
เรียนไปเที่ยวไปในรัสเซีย กับ 'จเร สำอางค์'
ประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอในรัสเซียแบบครบทุกรสชาติ ทั้งหวาน ขม สุข ทุกข์ มาถ่ายทอดให้หลายคนได้ลองสัมผัส....
ประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอในรัสเซียแบบครบทุกรสชาติ ทั้งหวาน ขม สุข ทุกข์ มาถ่ายทอดให้หลายคนได้ลองสัมผัส....
โดย...พัมพ์กิ้น_พาย
ในอดีตสหพันธรัฐรัสเซีย หรือดินแดนหลังม่านเหล็ก ไม่ใช่ประเทศที่เข้าออกได้ง่ายนัก เนื่องจากปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แม้ปัจจุบันรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขั้นตอนต่างๆ ในการเข้าประเทศจึงง่ายขึ้น แต่บางคนก็อาจจะยังรู้สึกว่า รัสเซียเป็นประเทศที่คงความลี้ลับเอาไว้ และยังคงเป็นดินแดนหลังม่านเหล็กอยู่นั่นเอง
สำหรับเขาคนนี้ "จเร สำอางค์" อดีตนักเรียนไทยในรัสเซียยังคงมีความประทับใจกับสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอ หลังจากไปใช้ชีวิตนักเรียนไทยที่นั่นอยู่เกือบ 2 ปี เขาจึงอยากจะนำประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอในรัสเซียแบบครบทุกรสชาติ ทั้งหวาน ขม สุข ทุกข์ มาถ่ายทอดให้หลายคนได้ลองสัมผัสกันว่า รัสเซียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีอะไรให้น่าเข้าไปค้นหาบ้าง ทั้งหมดปรากฎใน "Russia & I เรียนไปเที่ยวไปในรัสเซีย" หนังสือที่บอกเล่าถึงการเดินทางในอีกเส้นทางหนึ่งของชีวิต
จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปเรียนที่รัสเซียนั้น จเร เล่าว่า เริ่มมาจากเมื่อปี พ.ศ.2540 ที่เขานั้นเรียนจบทางด้านดนตรีมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และเมื่อเรียนจบก็เกิดความคิดที่อยากจะไปศึกาต่อที่ประเทศรัสเซียทันที โดยใช้ทุนส่วนตัว เนื่องมาจากประเทศนี้นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของดนตรีและศิลปะ
"รัสเซียเขาขึ้นชื่อในเรื่องของศิลปะ ดนตรี อย่างมาก ผมก็เลยอยากจะไปลองเรียนที่นั่นดูว่าทำไมเขาถึงดังทางด้านนี้ และอีกอย่างเขาเพิ่งเปิดประเทศไม่นาน นักเรียนในประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปมากนัก พอตัดสินใจว่าจะไปเรียนผมก็ใช้ทุนส่วนตัวไปเลย เพราะตอนนั้นที่ไปค่าเล่าเรียนไม่แพง แต่ตอนนี้ค่อนข้างแพง เพราะเริ่มมีระบบทุนนิยมเข้ามาเยอะ ค่าเงินก็จะแข็งค่าขึ้น และแพงขึ้น อย่างมอสโกค่าครองชีพก็อยู่ที่อันดับต้นๆ รองจากญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้แต่ทางสถานทูตรัสเซียเขาก็มีให้ทุนการศึกษาเหมือนกันนะ แต่ก็ปีละประมาณ 2-3 ทุนเท่านั้น ซึ่งเพื่อนบางคนที่ไปเรียนที่นั่นก็มีคนที่ได้ทุนไปเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วก็จะมีคนไปไม่ค่อยมากเท่าไหร่ หนึ่งเพราะไกล สองคืออากาศ และความเป็นอยู่ไม่ค่อยสะดวกเพราะที่รัสเซียอากาศจะหนาวมากๆ"
ในปีแรกที่ไปเรียนนั้น จเร บอกว่า นักเรียนทุกคนจะต้องเป็น "ปัดฟัด" ซึ่งเป็นคำเรียกสำหรับนักเรียนที่ต้องเรียนเตรียมภาษาก่อน โดยนอกจากเรียนภาษาก็จะมีการเรียนประวัติศาสตร์และวรรณคดีของรัสเซียควบคู่ไปด้วย โดยการเรียนภาษานั้นจะใช้ระยะเวลาเรียนขั้นต่ำประมาณ 1 ปี เนื่องจากภาษารัสเซียนั้นค่อนข้างยาก หลังจากนั้นจะมีการสอบ ซึ่งถ้าใครที่ยังสอบไม่ผ่านก็จะต้องเรียนเตรียมภาษาต่อไป แต่ใครที่สอบผ่านแล้วสามารถเข้าไปเรียนในคณะที่ตัวเองเลือกเอาไว้ได้เลย
คณะที่จเรเลือกเรียนคือ คณะศึกษาศาสตร์ เอกดนตรี ที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในขณะนั้นมีนักเรียนไทยไปเรียนประมาณ 50 คนเท่านั้น ส่วนในเมืองอื่นๆ ก็มีนักศึกษาไทยเช่นกันแต่ก็น้อย แต่ถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างมอสโก ก็อาจจะมีนักเรียนไทยจำนวนมากหน่อย ประมาณ 60 คน
ที่นี่จเรได้มีโอกาสเข้าไปใช้ชีวิตกับครอบครัวคนรัสเซีย เพราะเขาคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงรัสเซียแล้วก็ควรที่จะต้องลองใช้ชีวิตและกินอาหารแบบชาวรัสเซียดูบ้าง
"คนไทยเวลาไปไหนก็จะเกาะกลุ่มกัน กินอาหารไทยแต่ผมคิดว่าไหนๆ มาแล้วก็ตัดสินใจไปอยู่กับครอบครัวรัสเซียดีกว่า และก็ลองใช้ชีวิตแบบเขา กินอาหารก็กินแบบเขา แต่การไปอยู่กับครอบครัวก็มีเหงาบ้างเหมือนกันนะ เพราะเขาจะไม่ค่อยได้พูดกัน เราอยู่แบบต่างคนต่างอยู่เลย อยู่คนละห้อง ไม่ค่อยได้พูดกัน ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ส่วนเราก็พูดภาษารัสเซียไม่ค่อยคล่อง ก็เลยต่างคนต่างไม่ค่อยได้พูดกัน แต่หลังๆ ก็พูดกันบ้าง"
และนอกจากจะตั้งใจไปเรียนศึกษาหาความรู้แล้วเมื่อมีเวลาว่างจเรก็ยังแอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามเมืองใหญ่ๆ อีกด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในรัสเซียนั้นจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม
การไปใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียเกือบ 2 ปีนั้น จเร บอกว่าอากาศที่หนาวเย็น และความยากของภาษานั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาประทับใจ
"ในความเป็นอยู่ที่ผมได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาว ภาษายาก โดยส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจกับสิ่งเหล่านี้นะ เพราะเวลาอากาศหนาวๆ มันหนาวกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก ตอนแรกก็คิดว่าคงหนาวแต่ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ แต่ที่นี่อุณหภูมิลบ 30 องศา ซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อน ถ้าคนออกจากบ้านนี่ต้องรีบเดิน และรีบเข้าที่พัก และที่นี่เรียกได้ว่ามีหิมะประมาณ 6 เดือน เราจะเห็นแต่สีขาวกับสีเทา บ้านเรือนถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดจะมีฤดูร้อนไม่กี่วันที่มีแดด หรือเห็นท้องฟ้าเป้นสีฟ้าแต่นั่นก็ทำให้ผมประทับใจ อีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจเรื่องคนของเขาด้วย ในแง่มุมหนึ่งที่มองภายนอกจะดูว่าเขาไม่ค่อยสนใจกัน ไม่ค่อยพูดจากัน เป็นบุคลิกของเขา แต่ลึกๆ แล้วเขาเป็นคนที่จิตใจดี เอื้อเฟื้อ ยิ่งออกไปแถบชนบทคนยิ่งจิตใจดี อัธยาศัยดีเข้าไปใหญ่"
หลังจากที่กลับมาจากรัสเซีย จเรก็ได้ทำงานเป็นนักวิชาการดนตรีศึกษาและจิตวิทยาพัฒนาการ รวมทั้งทำบริษัททัวร์ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้นเขาก็ยังตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตขึ้นมากับหนังสือที่มีชื่อว่า "สมองดี ตนตรีทำได้"
"ผมจบปริญญาโททางด้านพัฒนาการเด็กมา และก็เรียนมาทางด้านดนตรีด้วย ก็เลยเกิดความคิดว่าอยากจะเอาเรื่องของสมองกับดนตรีมารวมกัน ก็เลยเกิดเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า สมองดี ดนตรีทำได้ เพื่อให้เห็นว่าดนตรีสามารถพัฒนาสมองส่วนไหนได้บ้าง หรือส่วนไหนที่สามารถพัฒนาได้ด้วยดนตรี เพราะปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาการของเด็ก มันจะมีดนตรีเข้าไปประกอบด้วยนอกจากพันธุกรรม อาหาร ความรัก ความเอาใจใส่ ออกกำลังกาย อีกหนึ่งปัจจัยคือดนตรี ถ้าเราเอาดนตรีเข้าไปเสริมตั้งแต่เด็กๆ ก็จะเสริมสร้างศักยภาพเขาได้ดีขึ้น"
ส่วนหนังสือเล่มล่าสุดอย่าง "Russia & I เรียนไปเที่ยวไปในรัสเซีย" ที่เขาเพิ่งจะเริ่มเขียนหลังจากกลับมาได้เกือบ 10 ปีแล้วนั้น จเร บอกว่า เขานำข้อมูลมาจากไดอะรี ซึ่งเขาบันทึกเป็นประจำเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่รัสเซีย
"ตอนเรียนอยู่ผมก็เขียนไดอะรีอยู่เป็นประจำประกอบกับผมมองว่าหนังสือเกี่ยวกับรัสเซียมีน้อย ส่วนใหญ่ไปเที่ยวแล้วกลับมาเขียน หรือไม่ก็เป็นประวัติศาสตร์ไปเลย แต่ยังไม่มีแง่มุมอื่น การใช้ชีวิตประสบการณ์ในรัสเซีย ผมก็เลยนำเรื่องนี้มาเขียน เพื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอ่านบ้าง โดยรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวมาจากสิ่งที่เราบันทึกไว้ ซึ่งผมว่ามันไม่ล้าสมัยเลย เพราะวิถีชีวิตของชาวรัสเซียก็ยังเป็นเหมือนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วอยู่"
ส่วนผลงานเล่มต่อไปเขาบอกว่าเขียนจบแล้ว 2 เล่ม คือ "ของเล่นที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ" เพราะเขามองว่าสมัยนี้ผู้ปกครองค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องลูก แต่ไม่รู้ว่าจะเล่นกับลูกอย่างไร จะซื้อของเล่นอย่างไร หรืออะไรคือของเล่นที่ดีมีประโยชน์ เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้เขาจึงนำเสนอว่าของเล่นไหนที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก หรือจะประยุกต์ของใช้ในบ้านให้เป็นของเล่นได้อย่างไรบ้าง
เล่มที่สอง จะเป็นการต่อยอดจากสมองดี ดนตรีทำได้เพียงแต่จะลงไปในรายละเอียดที่ลึกกว่า เช่น เล่นดนตรี เล่นอย่างไร เล่นอุปกรณ์ชนิดไหน ช่วยอะไรได้บ้าง หรือเด็กควรจะเล่นดนตรีเครื่องไหนก่อน-หลัง เพราะกล้ามเนื้อแต่ละมัดของเด็กจะเจริญเติบโตไม่พร้อมกัน ซึ่งบางทีการที่ไปฝืนเด็กเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้เขาเลิกเล่นดนตรีไปเลยก็เป็นได้ ซึ่งหนังสือของเขานั้นก็ติดตามกันได้ประมาณปลายปีนี้
สุดท้าย จเร ฝากเอาไว้ว่า "หนังสือเล่มนี้ อาจจะไม่เฉพาะคนที่จะไปรัสเซียเท่านั้นถึงจะซื้อไปอ่าน แต่ใครที่ชอบการท่องเที่ยว การเดินทาง ผมก็อยากจะให้คนอ่านได้สัมผัสแง่มุมของประเทศที่ตอนนี้ก็ยังลี้ลับอยู่เหมือนกัน ยังเป็นหลังม่านเหล็กอยู่ ซึ่งที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจมากอยากให้อ่านกัน เพราะเนื้อหาก็ไม่ได้ซีเรียสมากนัก ไม่ได้ออกแนววิชาการ แต่เป็นแนวบันทึกการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ และก็มีการใช้ชีวิตตามเมืองต่างๆ ครับ"
ใครที่อยากจะติดตาม และอยากเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของรัสเซียที่คุณอาจจะไม่เคยรู้ หรือเคยสัมผัสมาก่อนก็ลองไปติดตามหาอ่านกันดู แล้วจะรู้ว่าประเทศหลังม่านเหล็กนั้นมีอะไรให้น่าค้นหาอีกบ้าง







