posttoday
ฝึกปฏิบัติ-รับกรรมฐาน สำหรับผู้สนใจ (๒)

ฝึกปฏิบัติ-รับกรรมฐาน สำหรับผู้สนใจ (๒)

25 มกราคม 2553

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส

ทราบมาว่าทางโพสต์ทูเดย์ได้จัดทำหนังสือ “ธรรมส่องโลก” รวมเล่ม ดิฉันมีความสนใจอยากเก็บไว้อ่านและนำมาฝึกปฏิบัติ ไม่ทราบว่าทำอย่างไรถึงจะได้หนังสือเล่มนี้ เพราะทุกวันนี้ใช้วิธีตัดเก็บไว้อ่าน ซึ่งก็ตกหล่นหายบ้าง เปื่อยบ้าง

หวังว่าจะได้รับความกรุณาจากพระอาจารย์
กราบนมัสการ
สิริฉัตร อรรถเวทยวรวุฒิ

วิสัชนา : สติตั้งที่กองลม ก็คือควบคุมจิตให้ตั้งมั่น ให้จิตอยู่ในวิถีที่อยู่กับลมเข้าออก ที่สติควบคุมอยู่ เพื่อให้รู้อยู่กับลม จิตมันจึงอยู่ที่ลม มีสติกำกับรู้อยู่ตรงนั้น กำกับจิตให้อยู่กับลมเข้าออก ถ้าเรารู้อยู่ที่ลมเข้าออก ได้ทุกระยะโดยไม่ปล่อยให้จิตส่งออกไปที่อื่น จิตนั้นก็จะค่อยสงบลง โดยไม่ต้องบริกรรมใดๆ เป็นการปรับสภาพจิต ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นเรื่องที่ยากเพราะจิตมันกวัดแกว่งไปเรื่องต่างๆ เพราะเราไม่เคยควบคุม เราส่งส่ายจิตไปเรื่องต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งเป็นธรรมชาติของจิตที่มันกวัดแกว่งดิ้นรนไปในเรื่องต่างๆ นานา ความจริงการที่เราจะควบคุมจิตให้อยู่ที่ลม มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยแต่ทำได้ยาก ท่านจึงหาอุบายวิธี เราสูดลมเข้า แล้วเหยียดกายขึ้นพร้อมกันเพื่อปรับสภาพ แล้วกำหนดรู้อยู่ที่ลมเข้าออก

๑.ฝึกอุบายวิธีนับระหว่างลมเข้าออก
เมื่อเราหายใจเข้า ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วปล่อยลมออก

ต่อไปหายใจเข้า ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ แล้วปล่อยลมออก

ต่อไปหายใจเข้า ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ แล้วปล่อยลมออก

ต่อไปหายใจเข้า ให้ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ แล้วปล่อยลมออก

ต่อไปหายใจเข้า ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ แล้วปล่อยลมออก

ต่อไปหายใจเข้า ให้หยุดลมกลั้นใจไว้แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ แล้วปล่อยลมออก

ขณะนับให้หยุดลมให้นิ่ง เมื่อครบแล้วกลับมาเริ่มนับ ๑๕ ใหม่จนครบ ๑๑๐ ทำหลายๆ รอบ จิตก็จะสงบลง เป็นการให้จิตทำงานอยู่ที่การรู้นับ โดยนับขณะที่กลั้นลมคือ ระหว่างลมเข้ากับลมออก ไม่ใช่ขณะลมเข้าขณะลมออก เป็นอุบายวิธีหนึ่งของอานาปานสติแบบที่ใช้การนับ ที่ให้จิตอยู่ที่การรู้นับเหมาะกับคนหนุ่มสาวที่ยังมีความคิดอ่านไม่เข้าใกล้พระศาสนามากนัก จะให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ยังห่างจิตอยู่ ยังอยู่กับโลก ดังนั้น จึงให้ใช้วิธีการนับซึ่งคุ้นเคย จิตก็จะสงบ ความสงบเกิดจากการที่จิตค่อยๆ ลดการนึกคิดมาอยู่ที่การนับ การนับไม่ให้โทษ และกลับเป็นคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาจิต เมื่อนำมาใช้ประกอบกับการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก

สำคัญคืออย่านั่งผ่อนกาย สูดลมเข้าเหยียดกายขึ้น ตั้งกายตรง หากหย่อนกาย การปฏิบัติจะไม่ได้ผล ลมเดินไม่สะดวก มันจะทุกข์ นั่งหย่อนกาย ผ่อนกาย พิงฝา พิงเสา เอนกายลงนอนนั้นผิด เพราะเราจะไม่ได้กำลังจิต จะขาดสติขาดสัมปชัญญะ และก็จะไม่ได้สมาธิ เผลอตัว ผล็อยหลับ การขาดสติและสัมปชัญญะ เพราะเราขาดการรู้ควบคุมกาย เราไม่ได้รู้กาย หากใครหย่อนผ่อนกายลงโดยไม่รู้ตัว แสดงว่าเราเสียสัมปชัญญะ คือความรู้ชอบในการควบคุมกาย และจะไม่สามารถรวมกายและจิตให้สู่ความเป็นหนึ่งได้ ซึ่งก็ผิดแล้ว และร่างกายก็จะเจ็บปวดมากขึ้น เพราะทุกข์เวทนาจะเข้ามาสู่จิตด้วยกำลังอุปาทานในขันธ์ ๕ ที่ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม จิตยังเสพความปรุงแต่งอยู่อย่างเต็มกำลัง จึงทุกข์หนอ! ทุกข์หนอ! และนำไปสู่ ถอยหนอ! หนีหนอ! นอนหนอ! ไม่เอาหนอ! เป็นที่สุดตามวิสัยของปุถุชนคนเสพกาม เราจึงควรควบคุมกายจิตให้ตั้งมั่นโดยการสูดลมเข้าแล้วเหยียดกายขึ้น กายตั้งตรง หน้าตั้งตรง เลือดลมจะวิ่งตามลำดับข้อต่อกระดูกสันหลัง เป็นไปตามสรีระของคนเราที่ลำตัวข้อกระดูกตั้งตรงโดยเราต้องหายใจให้ลมวิ่งลงไปตามข้อกระดูก แม้ลมหายใจออกก็เช่นเดียวกัน เรียกลมคู่ดังกล่าวว่า อัสสาสะปัสสาสะ และถ้ากายไม่ตั้งตรง หายใจเข้าไปก็จะไปไม่ทั่วถึง เกิดลมขัง ตามข้อต่อกระดูกต่างๆ นำไปสู่เวทนามากขึ้น (วันนี้ให้ฝึกเท่านี้ก่อน ไปฝึกทำตอนที่ว่าง)

๒.เอาสติกำหนดรู้อยู่ตรงกลางอก หรือตำแหน่งในระดับศูนย์กลางกาย ราวนมภายในลำตัวของเรา เรียกว่าศูนย์กลางกาย รู้อยู่ที่กายของเรา (กายคตานุสติ) ให้จิตเราสงบรวมลงๆ ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ส่งจิตไปภายนอก และเฝ้ามองหรือตามดู ตามรู้ ตามเห็น รู้ลักษณะจิตทุกชนิดตามจริง เพื่อปรับสภาพจิตให้ออกมาจากอารมณ์ที่ชอบใจ และไม่ชอบใจจนจิตเกิดความปราโมทย์ มีปีติสุข และควบคุมจิตให้ตั้งมั่น อย่าให้เกิดความขุ่นใจ ความไม่ชอบใจ ความกำหนัดยินดีใดๆ ถ้าเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจใดๆ ให้ละอารมณ์นั้นให้ดับ เพราะทั้งชอบและไม่ชอบล้วนเป็นขยะของจิต ทำให้จิตสกปรก เพราะการที่จิตไปยึดเหนี่ยวในอารมณ์ทั้งชอบและไม่ชอบ ทำให้นิวรณ์เข้าสู่จิต ทำให้สูญเสียสมาธิและการที่จิตไม่สงบ ก็จะเป็นทุกข์ ดิ้นรนทะยานอยาก วุ่นวายเหมือนเดิม จนขาดความเป็นสมาธิ เสียความตั้งมั่นของจิต แล้วเราก็จะเบื่อหน่าย ไม่ชอบใจ คับแค้นใจ นั่งไม่ได้ นั่งไม่เป็น เกิดความเจ็บปวด ทรมานกาย เพราะจิตไปรับรู้ เข้าไปเสพในเวทนาที่ปรุงแต่งจากธาตุขันธ์ทางกายนี้

อ่านต่อฉบับหน้า

**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท