และมีความฝันอยากจะเป็นผู้บริหาร คุณก็ทำได้ แต่ต้องอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง สิ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จนั้นคุณเดินไปเส้นไหนล่ะ เดินไปในเส้นขาวหรือดำ เส้นดำ ก็คือการเบียดเบียนคนอื่น แต่เส้นขาวคือความเพียรพยายาม คือการทำงานอย่างมีสติ"
อัจฉราวดีนั้นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังมาได้ประมาณ 8 ปี แต่เธอเพิ่งจะเริ่มนำธรรมะที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งการที่เธอยังคงอยู่ในแวดวงสังคม ออกงานสังคม ชอบความสวยงาม เมื่อลุกขึ้นมาเขียนหนังสือธรรมะนั้น เธอกลับคิดว่านี่แหละที่เป็นจุดแข็งที่ทำให้คนอ่านเห็นว่า ถึงแม้จะยังคงเวียนว่ายอยู่ในแสงสี ยังมีภาระก็สามารถเข้าถึงธรรมะ และมีศีลได้เช่นกัน
โดยเริ่มต้นการเขียนหนังสือจากการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง ใน "ล้า...แต่ไม่ล้ม" ต่อจากนั้นก็ตามมาด้วย "เรือธรรมลำสุดท้าย" เซ่งเป็นประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของตัวเธอเอง เพื่อต้องการให้คนเห็นว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่เป็นสำหรับคนที่ต้องการเดินไปในหนทางของการหลุดพ้น และหนังสือเล่มที่สามก็คือ "วัย...หัวใจบาง" ซึ่งเป็นหนังสือธรรมะสำหรับวัยรุ่น
จนมาถึงเล่มที่ 4 "มีศีล...ก่อนจะสาย" ซึ่งอัจฉราวดี บอกถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า "ที่นำเรื่องของศีล 5 มาเน้นเอาไว้ ก็เพราะว่าคนเราเวลามีความฝัน มีความทุกข์ ก็อยากจะเดินทางลัด ไปหาพระปลุกเสก ลงยันต์ ให้เราประสบความสำเร็จในทันที แต่เราไม่ได้หันมามองตัวเองเลยว่าวิถีการใช้ชีวิตของเราแต่ละวัน เราเป็นคนดีมีศีลหรือเปล่าเพราะถ้าเราไม่ได้อยู่ในศีล ในธรรม มันจะเป็นพลังมาตัดรอนชีวิตเรา ถ้าเรามีศีล จะเป็นพลังที่พาเราไปสู่ความสำเร็จ ศีลเป็นรากฐานของชีวิต ถ้าเราใช้ชีวิตโดยที่รากฐานของคุณไม่แข็งแรง ไม่ว่าคุณจะไปหายาเสริมอะไรก็ตาม ลงยันต์ ปลุกเสก คุณจะดีได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง
อยากให้กลับมามองกันใหม่ว่าศีลไม่ใช่เรื่องที่เอาไว้ท่องกันในโรงเรียนหรือเรื่องล้อเล่น ศีลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตเรา ถ้าละเลยไปพลังศีลจะกลับมาทำร้ายชีวิตเรา แต่ถ้าเรากลับมามีศีล พลังแห่งศีลจะเป็นพลังผลักให้ชีวิตเรามีความเจริญก้าวหน้า"
โดยเรื่องราวในหนังสือนั้นก็จะเป็นการนำเรื่องศีล 5 ที่อยู่รอบๆ ตัว รวมถึงศีล 5 ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเรานั้นมาบอกเล่รเอาไว้ในสไตล์ที่อ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ
"การถือศีล 5 จริงๆ เหมือนจะยากนะ สำหรับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมมักจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหากปฏิบัติธรรมแล้วจะรู้ว่าการทำผิดศีลยากมากเพราะเราจะต้องต่อสู้กับสำนึกความดีงามในจิตใจของเราเอง อยากจะพูด white lie ถึงแม้จะไม่ผิดศีลแต่เราก็รู้สึกผิด เพราะจะมีสติมาเตือนตัวเองตลอดว่าอย่าทำ พอศีลเรามั่นคงแม้กระทั่งไวต์ไลยังไม่อยากจะพูดเลย ทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราครอลคลุมอยู่ในศีลหมดเลย แต่เราคาดไม่ถึง เรื่องที่นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น"
ในอนาคตหนังสือเล่มนี้จะมีการนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ และอาจจะมีการนำไปตีพิมพ์ที่อเมริกาต่อไปด้วย โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายนั้น อัจฉราวดีบอกว่าจะนำไปรณรงค์ให้คนมีศีลและหันมารักษาศีลให้มากขึ้น
ทุกวันนี้นอกจากงานดีไซเนอร์ รวมทั้งบริหารงานที่เซนต์โทรเพร์ ไดมอนด์ และเขียนหนังสือแล้ว อัจฉราวดีก็ยังเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะในองค์กรต่างๆ รวมทั้งเป็นครูสอนธรรมะเชิงชีวิตที่โรงเรียนแห่งชีวิตของเธอเองอีกด้วย เพื่อสอนให้เด็กๆ มีหลักธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต รวมทั้งเน้นให้เด็กๆ เป็นผู้ที่มีศีลที่มั่นคงอีกด้วย
สุดท้าย อัจฉราวดี บอกว่า "อยากจะฝากหนังสือเล่มนี้ด้วยนะคะ หนังสือเล่มนี้จะให้แง่คิด หลักคิดใหม่ๆ ที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง และก็จะได้รู้ว่าศีลนั้นสำคัญอย่างไร และอยากจะเชิญชวนว่าใครที่เคยผิดศีลไปก็อย่าไปฟูมฟาย ให้กลับมาเป็นผู้มีศีล...ก่อนจะสายดีกว่าค่ะ"
ใครที่เคยคิดว่าศีล 5 เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ลองมาค้นหาคำตอบ และเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ในหนังสือเล่มนี้ดู เพราะคุณอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้ถึงพลังของศีล 5 ก็เป็นได้







