posttoday
To Be Or Not To Be

To Be Or Not To Be

03 กุมภาพันธ์ 2554

พร้อมๆ กับเอนด์เครดิตปรากฏบนจอ ผู้สันทัดกรณีแถวหลังก็พูดเสียงดังประหนึ่งจะให้ได้ยินกันถ้วนทั่วว่า “ต้องได้ออสการ์ดารานำชายแน่ๆ เพราะว่าเวทีนี้เขาชอบบทคนไม่ปกติ!!!” 

พร้อมๆ กับเอนด์เครดิตปรากฏบนจอ ผู้สันทัดกรณีแถวหลังก็พูดเสียงดังประหนึ่งจะให้ได้ยินกันถ้วนทั่วว่า “ต้องได้ออสการ์ดารานำชายแน่ๆ เพราะว่าเวทีนี้เขาชอบบทคนไม่ปกติ!!!” 

เรื่อง เพ็ญแข

To Be Or Not To Be

พร้อมๆ กับเอนด์เครดิตปรากฏบนจอ ผู้สันทัดกรณีแถวหลังก็พูดเสียงดังประหนึ่งจะให้ได้ยินกันถ้วนทั่วว่า “ต้องได้ออสการ์ดารานำชายแน่ๆ เพราะว่าเวทีนี้เขาชอบบทคนไม่ปกติ!!!”

เวลาเดียวกันกับที่ The King’s Speech ฉายรอบสื่อในกรุงเทพฯ “ดิ อะคาเดมี” แห่งออสการ์ก็ประกาศให้ โคลิน เฟิร์ธ เข้าชิงนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม หลังจากได้สัมผัสลูกโลกทองคำไปเมื่อสัปดาห์ก่อน นับเป็นก้าวย่างอันรุ่งโรจน์สำหรับผู้ชายที่บางคนรู้จักจากบท มาร์ค ดาร์ซี ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมมิดี Bridget Jones’s Diary

The King’s Speech สร้างจากเรื่องจริงของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาในสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ประมุของค์ปัจจุบันแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 19361952

หลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 พระบิดาสิ้นพระชนม์ และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระเชษฐาสละราชบัลลังก์เพื่อไปใช้ชีวิตกับหญิงม่ายชาวอเมริกัน แม้จะรู้สึกว่าตนไม่เหมาะสมและไม่ปรารถนาสถานะหน้าที่อันสูงส่งนั้น แต่เบอร์ตี ดยุกแห่งยอร์ก (โคลิน เฟิร์ธ) ก็ขึ้นเถลิงราชย์กลายเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 ในที่สุด

เมื่อเจ้าชายรัชทายาทอันดับที่ 2 ของราชบัลลังก์ ผู้ไม่เคยมั่นพระทัยในตัวเองกลายมาเป็นผู้นำประเทศ เมื่อชายที่พูดติดอ่างกลับต้องมากล่าวสุนทรพจน์ออกอากาศให้ประชาชนหลายสิบล้านคนได้ฟัง

นี่ไม่ใช่อะไร นอกจากภารกิจอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตที่ต้องข้ามพ้น

โชคดีที่ยังมี “เพื่อน” ที่เชื่อมั่นในตัวเขาอยู่เคียงข้าง และช่วยรบรากับความกลัว รวมทั้งปมที่ฝังลึก โดยดึงเอาความกล้าหาญในส่วนลึกออกมาเป็นอาวุธ

นั่นจึงทำให้สามารถข้ามพ้นภารกิจอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตไปได้

เจฟฟรีย์ รัช มาในบท ไลโอเนล โล้ก ชาวออสเตรเลียผู้ลุ่มหลงในเรื่องการแสดง และวิลเลียม เชคสเปียร์ส เขาคือนักบำบัดปัญหาเรื่องการพูดที่ถูกค้นพบโดยดัชเชส ออฟ ยอร์ก หรือควีนอลิซาเบธในอนาคต (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์)

ไลโอเนล ใช้เทคนิคแบบคาดไม่ถึงมาช่วยแก้ไขปัญหาการติดอ่างของดยุก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายสองคนผูกพันและกลายมาเป็นเพื่อนสนิทต่างชนชั้น

To Be Or Not To Be

ความสามารถทางด้านการแสดงของ โคลิน เฟิร์ธ นั้นพัฒนาถึงระดับ “คิง” อย่างแท้จริง ขณะที่เจฟฟรีย์ รัช กับเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ไม่ต่างกับสีสันอันจัดจ้านเจิดจ้าอย่างมีสไตล์ จึงไม่แปลกที่ทั้งสามต่างเข้าชิงรางวัลในสาขานักแสดงของออสการ์ปีนี้ รวมแล้ว The King’s Speech เข้าชิงออสการ์มากที่สุดถึง 12 สาขารางวัล รวมถึงรางวัลสำคัญอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ฯลฯ

