
ตุ๊บปอง กับนิทานของน้องหนู
ด้วยลีลาการเขียนนิทานสำหรับเด็ก ที่มีจังหวะจะโคน เป็นทำนองดนตรี อ่านแล้วเด็กๆ จะรู้สึกสนุกสนานไปกับ ตัวเอกในนิทาน....
ด้วยลีลาการเขียนนิทานสำหรับเด็ก ที่มีจังหวะจะโคน เป็นทำนองดนตรี อ่านแล้วเด็กๆ จะรู้สึกสนุกสนานไปกับ ตัวเอกในนิทาน....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
"กุ๊กไก่ กินลูกกวาด สีฉูดฉาด แดงแป๊ด เขียวปี๋ กุ๊กไก่มีความสุข หัวเราะสนุก ยู้ฮูอร่อยดี ฉับพลัน กุ๊กไก่ปวดท้อง กุ๊กไก่นั่งร้องไห้ครางอี๋อี๋..." (จาก...กุ๊กไก่ปวดท้อง)
"กระรอก กระแต ตัวตุ่น วิ่งชุลมุน กระแต๊ะ กระเต๊าะ กระโดด กระดุ๋ง กระดุ๋ง หัวเราะ ตีพุง ในป่าละเมาะ..." (จาก...กระต่ายตื่นตูม)
"ตุ๊กติ๊ก กับ ตุ๊บปอง สองพี่น้องดีใจ๊ ดีใจ พ่อแม่บอกว่าวันนี้จะพาไปที่ตลาดน้ำไกล๊ไกล อู้ฮู! ผู้คนเยอะแยะ เออแหละเอาแหละ ซื้อซื้อขายขาย พ่อค้าขายของในเรือ แม่ค้าแก้มเรื่อ พายไปขายไป..." (จาก...ตลาดน้ำอ้ำ! อร่อย)
ด้วยลีลาการเขียนนิทานสำหรับเด็ก ที่มีจังหวะจะโคน เป็นทำนองดนตรี อ่านแล้วเด็กๆ จะรู้สึกสนุกสนานไปกับ ตัวเอกในนิทาน จึงไม่แปลกที่ผลงานของ "ตุ๊บปอง" หรือ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป จะได้รับการตอบรับจากทั้งเด็กๆ และ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี
กว่า 20 ปีกับการทำงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก และครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับเด็กอพยพ ที่ศูนย์อพยพพนัสนิคม จ.ชลบุรี หรือการทำงานที่มูลนิธิเด็ก ทำให้เรืองศักดิ์ได้พบเจอกับปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นกับเด็ก ทั้งความไม่เท่าเทียม การถูกทำร้าย ทั้งร่างกาย และจิตใจจากคนในครอบครัว ซึ่งภาพและเหตุการณ์ที่ต้องพบเจอทุกวันนั้นทำให้เขาเกิดความเครียดในการทำงาน และเริ่มคิดที่จะเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นจากต้นเหตุ
"ภาพที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน เช่น เห็นภาพเด็กที่ไม่มีข้าวกิน ภาพของเด็กไทย ที่ถูกพ่อแม่ทารุณกรรม ทำให้เราเครียด และก็คิดมาก จนต้องมานั่งคิดว่านั่นเป็นภาพที่เกิดจากปลายท่อของปัญหา และคิดว่าเราทำงานกับปลายทางของปัญหาตลอด ไม่เคยทำงานกับต้นทางเลย และปลายทางของปัญหาเวลาพ่อแม่มีปัญหาก็มาลงกับลูกตลอด และทำไมเราไม่ทำงานกับต้นทางของปัญหาล่ะ หลังจากนั้นก็เลยลาออกจากมูลนิธิเด็ก และในปี 2549 ก็ตัดสินใจออกมาเป็นกรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ได้มาทำงานที่ ต้นตอของความทุกข์ คือ การนำหนังสือสู่เด็ก นำเด็กสู่หนังสือ"
และจากการที่ต้องทำงานกับเด็กๆ นี่เอง ทำให้เรืองศักดิ์เริ่มนำเอาเรื่องที่เขาได้เขียนสะสมเอาไว้ ตั้งแต่อายุ 11 ปี เอามาเขียนภาพประกอบ และนำมาอ่านให้เด็กๆ ฟัง ซึ่งต่อมาก็มีคนเล็งเห็นถึงความสนุกสนานของหนังสือ และได้นำไปตีพิมพ์เป็นเล่มออกมา ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก และนั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นกับการทำงานหนังสือสำหรับเด็กอย่างจริงจัง
"จริงๆ แล้วผมเริ่มต้นเขียนหนังสือมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบแล้วนะ ตอนนั้นเขียนเรื่องกระต่ายตื่นตูม ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กทุกเล่มเนี่ยจะมาจากแม่ เพราะแม่ผมเป็นคนเล่านิทานเก๊งเก่งนะ พ่อก็เล่าเก่งมาก และนิทานของแม่สนุกมาก สิ่งที่อยากเขียนในวันนี้ก็คืออยากจะเขียนเรื่องที่แม่เล่าทุกเรื่องเอาไว้ เขียนในจริตของเรา อย่างเช่น นิทานอีสป เป็นเรื่องที่แม่เล่า และเราชอบก็อยากจะถ่ายทอดออกมา และพอเราได้ฟังแม่เล่าเรื่องกระต่ายตื่นตูมในวันนั้น เราก็อยากจะมาเขียนในแบบของเรา พอประมาณปี 2547 แปลน ฟอร์ คิดส์ เขาก็เอามาพิมพ์ให้แต่แทบไม่ได้เปลี่ยนคำของผมเลย และนั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เข้ามาในวงการนี้แบบเต็มตัว"
นิทานของตุ๊บปองนั้นอ่านแล้วเด็กๆ รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่จะต้องติดใจ เพราะอ่านง่าย และคำแต่ละคำนั้นก็มีจังหวะจะโคน และเล่นคำในแบบที่เด็กๆ จดจำได้ง่าย ซึ่งเรืองศักดิ์ก็บอกว่า นี่เป็นสไตล์การเขียนในแบบของคำ ที่ทำให้คนอ่านจำได้ ด้วยการเขียนในแบบของทำนองกลอนโบราณที่หาฟังไม่ค่อยได้แล้วในสมัยนี้
"พอดีมีพี่เลี้ยงที่เขาชอบดูลิเก ชอบดูลำตัด เราก็เลยติดตรงนั้นมา หนังสือ ของผมก็เลยเขียนหนังสือ ในทำนองของกลอนโบราณทั้งหมด ตั้งแต่เล่มแรกที่เขียนตอนอายุ 11 ขวบ พี่ก็ใช้กลอนโบราณแบบนี้ ซึ่งคนที่ได้อ่านก็จะชอบนะ เพราะ ไม่ใช่กลอนตลาด ถ้าคนที่เป็น นักภาษาศาสตร์จะรู้ แต่คนที่เป็นนักวิชาการอาจจะไม่เข้าใจนัก กลอนของผมเป็นกลอนลิเก ลำตัด เป็นกลอนโบราณ จะสัมผัสหลังหมด เป็นคำซ้ำๆ ย้ำๆ เด็กๆ จะมีมิติในการเรียนรู้ และมากขึ้นเหมือนเราย้ำ ซ้ำ ทวน งานทั้งหมดถูกนำเสนอด้วยวิธีการเดียวกัน เป็นเหมือนบุคลิกของผมไปแล้ว"
สำหรับหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กที่เป็นผลงานของตุ๊บปองนั้นมีทั้งหมด 21 เล่ม อาทิ กระต่ายตื่นตูม, กุ๊กไก่ ปวดท้อง, มดขยันกับจั๊กจั่นเสียงใส, ห้าจี๊ดเจี๊ยวจ๊าวกับแมวหง่าวดุ๊ดุ, กากระหายกับเหยือกน้ำใสใบโต, หนูจี๊ดกระจ้อยร่อย กับหนูจ่อยกระจิริด ฯลฯ ซึ่งแต่ละเล่ม ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับรางวัล และได้รับ คำแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ดี
"สำหรับรางวัลที่ได้มาก็ถือว่าเป็นแรงชูใจที่มีไม่กี่คนที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ทำให้ เรามองเห็นสิ่งที่มีในตัวเรา แล้ว มีโอกาสได้สะกิดขึ้นมา และเรา ก็ไม่ทิ้งโอกาส และทำมันออกมาให้เป็นรูปธรรม และก็ส่งต่อให้คนที่มีฝีมือทำให้สิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นรูปร่าง รูปเล่มขึ้นมา" และในฐานะที่คลุกคลีกับเด็กๆ และนิทานมานาน เรืองศักดิ์ ได้ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อนิทานว่า
"หนังสือนิทานที่ดีจะต้องทำให้เด็ก ค้นพบต้นแบบในการทำดี ไม่ว่าจะดีในด้านไหนก็ตาม และก็แฝงคุณธรรมการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ซึ่งหนังสือทุกเล่มก็จะแฝงคุณธรรมอยู่มากบ้าง น้อยบ้าง แต่จะต้องมีความดีเรื่องใด เรื่องหนึ่งอยู่ในหนังสือเล่มนั้นให้ได้ ถึงจะทำให้เด็กรู้สึกตกค้างในความรู้สึก ในบางเรื่อง เช่น อ่านแล้วไม่อยากกินลูกกวาด หรืออ่านแล้วเด็กจะพบความดีสักด้าน สำหรับผู้ปกครองที่จะเลือกนิทานให้ลูกๆ ก็ต้องขอว่าอย่าเลือกเรื่องที่จ้องจะสอนอย่างเดียว แต่เลือกเรื่องที่ไม่สอนตรงๆ แต่สนุก ซึ่งถ้าเลือกเรื่องที่ดีก็จะเป็นตัวทุ่นแรงของพ่อแม่ ในการสอนได้ และเด็กๆ ก็จะซึมซับ รับพฤติกรรมนั้นๆ เอาไว้ได้เป็นอย่างดี
หรืออยากให้เด็กเป็นแบบไหน เลือกหนังสือแบบนั้นให้กับเด็ก ตัวละครในหนังสือจะเป็นเพื่อนเด็ก พอทำดีคนชื่นชมเด็กก็จะทำแบบนั้นบ้าง การทำ นามธรรมให้เป็นรูปธรรมทำให้เด็ก ค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมเอาไว้ ตัวละครสอนเด็ก ได้สนุกกว่าพ่อกับแม่เยอะแยะ ไม่ต้อง ทำอะไรเลย เพียงแค่อ่านให้เด็กฟัง เท่านั้นเอง"
นิทานเล่มล่าสุดของ ตุ๊บปอง ที่ ออกวางขายในงานสัปดาห์หนังสือคือ ชุดขนมไทยอร่อยจัง ซึ่งมีทั้งหมด 4 เล่ม คือ ขนมครกน่าแคะ ขนมกล้วยกระทงน้อย ตลาดเช้าว้าวอร่อย และ ตลาดน้ำอ้ำอร่อย
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นนักเขียนนิทานภาพสำหรับเด็กแล้ว เรืองศักดิ์ยังเป็นกรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้จัดการโครงการหนังสือ เล่มแรก Bookstart ที่ยังคงทำงานเพื่อเด็กๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ
การทำงานกับเด็กเหมือนเรามองดูเมล็ดพันธุ์ เราหยอดเมล็ดพันธุ์ความดี ความเมตตา ให้อภัย หยอดให้เด็กแต่ละคน ความสุขของเราคือได้ดูเด็กแต่ละคนว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมามีบุคลิกเหมือนที่เราคิดไว้







