
เรื่องรักจาก ไปรยา ดาวดวงใหม่วงวรรณกรรม
“ไปรยา” นักเขียนดาวดวงใหม่ของสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ คนนี้ นามปากกาของเขาคล้ายเป็นชื่อผู้หญิง แต่จริงๆ แล้วเขาคนนี้เป็นผู้ชาย....
“ไปรยา” นักเขียนดาวดวงใหม่ของสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ คนนี้ นามปากกาของเขาคล้ายเป็นชื่อผู้หญิง แต่จริงๆ แล้วเขาคนนี้เป็นผู้ชาย....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
หลายครั้งเวลาที่เราได้อ่านหนังสือนิยาย เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเจ้าของเนื้อหาและสำนวนในหนังสือเล่มที่เราอ่านอยู่นั้นเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่เรามักจะอนุมานเอาเองว่า นักเขียนที่สามารถเขียนเรื่องราวของครอบครัว หรือความรัก ได้อย่างน่าติดตาม และประทับใจนั้นน่าจะเป็นนักเขียนผู้หญิง (สิน่า)
แต่บ่อยครั้งสิ่งที่เราทึกทักเอาเองนั้นก็หาได้ถูกต้องทุกครั้งไป เพราะบางครั้งสืบไปสืบมา ไหงกลายเป็นผู้ชายเขียนไปเสียได้!!!
เหมือนกับ “ไปรยา” นักเขียนดาวดวงใหม่ของสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ คนนี้ นามปากกาของเขาคล้ายเป็นชื่อผู้หญิง แต่จริงๆ แล้วเขาคนนี้เป็นผู้ชาย และมีชื่อจริงว่า “ชยุต รัตนกรี”
หลังจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันราชภัฏ เทพสตรี จ.ลพบุรี ชยุตได้ไปลงเรียนวิชาการเขียนบทโทรทัศน์ เพียงเพราะอยากจะเริ่มลงมือเขียนหนังสือตามความสนใจที่เขามีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
“ผมจะชอบอ่านหนังสือ ชอบดูหนัง ดูละคร ชอบฟังเพลงมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว พอเราได้ฟัง ได้ดู เราก็จะคิดจินตนาการต่อไปเรื่อยๆ จนได้อะไรมากกว่าสิ่งที่เราได้ฟังหรือได้อ่านมา ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้มีความคิดว่าจะมาเขียนนิยายแบบจริงๆ จังๆ ทั้งๆ ผมที่มีความสนใจในงานเขียนอยู่แล้ว จนกระทั่งเรียนจบก็เลยได้โอกาสไปเรียนเขียนบทโทรทัศน์ ซึ่งเป็นคอร์สของบางกอกการละคร และ นากาเซียของอาร์เอส
ตอนนั้นทำให้เราเริ่มจับทางถูกแล้ว เพราะตอนเรียนเขาก็จะสอนให้เราคิดพล็อตเรื่อง วางโครงเรื่องว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งพอเรียนจบก็ได้มีโอกาสไปทำงานเขียนบทหนังวีซีดี ในช่วงที่หนังแผ่นกำลังบูม แต่ก็ไม่ค่อยเวิร์ก ในที่สุดก็เลยทำพล็อตเรื่องละครมาเสนอกับทางช่อง 7 เรื่องเก็บใจให้กันเพื่อวันของเรา เป็นละครตอนเย็น และหลังจากนั้นก็ขายพล็อตละครหลังข่าวได้อีก 2 เรื่อง คือ หลงเงาจันทร์ กับ ด้วยแรงแห่งรัก”
เมื่อพล็อตละครเรื่อง หลงเงาจันทร์ ได้รับความสนใจจากทางช่อง 7 ชยุตจึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาขยาย และเขียนให้เป็นหนังสือนิยายเล่มแรกในชีวิตของเขา แต่การเขียนในตอนนั้น ชยุต บอกว่า เป็นการเขียนไปตามสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ โดยนำสิ่งที่ได้จากการเรียนเขียนบทโทรทัศน์มาช่วย เนื่องจากเขายังไม่เคยรู้ หรือไม่เคยเรียนพื้นฐานในการเขียนนิยายมาก่อน
ในที่สุดหลังจากนิยายเล่มแรกเสร็จเรียบร้อย เขาก็ได้ตัดสินใจไปเรียนการเขียนนิยายเพิ่มเติมมาจาก เหน่ง-กีรตี ชนา จนเขียนนิยายออกมาได้อีก 2 เล่ม คือ เรื่องฤาจะสิ้นแสงจันทร์ กับ ระบำบาป และที่นี่เองที่เขาได้รู้จักกับ โป่ง-ประดับเกียรติ ตุมประธาน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ จนได้รับการชักชวนให้มาเขียนนิยายร่วมกับทางสำนักพิมพ์
“พอได้ไปเรียนการเขียนนิยายกับพี่เหน่ง กีรตี ทำให้เราจับจุดการเขียนนิยายได้ถูกว่าต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้นี่เอง จากเดิมที่เราคิดพล็อตออกมาได้เรื่อยๆ ก็ทำให้เราสามารถขยายออกมาเป็นนิยายได้สมบูรณ์มากขึ้น และพอดีตอนที่เรียนเขียนนิยาย ผมก็มีโอกาสได้รู้จักกับพี่โป่ง ประดับเกียรติ พอเขาได้เห็นผลงานเขียนของเราก็เลยชวนให้มาเขียนหนังสือกับทางพิมพ์คำ”
โดยการเข้ามาร่วมงานกับทางพิมพ์คำนั้น ชยุต บอกว่า สำนักพิมพ์ได้ให้โจทย์มาว่า อยากจะให้เขียนนิยายรักในทะเลทรายออกมา จนในที่สุดนิยายเรื่องศึกรบสยบหัวใจและบัลลังก์ริษยา (ภาคต่อของศึกรบสยบหัวใจ) เรื่องราวความรัก ความแค้นที่ เกิดขึ้นท่ามกลางทะเลทราย จึงได้ออกมาจากปลายปากกาของ เขาคนนี้
“จริงๆ ผมมีพล็อตเรื่องที่คิดเอาไว้มากมาย พอทางพี่โป่งบอกว่าอยากจะได้เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับรักในทะเลทราย ผมก็เลยเอาเรื่องที่เขียนเอาไว้แล้วมาปรับให้เข้ากับคอนเซปต์ เพราะวิธีการคิดเรื่อง หรือสูตรของนิยายไม่หนีกันไปไหนหรอก เพียงแต่วิธีการดำเนินเรื่อง สถานที่ หรือภารกิจของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป เราสามารถเปลี่ยนได้ แต่โครงเรื่องหลักๆ ก็จะคล้ายกัน แต่ระหว่างที่เขียน ผมก็จะพยายามใส่เหตุผลของตัวละครลงไป อย่างตัวร้าย ร้ายเพราะอะไร พยายามคิดถึงคนจริงๆ ว่าเวลาร้ายเขาจะร้ายเพราะอะไร และทำอะไร ซึ่งบางครั้งก็ต้องปรึกษาคนรอบๆ ตัวว่าเวลาที่คุณเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร เราก็ได้คำตอบตรงนั้นมา เพราะเราพยายามจะนำเสนอชีวิตจริงๆ คนอ่านจะได้สัมผัสถึงนิยายของเราได้”
นอกจากนั้น ด้วยความที่เรื่องราวของนิยายทั้งสองเรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางทะเลทราย ซึ่งชยุตไม่เคยไปเยี่ยมเยือนมาก่อน เพราะฉะนั้นนอกจากการเขียนนิยายแล้ว งานหนักอีกอย่างของเขาก็คือการหาข้อมูล เพื่อให้นิยายของเขานั้นเนื้อหาออกมาสมบูรณ์ และตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด
“ผมไม่เคยไปอียิปต์ แต่พอต้องมาเขียนนิยายเกี่ยวกับอียิปต์โบราณ หรือทะเลทรายที่เป็นเรื่องไกลตัว ก็ต้องไปเอาหนังสือท่องเที่ยวมาอ่านว่าเขาเดินทางยังไง เขากินอะไร มีผลไม้อะไร เราก็ไปเอาพงศาวดารของเขามาอ่าน ซึ่งก็ทำให้เรารู้ว่าอียิปต์นี่เขามีเบียร์ ขนมปังกินกันมานานแล้ว ซึ่งถ้าเราไม่ไปศึกษาเราก็คงไม่รู้มาก่อน และผมก็เอามาปรับใช้กับนิยายของเรา”
กับการที่ผู้ชายมาเขียนนิยายรัก ซึ่งเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นมากนัก ชยุต บอกว่า
“ผมชอบอ่านงานของ คุณประภัสสร เสวิกุล ก็รู้สึกว่าผู้ชายก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นนิยายได้เหมือนกัน แต่ผู้หญิงเขียนนิยายเขาอาจจะละเอียด ละเมียดละไมในเรื่องความรัก แต่ผู้ชายอาจจะไม่ค่อยหวาน ไม่โรแมนติก ไม่เข้าใจอารมณ์ ตรงนั้น แต่ผมก็จะใช้วิธีถามคนรอบตัว หรือถามแฟนว่าจะต้อง เป็นแบบไหน หรือถ้าผู้หญิงจะต้องตบตีกัน เราก็จะถามว่าจะต้องเป็นแบบไหน หรือจะใช้วิธีอ่านงานคนอื่นเยอะๆ ยิ่งอ่านได้เยอะเท่าไหร่ยิ่งมีประโยชน์กับเรา แต่เราไม่สามารถเขียนเหมือนใครได้หรอก เพราะแต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเองในการถ่ายทอดเรื่องราว แต่จะมีประโยชน์ในแง่วิธีการคิดของเขาว่าเขาคิดยังไง ก็สามารถช่วยได้”
นอกเหนือไปจากการให้ความบันเทิงและความสนุกสนานกับ ผู้อ่านแล้ว ความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งของ ชยุต คือ การแฝงแง่คิดบางอย่างเอาไว้ให้กับผู้อ่านด้วย
“นอกจากความสนุกแล้ว ผมก็อยากจะให้เขาได้อะไรมากกว่านั้นจากงานเขียนของเรา อาจจะได้แง่คิดไปนิดๆ ก็ยังดี หรือนิยายอาจจะเป็นกำลังใจให้เขา หรือทำให้เขาคิดได้ว่าถ้าวิธีการคิดเป็นแบบนี้ อาจจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้บ้าง ไม่ใช่เขาบอกว่าสนุกดีนะ แต่ถ้าถามว่าอ่านจบแล้วได้อะไรไหม ไม่ได้เลย ซึ่งเราอยากจะสื่อตรงนี้มากกว่า”
ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือที่ชยุตบอกว่าเหมือนงานประจำไปแล้ว งานอีกอย่างที่เขายังคงทำควบคู่ไปกับการเขียนหนังสือนั่นก็คือ การรับราชการทหาร แต่ถึงงานจะหนักอย่างไร เขาก็ยังคงตั้งอกตั้งใจสร้างสรรค์นิยายออกมาให้ความบันเทิง (และสาระ) กับผู้อ่านอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลงานที่กำลังจะออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามกันเร็วๆ นี้ก็คือ ตอนต่อไปของ บัลลังก์ริษยา กับเรื่อง...ดวงหทัยไอยคุปต์







