posttoday
'สุริศร วัฒนอุดมศิลป์ ' เล่าเรื่องรักของ เพศที่สาม

'สุริศร วัฒนอุดมศิลป์ ' เล่าเรื่องรักของ เพศที่สาม

26 มกราคม 2553

นักเขียนหน้าใหม่ “สุริศร วัฒนอุดมศิลป์” กับเรื่องที่มีชื่อว่า “สุดปลายสะพาน” นวนิยายที่ได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2549....

นักเขียนหน้าใหม่ “สุริศร วัฒนอุดมศิลป์” กับเรื่องที่มีชื่อว่า “สุดปลายสะพาน” นวนิยายที่ได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2549....

โดย...พับพ์กิ้น_พาย

เรื่องติดลบเกี่ยวกับเส้นทางรักของเพศที่สาม อาจจะปรากฏออกมาสู่สังคมอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเพศที่สามอีกเป็นจำนวนมากที่ยึดมั่นในความรักของตัวเองอย่าลึกซึ้ง เช่นคู่ของปรเมษฐ์และเน ตัวเอกในนวนิยายผลงานเล่มแรกในชีวิตของนักเขียนหน้าใหม่ “สุริศร วัฒนอุดมศิลป์” กับเรื่องที่มีชื่อว่า “สุดปลายสะพาน” นวนิยายที่ได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2549

สุริศร เล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มต้นกับงานเขียนครั้งแรกในชีวิตในปี 2544 จากการลงเรียนในวิชา “การเขียนเรื่องสั้นเบื้องต้น” กับอาจารย์สุพรรณ ทองคล้อย หรือ แรคำ ประโดยคำ สมัยยังเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า “สะพานขาว” โดยมีความยาวเพียง 34 หน้า A4 เท่านั้น

จากการเขียนส่งอาจารย์ในครั้งนั้นทำให้เขาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองมีทักษะในการเขียน และคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ เนื่องจากในครั้งนั้นเขาได้รับคำชมมากมายจากอาจารย์ และนอกจากนั้นเขาก็ยังเป็นคนที่ชอบเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต และเคยแต่งเพลงละครเวทีมาก่อนด้วย

'สุริศร วัฒนอุดมศิลป์ ' เล่าเรื่องรักของ เพศที่สาม สุริศร

“ตอนนั้นเรื่องสะพานขาวที่เขียนส่งอาจารย์เหมือนเป็นการทำงานส่งเพื่อเป็นตัวจบแทนการสอบปกติ ซึ่งพออาจารย์ได้อ่านก็ชมเรา และก็เอาไปให้เพื่อนในห้องพักอาจารย์อ่านกัน โดยพล็อตเรื่องที่เกิดขึ้นมาในตอนนั้นก็มาจากอ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณนั้นจะมีสะพานเล็กๆ อยู่สะพานหนึ่ง ยื่นออกไปในอ่างแก้ว และผมกับพวกเพื่อนๆ ก็มักจะมานั่งเล่นที่นั่นกันเป็นประจำ ผมก็มองว่าตรงนั้นมันสงบ เงียบดี ถ้ามีคนสองคนมาดีดกีตาร์เล่นจะเป็นยังไงนะ ผมก็เลยเอาภาพตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียน ก็เลยคิดพล็อตจากตรงนั้นเอง และก็ต้องมาคิดต่อว่าจะทำยังไง จะสื่ออะไร อยากให้จบยังไง และก็ต้องหาองค์ประกอบต่างๆ เข้ามาเพื่อที่จะทำยังไงจะให้ถึงจุดจบที่วางเอาไว้ให้ได้ โดยที่คนอ่านต้องเชื่อตาม”

และหลังจากสุริศรเรียนจบก็มีโอกาสได้ทำงานที่กันตนา และได้เรียนวิชาการเขียนบทภาพยนตร์กับ ครูหญิง-รสิกา สวนสม อาจารย์สอนวิชาการเขียนบทภาพยนตร์ ทำให้พบกับทักษะการเขียนที่ แท้จริง และนั่นก็เป็นจุดที่เขาคิดจะเขียนหนังสืออีกครั้ง เพื่อที่จะได้นำทักษะที่เรียนมาประยุกต์เข้ากับหนังสือของเขา สุริศรได้เอาพล็อตเรื่องเก่าที่เขียนส่งอาจารย์สมัยเรียนมาต่อยอดปรับปรุงจนสมบูรณ์ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี และได้มีการนำวิธีการเล่าเรื่องแบบหนังมาใช้กับการเขียนหนังสือด้วย

“ผมว่าเรื่องเก่าที่ผมเขียนส่งอาจารย์มันดี ผมก็เลยอยากเอามาเขียนอีกครั้ง ซึ่งก็ใช้เวลาคิดพล็อตปีกว่า และใช้เวลาเขียนอีกประมาณ 1 ปี หนังสือของผมใครที่ได้อ่านจะบอกว่าเหมือนกับดูหนัง เพราะผมจะมีการใช้ภาพบรรยายบรรยากาศหรือฉากแทนบรรยายด้วยตัวหนังสือ มีการตัดสลับฉากไปมาเหมือนหนัง แต่ก็ยากเหมือนกันสำหรับนวนิยายโรแมนติก-ดรามาอย่างเรื่องนี้ เพราะถ้าเขียนได้ไม่ดีคนอ่านก็จะอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้สึกคล้อยตามอารมณ์ของเรื่อง”

หนังสือเล่มนี้ สุริศร ตั้งชื่อว่า “สะพานที่ไม่อาจข้าม” และเมื่องานเขียนออกมาสมบูรณ์แล้ว สุริศรก็ตัดสินใจส่งผลงาน เข้าสู่สนามประกวด เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเอง มีทักษะทางด้านการเขียนจริงหรือไม่ โดยส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด และในที่สุดก็ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายของประเภทนวนิยายในปี 2549 และได้ตีพิมพ์หนังสืออกมาภายใต้สำนักพิมพ์อรุณ ในชื่อใหม่ว่า “สุดปลายสะพาน”

'สุริศร วัฒนอุดมศิลป์ ' เล่าเรื่องรักของ เพศที่สาม

“ผมคิดว่าการประกวดไม่ว่าจะได้รางวัลหรือไม่ได้ก็ตามจะทำให้เราได้รู้ตัวเองว่ามีทักษะ เราไม่มีทางรู้ว่าเรามีความสามารถทางด้านไหน หรือเรื่องอะไรถ้าไม่ได้ลงมือทำ แต่สำหรับผมรู้ว่าเราทำได้ และการเขียนก็เหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองเหมือนกันว่าจะเดินทางนี้ได้ไหม ซึ่งพอสำเร็จออกมาก็ดีใจและภูมิใจ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราได้ทำอะไรที่เราถนัด และลงลึกไปในความถนัดของเรามากขึ้น เราก็จะไม่เป็นรองใคร เป็นการหาจุดเด่นไปในตัว”

และอย่างที่บอกเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า เรื่องราวของนวนิยายเล่มนี้เป็นเรื่องราวความรักของเพศที่สาม ซึ่งเหตุผลที่สุริศรเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้นั้นเขาบอกว่า หนึ่งก็คือ ในตลาดหนังสือยังไม่ค่อยมีเรื่องราวของกลุ่มคนเพศที่สามนี้สักเท่าไหร่ สอง คือ ในหลายๆ สื่อมักจะเสนอภาพออกมาให้เพศที่สามเป็นตัวตลก บ้าผู้ชาย วี้ดว้าย ซึ่งเป็นการสร้างภาพรวมว่าเพศที่สามต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะมีเพศที่สามหลายคนที่มีความรักจริง

เนื้อหาของนวนิยายเล่มนี้เป็นเรื่องราวความรักของหมอหนุ่มที่มีชื่อว่า ปรเมษฐ์ กับแฟนหนุ่มที่มีชื่อว่า เน ซึ่งปรเมษฐ์เป็นหมอที่เชื่อมาตลอดว่าการทำ “การุณยฆาต” หรือ Mercy Killing เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่พอต้องมาทำการุณยฆาตกับแฟนหนุ่มของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ตัดสินใจยาก โศกนาฏกรรมของความรักจึงเกิดขึ้น

และถึงแม้ว่าจะเป็นนวนิยายของเพศที่สาม แต่สุริศรก็บอกว่า ฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาส่วนมากมาจากผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงแทบทั้งนั้น ซึ่งแต่ละคนก็บอกว่าชื่นชอบผลงานของเขาเนื่องจากมีความโรแมนติก และถ่ายทอดออกมาได้ดี รวมทั้งมีปมที่บีบคั้นอารมณ์ของคนอ่าน เนื่องจากเป็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง

“คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าความรักของเพศที่สามมักจะไม่ค่อยสมหวัง แต่ผมมองในมุมที่ต่างออกไป บางคนบอกว่าเรื่องความรักของเพศที่สามไม่สมหวังต้องแยกทาง แต่เรามองว่าไม่เกี่ยวกับเพศที่สามนะ ผู้ชายกับผู้หญิงก็มีหลายคู่ที่เลิกรักกันแล้วแต่ต้องทนอยู่ด้วยกันเพื่อสังคม หน้าตา ลูก แต่ถ้าถามว่ารักกันไหม ไม่รักแล้ว แต่สำหรับเพศที่สามไม่มีอะไรผูกมัดกันมากกว่า เวลาไม่รักกันแล้วก็จากกันได้ไม่ยาก และผมมองว่าเป็นการให้โอกาสซึ่งกันและกันมากกว่าด้วย”

นอกจากผลงานเล่มนี้แล้ว ในตอนนี้เขาก็กำลังอยู่ระหว่างการวางพล็อตเรื่องใหม่ ซึ่งเขาบอกว่าจะใช้ตัวละครเซตเดิม เพียงแต่ว่าเนื้อเรื่องนั้นจะไม่เกี่ยวกันเลย และหนังสือเล่มใหม่ก็จะไม่ใช่แนวโรแมนติก-ดรามาเหมือนอย่างเคย แต่อาจจะออกแนวน่ากลัวนิดๆ ด้วยซ้ำไป

และสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่อยากจะสร้างสรรค์งานเขียนของตัวเองขึ้นมาบ้าง สุริศรให้ข้อแนะนำเอาไว้ว่า “อันดับแรก ต้องคิดว่าเราอยากจะเล่าอะไรมากกว่า แล้วก็คิดพล็อตออกมา ซึ่งพล็อตก็เหมือนโครงบ้านที่อาจจะเหมือนๆ กัน เช่น พล็อตเป็นเรื่องชิงรักหักสวาท ใครๆ ก็อาจจะเขียนกัน เพียงแต่เราจะเอาอะไรมาเป็นปมในเรื่องล่ะ ก็เหมือนโครงบ้านที่มีทั่วๆ ไป แต่เราจะต่อเติมยัง จะทาสีอะไรล่ะ ให้แตกต่างจากคนอื่น ก็ต้องสร้างคาแรกเตอร์ให้ชัด สร้างปมปัญหาให้ชัด และปัญหาความขัดแย้งก็ต้องฟังขึ้น และมีความสมเหตุสมผลในเรื่อง ต้องดูน่าเชื่อถือว่าถ้าเป็นเราเราจะทำอย่างไร จะทำให้คนอ่านอินได้ง่ายกว่า ถ้าคนอ่านคิดเหมือนกันว่าถ้าเป็นเขา เขาก็จะทำแบบนี้ นั่นแหละสำเร็จแล้ว”

จากความคิดและคำพูดของ สุริศร ได้ตอกย้ำว่า ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือหน้าเก่า งานเขียนจะออกมาในแนวทางไหน จะเป็นเรื่องราวของเพศที่ 1 2 หรือ 3 ก็ตาม ถ้าหากทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มีความสามารถทางด้านไหน รวมทั้งพยายามหาแนวทาง และหาลายเซ็นของตัวเองจนเจอ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท