
2 ทศวรรษหนังสือภาพสำหรับเด็กของ 'ครูชีวัน'
สำหรับครูชีวัน วิสาสะ กลับมองว่านิทานจะช่วยกระตุ้นให้เด็กได้ลองใช้จินตนาการของตัวเอง....
สำหรับครูชีวัน วิสาสะ กลับมองว่านิทานจะช่วยกระตุ้นให้เด็กได้ลองใช้จินตนาการของตัวเอง....
โดย...พับพ์กิ้น_พาย / ภาพ...สิริวรรณ ลีลาประกอบชัย
พูดถึงหนังสือนิทาน ผู้ใหญ่บางคนอาจจะมองว่าเป็นแค่เรื่องเพื่อความสนุกสนาน มีเพื่อหลอกเด็ก แต่สำหรับครูชีวัน วิสาสะ กลับมองว่านิทานจะช่วยกระตุ้นให้เด็กได้ลองใช้จินตนาการของตัวเอง และการอ่านนิทานนั้นก็จะทำให้เด็กได้มุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังได้เรียนรู้คุณธรรม จริยธรรม ที่สอดแทรกอยู่ในนิทานอีกด้วย
ครูชีวัน ถือได้ว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการหนังสือนิทานสำหรับเด็ก 20 กว่าปีที่ผ่านมา ครูแต่งนิทานมาหลายต่อหลายเล่ม และแต่ละเล่มก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น อีเล้งเค้งโค้ง ที่เด็กๆ หลายคนประทับใจในเสียงของเจ้าห่านที่ชอบส่งเสียงดังว่าอีโล้งโค้งเค้ง, อีเล้งเค้งโค้งอยากไปอยุธยา, คุณฟองฟันหลอ, คุณตาหนวดยาว, มดสิบตัว, ตัวเลขทำอะไร, พี่ส้มโอน้องหลอดไฟทายภาพแล้ววาด, ลากนิ้วนับเลข ฯลฯ ผลงานของครูชีวันนั้นเคยคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย นอกจากจะแต่งเรื่องสำหรับเด็กแล้ว ในปัจจุบันครูชีวันเปิดสำนักพิมพ์ชีวันเป็นของตัวเองอีกด้วย
ครูชีวัน เล่าให้ฟังว่า แต่งและวาดภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็กมาตั้งแต่สมัยยังเป็นครูสอนศิลปะ ในช่วงปี 2526-2534 ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้นก็มีความสนใจในงานเขียนอยู่บ้าง และเมื่อมีโอกาสมาเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และได้มีโอกาสเรียนวิชาโท คือ การผลิตหนังสือ ครูชีวันจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตหนังสือเด็กมากขึ้น และได้ลองทำหนังสือเด็กตามความคิดความเข้าใจของตัวเองออกมา
“ตอนนั้นในขณะที่ได้ลองทำหนังสือเด็กตามความคิดของตัวเอง ก็ต้องทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากไปช่วยอาจารย์ที่สอนทำกิจกรรม เช่น ไปอ่านนิทานให้เด็กฟัง ทำให้เราเริ่มได้แนวคิด เรื่องวิธีการเขียนหนังสือของตัวเองขึ้นมา คิดว่าเราต้องคิดวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในการเขียนหนังสือนิทาน ซึ่งหนังสือ 3 เล่มแรกในชีวิตก็ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ธีรสาร ซึ่งครั้งนั้นเป็นการเอาต้นฉบับทั้งเรื่องและภาพไปเสนอในตลาดนัดต้นฉบับ ซึ่งจัดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่กระทรวงศึกษาฯ ตอนนั้นมีสำนักพิมพ์ต่างๆ มาเปิดโต๊ะบรรณาธิการมานั่งคอยนักเขียนเอาต้นฉบับมาเสนอ ครูก็ได้ทดลองเอาต้นฉบับมาเสนอและพูดคุยกับทางสำนักพิมพ์เหมือนกัน ซึ่งเขาก็ซื้อไป และจุดนั้นก็เป็นกำลังใจให้ครูทำหนังสือเด็กเล่มต่อๆ ไป จนลาออกจากครูมาทำหนังสือเต็มตัว และพัฒนางานต่อมาเรื่อยๆ”
หนังสือเด็ก 3 เล่มแรกในชีวิตที่ครูชีวันบอกคือ เรื่องหาหางมังกร แข่งไม้เท้า และหนูจี๊ดกินจุ ซึ่งมีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป หาหางมังกร เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ตัวหนึ่งที่ไปเจอหางโผล่มาจากก้อนหิน ด้วยความตกใจจึงไปบอกเพื่อนๆ ว่ามีตัวอะไรไม่รู้อยู่หลังก้อนหิน สัตว์แต่ละตัวก็คิดกันไปคนละแบบ เป็นหางงูบ้าง หางมังกรบ้าง ในที่สุดข่าวก็เข้าไปถึงหูของกระต่ายตัวหนึ่ง ซึ่งพอกระต่ายได้ข่าวก็ดีใจเลยวิ่งไปหลังก้อนหิน ทำเอาเพื่อนๆ ตกใจกันยกใหญ่ แต่ผลสุดท้ายปรากฏว่าเป็นว่าวงูของเจ้ากระต่ายที่ทำตกไว้
ส่วนเรื่อง แข่งไม้เท้า เป็นเรื่องราวของสิงโตและแพะ ที่ต่างก็มีไม้เท้าแห่งอำนาจคนละอัน ทำให้ลิงฝูงหนึ่งอยากจะได้ไม้เท้าเอาไว้ป้องกันฝูงของตัวเอง ทั้งสิงโตและแพะ จึงเอาไม้เท้าไปเสนอขาย ฝ่ายเจ้าลิงไม่รู้ว่าจะซื้อของใครก็เลยให้ทั้งสองประลองกัน ปรากฏว่าไม้เท้าเกิดระเบิด ทำให้สัตว์ทั้ง 2 ตัวหายไป เหลืออยู่แต่ไม้เท้า หัวหน้าฝูงลิงก็บอกว่าอันตรายเกินไปเลยเอาไปฝัง และไม่ต้องการไม้เท้าอีกเลย
ในขณะที่เรื่อง หนูจี๊ดกินจุ นำเสนอเรื่องของหนูตัวหนึ่งที่แอบเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง พอเจออะไรก็ได้กินเข้าไปจนพุงกาง เมื่อมีแมวเจ้าของบ้านมาไล่กวด เจ้าหนูจี๊ดก็หนีออกทางเดิมไม่ได้ เพราะกินเยอะจนตัวขยาย สุดท้ายก็ต้องวิ่งหนีไปเรื่อยๆ จนเริ่มหมดแรง เจ้าหนูจี๊ดก็เลยลองกระโดดเข้ารูเดิม ปรากฏว่ากลับเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เพราะตัวผอมเหมือนเดิมแล้วนั่นเอง ซึ่งครูชีวันก็แอบสอนเอาไว้ในเรื่องของการกินว่า ถ้ากินแบบไม่รู้จักประมาณตัวเองก็จะทำให้ตัวเอง เดือดร้อนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“ตอนนั้นครูมองว่านิทานทั้ง 3 เรื่องเป็นนิทานแนวใหม่ที่กระตุ้นให้เด็กได้ใช้จินตนาการของตัวเอง เพราะนิทานแนวเดิมในความรู้สึกของครูคือ นิทานประเภทเหน็บแนมเด็ก เช่น เด็กเกเร ไปทำโน่นทำนี่ นางฟ้ามาสั่งสอน หรือเด็กไม่ชอบแปรงฟัน ก็ฟันผุ เราไปสรุปให้เด็กทั้งหมด โดยเอาสัตว์มาเรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่นิทานเชิงบวกสักเท่าไหร่ แต่นิทานของครูชีวันจะต้องเผื่อให้เด็กได้คิดเอง ได้ลองใช้จินตนาการของตัวเองนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในนิทาน”
เขียนนิทานมาแล้วหลายเรื่อง แต่กระนั้นความเข้าใจเรื่องหนังสือนิทานในตอนนั้นของครู ชีวันก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ยัง ไม่ลึกซึ้งนัก จนกระทั่งได้รู้จักบรรณาธิการสำนักพิมพ์จากญี่ปุ่น ซึ่งได้ให้ความรู้เรื่องหนังสือเด็กอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ หนังสือภาพสำหรับเด็ก
“ปกติเราจะเรียกว่าหนังสือเด็ก หนังสือนิทาน แต่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เรารู้ว่ายังมีหนังสือเด็กอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือ หนังสือภาพสำหรับเด็ก ซึ่งการทำจะต้องคิดเรื่องของการใช้หนังสือ การถือ การเปิด การเคลื่อนไหวของภาพ และการอ่านเข้าไปด้วย ซึ่งไม่เหมือนเรื่องสั้นหรือนิทานแบบเก่าที่ต้องเขียนต่อเนื่องไปหมดจนจบเอ 4 แล้วมาแบ่งเป็นตอนๆ ให้คนวาดภาพประกอบ ภาพหนึ่งก็คือเหตุการณ์หนึ่ง เหมือนละครฉากหนึ่ง บางที่ภาษาอาจจะไม่มีรายละเอียดมาก จะบอกเพียงพฤติกรรมของตัวละครเท่านั้น แต่ภาษาที่สื่อออกมาจะต้องกระตุ้นให้เด็กได้คิด ได้จินตนาการ ไม่ใช่ไปบอกเด็กทั้งหมด”
การเริ่มต้นเขียนหนังสือแต่ละเรื่องนั้น ครูชีวัน บอกว่า สิ่งที่คิดจะบอกเด็กๆ ลงไปในหนังสือนั้น เขาจะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคิดได้แล้วก็พยายามสรุปประเด็นว่ามีเรื่องหรือประเด็นอะไรที่น่าจะสื่อหรือบอกเด็กๆ รวมถึงจะต้องคิดไปถึงวิธีที่เหมาะสมในการสื่อสารไปถึงเด็กให้เหมาะสมด้วย
“ในหนังสือเด็กมี 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่สำคัญ คือ เนื้อหา ภาษา และภาพ เนื้อหาแต่ละเล่มก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น วิธีการเล่าก็ต้องไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ครูต้องคิด คนทำหนังสือเด็กทั้งเขียนเรื่องและวาดภาพ แต่ละคนคิดเงื่อนไข วิธีการนำเสนออย่างไร รูปแบบดูผิวเผินเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกัน นิทานบางเล่มก็ออกแบบด้วยความคิดแบบหนังสือจริงๆ คือ วางองค์ประกอบ คิดวางภาพ และตัวหนังสือในลักษณะเป็นตัวหนังสือเลย ซึ่งพอมาเป็นหนังสือภาพก็จะต่างออกไปอีก เช่น มีภาพขวามือ เรื่องทางซ้าย บางเล่มอาจจะมีภาพกับเรื่องอยู่ด้วยกัน”
บนแผงหนังสือมีหนังสือนิทานและหนังสือภาพสำหรับเด็กมากมาย การจะคัดเลือกหนังสือที่ดีให้กับเด็กได้อ่านนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ง่าย ครูชีวันมองว่า “เป็นมาตรฐานขั้นต่ำนะที่นิทานต้องสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เข้าไป แต่หนังสือภาพสำหรับเด็กที่ดีต้องมีเกณฑ์มาวัดว่าดีในแง่ไหน เพราะคำว่าดีอยู่บนพื้นฐานแรกเริ่มว่า ก่อนทำต้องมีความคิดในแง่บวก แต่ถ้าถามว่าเล่มไหนดีต้องมาประเมินเนื้อหา ภาษา ว่าเหมาะสำหรับเด็กไหม เปิดโอกาสให้เด็กคิด จินตนาการไหม ภาพ การออกแบบภาพมีรายละเอียดไหม มีการนำเสนอมุมมองใหม่ ให้ความคิดใหม่ๆ กับเด็กไหม จริงๆ แล้วอยู่ที่คนทำหนังสือจะตั้งโจทย์อย่างไรมากกว่า นอกเหนือไปจากมาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งตอนนี้มีคนทำหนังสือเยอะ แต่จะมีคุณภาพเท่ากันหรือเปล่า ก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาคัดกรอง เข้าใจหนังสือเด็กจริงๆ ต้องอ่านให้ออก”
ตอนนี้ สำนักพิมพ์ ของ ครูชีวัน ผลิตหนังสือภาพออกมา 2 เล่ม คือ เรื่องนิ่ง และ ระฆังเบิกบาน
“จริงๆ ความคิดที่จะทำสำนักพิมพ์มีอยู่ตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่พร้อม เพราะต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร แต่ก็มี เหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจว่าต้องทำเองแล้ว พอเวลาทำหนังสือมานานก็สะสมความคิด ความรู้ มาถึงจุดที่คุยกับนายทุนไม่เข้าใจว่าเราคิดยังไง ก็เลยตัดสินใจจะทำเองให้ได้อย่างใจเรา ซึ่งตอนนี้ก็มีหนังสือออกมา 2 เล่ม และกำลังเตรียมต้นฉบับเรื่องต่อไป แต่ก็ต้องดูผลตอบรับเล่มนี้ก่อน เพราะจะทำหนังสือแต่สะสมต้องคิดเยอะ ไม่ใช่คิดแล้วทำทันที เพราะหนังสือเมื่อคิดโจทย์ได้แล้ว ต้องมาคิดกลั่นกรองว่าจะนำเสนอรูปแบบไหน ให้ซับซ้อนกว่าเดิม พอสื่อออกไปเด็กจะได้แกะความซับซ้อน รับความซับซ้อนที่สื่อออกไปได้ เหมือนเป็นการให้มุมมองใหม่กับเขา เพราะเด็กต่อไปต้องโต ถ้าเราไม่ให้ความคิดใหม่ๆ กับเขาก็ไม่รู้ว่า พอโตขึ้นไปความคิดเขาจะเข้มแข็งพอหรือเปล่า และเป็นการทำเพื่ออนาคตด้วย ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ทำหนังสือมีเรื่อง มีภาพ เราได้เงิน แค่นั้นไม่พอ ต้องคิดในฐานะคนที่เกิดมาแล้วใช้ทรัพยากรก่อนเด็กด้วย เพื่อที่ว่าถ้าทรัพยากรหมดไปแล้ว เขาจะได้เอาความคิดที่มีนั้นมาเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อไป” ครูชีวัน กล่าวทิ้งท้าย







