
นิทานของ ความโลภและความพอเพียง
วิจิตร คือ ศิลปินที่ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะมากว่า 20 ปี ซึ่งผลงานของเขามี ด้วยกันหลายรูปแบบ....
วิจิตร คือ ศิลปินที่ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะมากว่า 20 ปี ซึ่งผลงานของเขามี ด้วยกันหลายรูปแบบ....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
"กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เกิดเรื่องราวอัศจรรย์ขึ้นกับเด็กชายคนหนึ่ง และผู้คนในหมู่บ้านที่ไม่เคยมีชื่อ ชาวบ้านที่ยึดมั่นในความดี ความงาม และความจริงใจมาโดยตลอด แต่แล้ววันหนึ่งต้องมีอันเป็นไป เนื่องจากความโลภ.."
นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (และคนที่เคยเด็ก) เรื่อง “เด็กชายกับใบโพธิ์” ผลงานของ วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือแนะนำให้อ่านโดยกระทรวงวัฒนธรรม
วิจิตร คือ ศิลปินที่ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะมากว่า 20 ปี ซึ่งผลงานของเขามี ด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้งศิลปะภาพพิมพ์ ประติมากรรม ผลงานสื่อผสม และผลงานสื่อผสมสาธารณะ ซึ่งถือเป็นแนวทางสร้างสรรค์ผลงานของเขาในปัจจุบัน
และถ้าพูดถึงผลงานของเขาที่หลายๆ คนคงจะจดจำได้ดี นั่นก็คือ “ต้นโพธิ์แห่งความจงรักภักดี” ในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ที่ จ.เชียงใหม่ รวมไปถึง “ต้นโพธิ์ใต้ร่มพระบารมี” ในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่เมืองทองธานี และ “ต้นโพธิ์ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2549 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นอกจากงานศิลปะแล้ว วิจิตรก็ยังมีความสนใจในงานหนังสือ ทั้งการผลิตนิตยสารศิลปะอาร์ตเรกคอร์ดและนิตยสารด้านการออกแบบและสร้างสรรค์บายแฮนด์ รวมไปจนถึงหนังสือ ชีวิต และจิตวิญญาณ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, เรื่องอันเนื่องมาจากความคิดถึงควาย, เรื่องต้องรู้ของประติมากรรม และประติมากรไทย และล่าสุด กับผลงานนิทานเล่มแรกในชีวิตกับเรื่อง “เด็กชายกับใบโพธิ์” เล่มนี้
วิจิตร บอกถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า “แรงบันดาลใจในการเขียน นิทาน ก็คงมาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการที่ผมทำสื่อสาธารณะเกี่ยวกับต้นโพธิ์มาหลายต้น ไม่ว่าจะเป็นที่นำไปแสดงไว้ที่งานราชพฤกษ์ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็ตาม และก็ได้เห็นประชาชนคนไทยที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความกระตือรือร้นที่จะแสดงออกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคนไทย ที่อยากจะถวายพระพรแก่ในหลวง ซึ่งบางคนก็ทำให้ผม ซาบซึ้งมากเสียจนผมรู้สึกว่าอยากที่จะเขียนเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่งเพื่อระบายความรู้สึก เพื่อแสดงแรงบันดาลใจในการที่ได้เห็นผู้คนรู้สึกดีกับกิจกรรมที่ผมดูแลอยู่ ก็เลยเกิดเป็นนิทานเล่มนี้ขึ้นมา และที่เลือกเขียนเป็นนิทาน ก็เพราะว่าไม่อยากให้เป็นเรื่องจริง”
วิจิตรใช้เวลาในการเขียนรวดเดียวก็เสร็จภายในระยะเวลา 7 วัน “ช่วงนั้นที่ผมเขียนเป็นช่วงที่ทางการประกาศว่าเป็น 7 วันอันตราย ไปไหนให้ระมัดระวัง ผมก็เลยไม่ไปไหน (หัวเราะ) และใช้เวลานั้นเขียนนิทานเรื่องนี้จนเสร็จรวดเดียวเลย”
นิทานเล่มนี้ วิจิตร บอกว่า ไม่ได้มีอิทธิพลของนิทานเรื่องอื่นๆ เข้ามาผสมปนเปเลย เพราะเขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาจากจินตนาการส่วนตัว และด้วยความที่เขาไม่ใช่นักเขียน และไม่เคยเขียนนิทานมาก่อนในชีวิต จึงต้องใช้ความถนัดจากวิชาชีพของตัวเองจากงานศิลปะด้วยการวางแผน วางโครงเรื่องจากการสเกตช์รูปประกอบขึ้นมาก่อน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เขาคิด และหลังจากนั้นเขาจึงค่อยลงมือแต่งแต้มตัวอักษร และอรรถาธิบายภาพที่เขาวาดขึ้นมาจนกลายเป็นนิทานเรื่องนี้
“ซึ่งก็แปลกดีที่ผมค้นคิดวิธีการเขียนหนังสือแบบนี้ขึ้นมา เพราะการเขียนหนังสือสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมาโดยตรง ผมว่ามันยากมากเลยนะ เขียนผิดเขียนถูก เขียนไม่ เข้าใจ สับสน ไม่มีแง่มุม แต่พอผมเขียนด้วยวิธีการวาดภาพก่อน สเกตช์ภาพก่อน เหมือนเราวางแผนด้วยจินตนาการก่อนในแบบฉบับที่เราถนัด ซึ่งช่วยได้มาก หลังจากนั้นค่อยลงมือเขียน เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าจะเขียนอะไร ผมก็ต้องวาดภาพก่อน นี่ไม่ค่อยบอกใครนะครับว่าใช้วิธีเขียนแบบนี้ (หัวเราะ) แต่ก็คิดว่าน่าจะเผยแพร่ให้กับนักเขียนที่ไม่มั่นใจ หรือไม่รู้วิธีการเขียนว่าเราวาดภาพก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาก็ได้ อย่างการเขียนหนังสือนี่ ก็เป็นความฝันของผมอย่างหนึ่ง แต่ก็เขียนไม่เป็น อย่างเคย จะเขียนประวัติของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียนไปเขียนมาก็ไม่เสร็จ ต้องหยุด เพราะไม่ใช่มืออาชีพ แต่พอใช้วิธีการสเกตช์ภาพก่อนนี่ก็ช่วยได้เยอะ”
หนังสือเล่มที่วิจิตรเคยนำเอาไปให้ นักเขียนหลายคนดู ซึ่งถ้าเป็นนักเขียนสายนิทาน เขาก็มักจะบอกว่าแปลกดี เพราะภาษาแบบในหนังสือเล่มนี้คนเขียนนิทานเขาก็ไม่ใช้กัน หรือถ้าไปถามนักเขียนสายวรรณกรรมเยาวชน หลายคนก็บอกว่า อาจจะทำให้เด็กๆ งงได้ เพราะบางเรื่องเขาคิดในแบบผู้ใหญ่ แต่เขาก็ได้เขียนบอกเอาไว้ในหน้าปกหนังสือแล้วว่าเป็นหนังสือสำหรับเด็ก และคนที่เคยเด็ก
โดยเนื้อเรื่องบางส่วนในเล่มนี้ วิจิตรก็บอกว่า มีการนำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ มาเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังสือของเขาเช่นกัน “เนื้อเรื่องในเล่มนี้ผมก็มีการนำเอา เหตุการณ์จริงมาเชื่อมโยง ประกอบเข้าไปในฉาก ยกตัวอย่าง หมู่บ้านในเรื่องผมก็ได้มาจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เคยพูดถึงหมู่บ้านแถวชายทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านนี้ไม่มีทางออกมาก่อน และในหลวงท่านทรงให้ทหารตัดถนนเข้าไปในหมู่บ้านนี้ เพราะห่วงเรื่องสาธารณสุขของชาวบ้าน และในหลวง ก็ทรงรับสั่งกับชาวบ้านว่าอย่าขายที่นะ เพราะทะเลสวยงาม ซึ่งชาวบ้านก็บอกว่าไม่ขายหรอก เพราะเป็นที่ของในหลวง ชาวบ้านก็ ไม่ขายที่กัน ซึ่งก็ต้องขอบคุณเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ที่ทำให้ผมได้หยิบยกมาใส่เอาไว้ในนิทานได้ด้วย
“ในนิทานเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของ หมู่บ้านที่มีแต่คนดีอาศัยอยู่ มีความอุดมสมบูรณ์ของดิน ป่า และน้ำ ทำให้ข้าว พืชผัก ผลไม้เจริญงอกงามดี ชาวบ้านจึงมีกินมีใช้ตลอดปี เมื่อเจ็บป่วยก็อาศัยสมุนไพรในป่ามาช่วยรักษา ชาวบ้านพึ่งพิงอาศัยกัน แต่วันหนึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนเป็นคนโลภ เพราะอยากได้ในทรัพย์สิน อยากได้เงินเกินตัว ทำให้ไม่สามารถรักษาความดีเอาไว้ได้เหมือนเดิม แต่ในขณะที่ครอบครัวของเด็กชายก้องกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และสุดท้ายก็ได้รับผลดีจากการกระทำนั้น โดยใช้ใบโพธิ์เป็นสื่อกลางระหว่างความโลภและความพอเพียง”
เด็กชายกับใบโพธิ์ไม่ใช่อยู่แต่ในรูปของหนังสือนิทานเท่านั้น “แต่ยังมีหนึ่งเพลงที่มี นักดนตรีแต่งให้ สองมีแผนที่จะทำหนังสั้น รวมทั้งสาม อยากจะทำหนังใหญ่ แต่ต้องหานายทุนมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย อันที่สี่ก็คือ ซีดี เล่านิทาน ซึ่งก็มีคนอาสาจะทำให้ ใช้สำหรับ แจกจ่ายเด็ก และคนตาบอด อันที่ห้าคือ การ์ตูน และหกคือ การเล่นคอนเสิร์ต ซึ่งตอนนี้มีผู้สนใจอยากทำ แต่ยังไม่มีออร์แกไนเซอร์มาช่วยทำเท่านั้น” วิจิตร เล่า
ในอนาคตวิจิตรบอกว่า มีคนอยากให้เขียนนิทานเกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กหญิงบ้าง (แต่ “กับ” อะไร ยังไม่รู้) ซึ่งเขาก็กล่าวติดตลกว่า เป็นไปได้ว่า 7 วันอันตรายในปีหน้า อาจจะเป็นช่วงเวลาดีที่เขาใช้เขียนนิทานอีกเล่มหนึ่งขึ้นมาก็ได้







