
รักหมดใจ...ถึง...ใจหมดรัก
เมื่อชีวิตแต่งงานเดินมาถึงทางตัน ใครหลายคนมักตั้งคำถามว่า “แล้วรักของเรามันหายไปไหน?” ซึ่งผู้กำกับ ดีเร็ก เซียนฟรังโก ก็ได้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ใน Blue Valentine
เมื่อชีวิตแต่งงานเดินมาถึงทางตัน ใครหลายคนมักตั้งคำถามว่า “แล้วรักของเรามันหายไปไหน?” ซึ่งผู้กำกับ ดีเร็ก เซียนฟรังโก ก็ได้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ใน Blue Valentine
โดย...กาญจนา
เมื่อชีวิตแต่งงานเดินมาถึงทางตัน ใครหลายคนมักตั้งคำถามว่า “แล้วรักของเรามันหายไปไหน?” ซึ่งผู้กำกับ ดีเร็ก เซียนฟรังโก ก็ได้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ใน Blue Valentine
มิเชล วิลเลียมส์ รับบทเป็น ซินดี้ ภรรยาสาวที่พบว่าตัวเองกำลังหมดความรู้สึกรักในตัว ดีน สามีของเธอ ซึ่งรับบทโดย ไรอัน กอสลิง โดยหนังเล่าถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่พยายามกอบกู้ความสัมพันธ์ทั้งหลายให้กลับคืนมาก่อนที่มันจะล่มสลายไป และตัดสลับกับช่วงเวลาในตอนวัยรุ่นที่ทั้งคู่พบและตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อซินดี้พบว่าเธอท้องกับอดีตแฟนหนุ่มของเธอก่อนที่จะมาคบกับดีน แต่สำหรับดีนแล้ว เขามั่นใจว่าซินดี้คือคนที่ใช่ และไม่ลังเลเลยที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ รวมถึงรับลูกในท้องของเธอเป็นลูกของเขาด้วย
ความรักในวันนั้นช่างสดใสและหอมหวาน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความรักกลับจืดจาง และโดยไม่ทันรู้ตัว ทั้งคู่ก็พบว่าชีวิตแต่งงานของตัวเองนั้นกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง ดีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะกอบกู้ความรักของทั้งคู่กลับคืนมา ด้วยการจองที่พักในโมเต็ลแห่งหนึ่ง เพื่อหวังใช้ค่ำคืนนั้นรำลึกถึงอดีตที่แสนหวาน...แต่เหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์เดินทางมาถึง...
หลายคนอยากดู Blue Valentine เพราะได้ยินกิตติศัพท์ของความแรงและฉาวในหนัง (ที่ทำเอาเกือบติดเรต NC17 ในอเมริกา แต่ตอนหลังลดเหลือเรต R แทน) แต่ฉากแรงๆ ทั้งหลายที่ใส่มาก็ดูมีเหตุมีผล ไม่ได้เหมือนจงใจยัดเยียดเพื่อการ “ขาย” ตัวหนัง ถ้าใครได้ดูหนังแล้วต้องบอกว่าการแสดงของ มิเชล วิลเลียมส์ และไรอัน กอสลิง นั้นดูสมจริงสมจังมาก และเล่นเข้าขารับส่งบทกันได้เป็นอย่างดี เพราะนักแสดงทั้งสองคนทุ่มเทกับบทแบบสุดตัว และผู้กำกับเองก็เก่งที่สามารถดึงเอาอารมณ์ของทั้งคู่ออกมาใช้ประโยชน์ได้สุดๆ ไรอันเคยบอกว่า เขาและมิเชลถึงกับโดนผู้กำกับสั่งให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริงๆ ก่อนถ่าย ด้วยเหตุผลว่า “คุณจะรู้สึกถึงการได้รักใครหมดใจ และหมดรักใครได้ยังไง ถ้าหากคุณไม่ได้รู้จักทุกอย่างที่เป็นตัวเขาจริงๆ” ซึ่งตัวมิเชลก็บอกว่า ในฉากพีกช่วงสุดท้ายของหนังนั้น ผู้กำกับพยายามกดดันคนทั้งคู่ให้เกินจุดที่อดทนไหว มันจึงกลายเป็นฉากระเบิดอารมณ์ใส่กันอย่างรุนแรง เป็นฉากที่บีบคั้นและสาดอารมณ์ที่สมจริงอย่างที่สุด แต่กลับทำให้เรารู้สึกคลายความอึดอัดจากความกดดันมาทั้งเรื่อง
นี่คือหนังที่แสดงให้เห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของคน 2 คนแบบจริงและตรงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง บางครั้งเราไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า ทำไมเราถึงรักกันน้อยลง หรือเราหมดความรู้สึกรักอีกฝ่ายไปตอนไหน มันอาจไม่ใช่ว่าเรารักไม่เท่ากัน แต่เรามองความรักและชีวิตกันไปในคนละทิศทาง ในขณะที่ดีนคิดว่าเขาพบกับรักแท้ และพร้อมจะทุ่มเททั้งหมดให้กับคนที่รัก จนยอมที่จะโดนกลืนกินตัวตนและความฝันไป ซินดี้กลับมองเห็นชีวิตที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ เพื่อเติบโต ดีนอาจรู้สึกว่าตัวเองก้าวไม่ทันซินดี้ และกลัวว่าสักวันเธอจะทิ้งเขาไป จนกลายเป็นความคาดหวังและเรียกร้องเอาจากเธอ ตัวซินดี้เองก็ใช่ว่าจะหมดรักดีน แต่เมื่อถูกกดดันเอามากๆ และเหมือนเธอทำอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่าง เมื่อนั้นเองที่ทั้งสองก็เริ่มกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันและกัน
ฉากหนึ่งในหนังที่ชอบมาก ก็คือฉากตอนที่ทั้งคู่จีบกันตอนวัยรุ่น และดีนร้องเพลง “You always hurt the one you love” ให้ซินดี้ฟัง ซึ่งคงเป็นบทสรุปที่ดีของหนัง ว่าเรามักจะทำร้ายคนที่เรารัก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ยิ่งใกล้ชิดสนิทสนมกัน เราก็คิดว่าเรามีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน เพราะคิดแต่ว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเรารัก แต่เราลืมไปว่า ถ้าเติมแต่สิ่งลบๆ เข้าไป แม้จะรักกันแค่ไหน มันก็อาจจะหมดอายุได้เหมือนกัน ...
ดู Blue Valentine จบแล้ว อาจทำให้เราได้หันกลับมามองตัวเองบ้างว่า เรากำลังทำร้ายคนที่เรารัก (ด้วยความรัก) อยู่หรือเปล่า...