สำหรับ ทอม ฮูเปอร์ ผู้กำกับหนุ่มชาวลอนดอนวัย 38 ที่เติบโตมาจากแวดวงโทรทัศน์อย่างแท้จริงกับภาพยนตร์ย้อนยุคแบบ “โอลด์สกูล” แต่ก็เป็นงานที่ “เรียบ” “ง่าย” และเปี่ยมด้วยพลัง ถึงจะเดาออกว่าเรื่องราวจะเป็นไปและจบลงอย่างไร แต่ก็ยังดูสนุก อบอุ่น ระคนเจ็บปวด ทำออกมาพอดีๆ ไม่มากไป (ไม่เหมือนงานฮอลลีวูดบางเรื่อง ha)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังให้คุณค่ากับคำว่า “เพื่อน” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตของคนทุกชั้นวรรณะ และถึงจะเป็นเรื่องราวของบุคคลชั้นสูง แต่กลับให้ความประทับใจและแรงบันดาลใจกับคนสามัญอย่างเราๆ ได้ ด้วยพระเจ้าจอร์จที่ 6 คือบุคคลตัวอย่างในการไม่ยอมแพ้ต่อปมด้อยของตัวเอง พระองค์ต้องใช้ความกล้าหาญ รวมทั้งความพยายามอย่างมาก กระทั่ง “ค้นพบเสียงของตัวเอง” และสามารถนำประเทศฝ่าวิกฤตไปได้

ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนมากมาย รวมถึงเดวิด ซีดเลอร์ ชายวัย 70 ผู้เป็นต้นธารของภาพยนตร์เรื่อง The King’s Speech นักเขียนบทอันคมกริบผู้นี้เองก็มีปัญหาเรื่องการพูดติดอ่างเช่นกัน

ด้วยพันธกิจแห่งการเป็นผู้นำประเทศอันหนักอึ้ง และไม่อาจจะละทิ้งง่ายๆ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ก็อยู่ในภาวะเดียวกับ แฮมเลต เจ้าชายในบทละครของเชคสเปียร์ส (ที่ไลโอเนล โล้ก ขอแกมบังคับให้พระองค์อ่าน) ผู้ต้องทนทุกข์กับชีวิต กระทั่งต้องรำพึงรำพันถามตัวเองว่า ควรจะอยู่หรือตายดี “To be, or not to be”

เมื่อนั้นคำถามของ แฮมเลต จึงกลายมาเป็นคำถามของ เบอร์ตี เช่นกันว่า จะติดอ่างต่อไปหรือไม่ จะเป็นกษัตริย์ที่ดีหรือเปล่า?

ถึงเราจะรู้คำตอบของชายผู้นั้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังอด “ทึ่ง” และ “ลุ้น” ไม่ได้อยู่ดี

แล้วมารอดูกันว่า เวทีออสการ์เขาชอบบทคนไม่ปกติจริงหรือเปล่า!!??

The King's Speech (2010)

ประเภท ชีวิต/ประวัติศาสตร์

ประเทศ อังกฤษ/ออสเตรเลีย/สหรัฐอเมริกา

ภาษา อังกฤษ

ความยาว 118 นาที

กำกับ ทอม ฮูเปอร์

แสดงนำ โคลิน เฟิร์ธ/เจฟฟรีย์ รัช/เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์

ดูฟรีหนังดี Love & Other Drugs

To Be Or Not To Be

เดือนแห่งความรักปีนี้ มีภาพยนตร์รักน่าชมหลายเรื่องมาฉาย รวมถึง Love & Other Drugs

เมื่อ แอน แฮทาเวย์ มารับบทเป็น แม็กกี ศิลปินสาวสวยรักอิสระ ผู้ไม่ยอมให้สิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง กระทั่งได้พบกับ เจมี (เจค กิลเลนฮาล) หนุ่มหล่อผู้ใช้เสน่ห์ให้เป็นประโยชน์ในงานเซลแมนขายยา ทั้งสองต้องมาตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยากดประสาทชื่อ “ความรัก” แต่เส้นทางความรักของคู่นี้ดูเหมือนจะสวนทางกับของชาวบ้าน ทำให้ไม่อาจคาดเดาตอนจบ

กำกับ อำนวยการสร้าง และร่วมเขียนบทโดย เอ็ดเวิร์ด ซวิค ที่จะแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของความรักและใคร่ ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร เช่นที่หลายๆ คนสงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ

แคสทาลิสท์ อัลลายแอนซ์ ชวนผู้อ่าน “โพสต์ทูเดย์” มาร่วมสนุกเล่นเกมชิงตั๋วภาพยนตร์เรื่อง Love & Other Drugs “เลิฟ แอนด์ อาเธอร์ ดรั๊กส์...ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก” ซึ่งจะฉายในวันพุธที่ 9 ก.พ.นี้ ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนมา โรงที่ 15 เวลา 20.00 น.

ผู้โชคดี 20 ท่าน จะได้รับรางวัลท่านละ 2 ใบ เพียงตอบคำถามว่า “ผลงานภาพยนตร์ที่โด่งดังของ เอ็ดเวิร์ด ซวิค มีเรื่องใดบ้าง?”

ทราบแล้วส่งคำตอบพร้อมชื่อนามสกุลจริงมาที่ [email protected]

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล