
ระหว่างเส้นทางรัก ฝันที่เป็นจริงของ ซี. ภัทระ
“ระหว่างเส้นทางรัก” เรื่องราวความรักที่งอกงามขึ้นในหัวใจของหนุ่มสาว 3 คู่ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของเมืองนูมาสึ ในแดนอาทิตย์อุทัย....
“ระหว่างเส้นทางรัก” เรื่องราวความรักที่งอกงามขึ้นในหัวใจของหนุ่มสาว 3 คู่ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของเมืองนูมาสึ ในแดนอาทิตย์อุทัย....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
การมีงานเขียนเป็นของตัวเองอย่างน้อยสักหนึ่งเล่ม ดูจะเป็นความฝันของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ความฝันของใครหลายคนอาจจะไปไม่ถึงไหน นั่นเป็นเพราะมีความพยายามไม่พอ หรือไฟในตัวหมดเสียก่อนที่จะเริ่มต้นลงมือเขียน
แต่ก็มีหลายคนที่พยายามสานฝันของตัวเองจนประสบความสำเร็จ และมีหนังสือของตัวเองออกมาอวดโฉมบนแผงหนังสือ หนึ่งในนั้นก็รวมถึง “ ศุภางค์ รุจนเวชช์ ” เจ้าของนามปากกา “ ซี. ภัทระ ” เจ้าของหนังสือที่มีชื่อว่า “ระหว่างเส้นทางรัก” (The Journey Of Loves) เรื่องราวความรักที่งอกงามขึ้นในหัวใจของหนุ่มสาว 3 คู่ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของเมืองนูมาสึ ในแดนอาทิตย์อุทัย
ปัจจุบัน ศุภางค์ มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอกชน แต่ด้วยความรักในการอ่านและการเขียนเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้ใช้เวลาว่างจากงานประจำมาทำอาชีพเสริมเกี่ยวกับการแปลหนังสือ โดยเริ่มต้นตั้งแต่หนังสือแนววิชาการประเภท How To ต่างๆ รวมไปจนกระทั่งหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนก็ทำมาแล้ว
“ปกติเราก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว อ่านได้ทุกประเภท แต่เราเรียนจบมาทางด้านไอที พอรับงานแปลหนังสือ เขาก็เลยจะให้เราทำงานแปลตรงนั้นก่อน เพราะคิดว่าเราถนัด แต่พอทำๆ ไปเราก็ของานใหม่ๆ เขามาแปล ก็เลยได้แปลงานที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ และพอเขาเห็นเราแปลได้ เขาก็ขยับให้เราเริ่มทำอะไรที่มันไม่ใช่วิชาการบ้าง ก็สนุกดี อย่างเรื่องสืบสวนสอบสวนที่มีโอกาสได้ลองแปลก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน”
หลังจากแปลหนังสือหลายเล่ม ศุภางค์ จึงเริ่มรู้สึกว่าอยากจะเริ่มงานเขียนของตัวเองเสียที จนเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ
“เวลาที่เราแปลหนังสือ มันก็จะมีกรอบของหนังสือเล่มต่างๆ อยู่ ก็อยากจะทำอะไรที่ออกไปจากกรอบบ้าง และพอแปลหนังสือมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มที่จะรู้แล้วว่าเราถนัดแนวไหน อยากจะเขียนหนังสือแนวไหน เรารู้สึกว่านิยายสำหรับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้จะค่อนข้างโป๊ ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าอยากจะเขียนอะไรที่ใสๆ เป็นนิยายรักที่ไม่ต้องหวือหวาอะไรมาก และการนำเสนอนอกเหนือไปจากความโรแมนติกและความรักก็คือ อยากสอดแทรกข้อคิดลงไปว่า อยากจะให้คนอ่านหาตัวเองให้เจอว่าอยากจะทำอะไร เพราะเราจะทำได้ดี ซึ่งเรื่องราวส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเองด้วย เพราะเราเรียนสายวิทย์มาตลอด แต่อยากจะเขียนหนังสือ และเพิ่งมาค้นพบตัวเองก็เมื่อผ่านไปครึ่งชีวิตแล้ว”
จากนั้น ศุภางค์ จึงได้บอกเล่าให้เจ้านายได้รับรู้ฝันเล็กๆ ของเธอเรื่องการเขียนหนังสือ ไม่นานเธอจึงได้รับของขวัญจากเจ้านายเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า “The Marshall Plan for Novel Writing” เขียนโดย Evan Marshall ซึ่งนับเป็นตำราหัดเขียนนวนิยายเล่มแรกในชีวิตของเธอก็ว่าได้ ในหนังสือเล่มนั้นบอกหมดทุกอย่างเกี่ยวกับการเขียนนิยายว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร
เมื่อได้ตำราการเขียนหนังสือมาแล้ว ศุภางค์ บอกว่า เธอก็ลงมือเขียนหนังสือของเธอทันที
“พอได้หนังสือมา เราก็อ่านไปเขียนไปเลยนะ เพราะเราใจร้อน (หัวเราะ) ถ้าอ่านจบแล้วค่อยเขียน เดี๋ยวไฟหมด เรากลัวว่าจะเขียนไม่จบ และเรามีงานประจำที่มาแย่งเวลาไป กลัวว่าจะเขียนไม่จบ คิดว่าครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี ก็เลยลงมือทำเลย และหนังสือเล่มนี้ช่วยเราได้เยอะมากๆ เพราะในหนังสือเขาจะค่อยๆ สอนเราว่าตัวละครเป็นอย่างไร พล็อตควรจะวาง อย่างไร เราจะต้องวางพล็อตเอาไว้เป็นตอนๆ เขาจะเรียกว่า พล็อตการ์ด เพื่อเขียนเรื่องย่อเอาไว้ เราจะได้ไม่หลุดจากพล็อตของเรา เพราะมีบ้างที่เขียนๆ ไปตัวละครก็จะพาเราไปที่อื่น เราก็จะกลับมาดูว่าพล็อตเราเป็นแบบนี้ เราไม่ควรจะฉีกแนวนะ ก็เหมือนมีไกด์ให้เรา และเขาจะอธิบายให้เราเรื่อยๆ ว่า เราจะต้องมีปัญหา มีความกดดันให้กับตัวละคร และตอนสุดท้ายเขาก็จะบอกว่า เราจะต้องแก้ไขปัญหาให้กับตัวละครนะ และจุดพีกจะอยู่ตอนท้ายๆ นะ
เราทำตามคำแนะนำของเขาเกือบทั้งหมด เพราะเราก็เป็นประเภทวิชาการจัด (หัวเราะ) เราก็อ่านตามเขาทุกบท พอบทนี้เขาบอกให้ทำแบบนี้ เราก็ทำตาม โดยพล็อตเรื่องที่เราวางเอาไว้ก็คือ เรื่องจะต้องไม่สลับซับซ้อนมาก ประการที่หนึ่ง เพราะเราไม่เคยเขียนมาก่อน ประการที่สอง เราอยากให้เป็นนิยายรัก เพราะเราชอบเขียนอะไรที่กุ๊กกิ๊กหน่อยๆ และตั้งใจเอาไว้ว่างานเขียนของเราจะต้องไม่มีตัวอิจฉา อยากให้ตัวละครแต่ละตัวมีปัญหาเป็นของตัวเอง และเขาก็แก้ไขปัญหาของเขาเอง”
เรื่องของตัวละครต่างๆ ทั้ง 3 คู่ 6 คน ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น ป่าน สาวสวยหน้าหวานที่ชอบแต่งตัวเหมือน ผู้ชาย เนื่องจากผิดหวังจากความรักเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แดน คนเรียนเก่งที่ล้มเหลวเรื่องงาน จนมีอาการทางจิต ไม่พูดไม่จากับใคร บอย หนุ่มลูกครึ่งไทย–ญี่ปุ่น หน้าตาดี มีชาติตระกูล เจ้าของร้านน้ำชา Tea Rose มิวะ หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่น ผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นแซ็กโซโฟน อารมณ์แปรปรวนในแบบฉบับของศิลปิน แอบปิ๊งสาวฮิคารุ ซึ่งเป็นสาวมั่นชาวญี่ปุ่น ที่รักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ใฝ่ฝันว่าจะต้องเป็นนักร้องให้ได้ และคิดว่าตัวเองเหมือนยูทาดะ ฮิคารุ (นักร้องดังชาวญี่ปุ่น) และ เรอิ สาวลูกครึ่งไทย–ญี่ปุ่น ผู้มีภูมิหลังน่าสงสาร และเป็นคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนยากที่ใครจะคาดเดา
ตัวละครทั้งหมด ศุภางค์ สร้างขึ้นจากคนใกล้ชิด และส่วนหนึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล่าศิลปินในบ้าน AF นั่นเอง แต่จะเป็นใครกันบ้าง ศุภางค์ บอกว่าต้องไปเดากันเอาเอง
สำหรับฉากเบื้องหลังความโรแมนติกของเรื่องนั้น ศุภางค์ เลือกหยิบเอาเมืองเล็กๆ แต่อบอุ่นน่ารักอย่างเมืองนูมาสึ มาเป็นฉากในนิยายโรแมนติกเล่มแรกของเธอ
“เมืองนูมาสึ เป็นเมืองที่เคยไป และรู้สึกประทับใจทั้งในตัวของคน และเมือง เพราะว่าเมืองเขาอยู่ใกล้โตเกียวมากเกินไปจนคนมองข้าม แต่เมืองนี้ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง เพราะมีทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม และไร่ชาผสมผสานกันอยู่ในตัวเอง เป็นเมืองน่ารัก คนไม่เยอะมาก ก็เลยคิดว่าเป็นเมืองที่น่าสนใจ และอยากถ่ายทอดเมืองนี้ออกไปให้คนได้รู้จัก เพราะถ้าพูดถึงโตเกียว คนก็พูดถึงเยอะแยะแล้วด้วย ส่วนฉากร้านอาหารต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา มันก็เป็นร้านที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา หรือเป็นร้านที่เคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ สมัยไปเรียนต่างประเทศ เราก็เลยหยิบเอาภาพตรงนั้นมาใส่ในเรื่องของเรา เพราะสำหรับการเขียนครั้งแรก ถ้าเราไม่เอาเรื่องราวใกล้ตัวมาใส่ก็อาจจะเขียนยาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาเรื่องราวใกล้ตัวมาเขียน (หัวเราะ)”
หนังสือเล่มแรกของ ศุภางค์ สำเร็จออกมาได้โดยผ่านการติชม วิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านกิตติมศักดิ์ ซึ่งก็คือเพื่อนๆ หลากหลายวัยของผู้เขียน พอเนื้อเรื่องเสร็จแล้ว กว่าจะได้พิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มอย่างที่เห็นนั้น ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย แต่สุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็ได้ตีพิมพ์ และออกไปอวดโฉมอยู่บนแผงเหมือนเล่มอื่นๆ จนได้
ตอนนี้ ศุภางค์ กำลังเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ แต่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักโรแมนติกอีกนั่นแหละ เพราะเธอบอกว่าถนัดที่สุด
สำหรับคนที่มีฝัน และอยากจะลงมือทำตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริงเสียที ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์กับการเริ่มต้นลงมือเขียนมาก่อน ศุภางค์ แนะนำว่า “สำหรับตัวเองเคยมีโอกาสได้ไปอบรมในโครงการชื่อ “เขียนเป็นเล่ม” ซึ่งตอนนั้นมีนักเขียนเก่งๆ มาคุยให้เราฟัง ซึ่งทุกคนจะพูดเหมือนกันหมดว่า ถ้าอยากจะเป็นนักเขียนก็ต้องเริ่มจากอ่านๆ เขียนๆ อย่าหยุดเขียน ถ้าเรามีไฟก็เขียนเลย อย่าหยุดเขียน ห้ามรอ อันนี้น่าจะสำคัญที่สุด เพราะถ้าเราไม่เริ่มก็จะไม่มีบรรทัดที่หนึ่ง หน้าที่หนึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นเล่ม และต้องไม่กลัวคำวิจารณ์ พยายามให้คนอื่นอ่าน ถ้าเขาวิจารณ์ว่าไม่ดีก็ต้องฟัง อย่าเสียใจ อย่าหมดกำลังใจ เพราะเขาบอกว่า งานเขียนเป็นงานที่โดดเดี่ยว เพราะเราเขียนคนเดียว แต่เวลาที่งานออกไปสู่คนอื่น คนอ่านเยอะแยะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะแยะ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะชอบทุกคน เราก็ต้องยอมรับให้ได้เท่านั้นเอง”
เพราะความฝันใดก็ไม่สำคัญถ้าไม่ ลงมือทำ เช่นที่เธอคนนี้ได้ค้นพบแล้วว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร และรักอะไร แม้ว่าจะช้าไปหน่อยก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองค้นพบแล้วว่ามีความสุข นั่นก็น่าจะพอแล้ว







