
ฝึกปฏิบัติ-รับกรรมฐานสำหรับผู้สนใจ (๑)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ทราบมาว่าทางโพสต์ทูเดย์ได้จัดทำหนังสือ “ธรรมส่องโลก” รวมเล่ม ดิฉันมีความสนใจอยากเก็บไว้อ่านและนำมาฝึกปฏิบัติ ไม่ทราบว่าทำอย่างไรถึงจะได้หนังสือเล่มนี้ เพราะทุกวันนี้ใช้วิธีตัดเก็บไว้อ่าน ซึ่งก็ตกหล่นหายบ้าง เปื่อยบ้าง
หวังว่าจะได้รับความกรุณาจากพระอาจารย์
กราบนมัสการ
สิริฉัตร อรรถเวทยวรวุฒิ
วิสัชนา : ขอเจริญพรคณะสาธุชนผู้สนใจในธรรมด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา อันมีหลักคำสอนเป็นไปเพื่อความขจัดทุกข์ให้สิ้น เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์คือพระนิพพาน ดังที่โยมสิริฉัตรได้มีความสนใจศึกษาธรรมปฏิบัติจาก “ธรรมส่องโลก” ซึ่งบัดนี้ได้รวบรวมเป็นเล่มที่ ๒ โดยกองบรรณาธิการนสพ.โพสต์ทูเดย์ หากสนใจจะมีไว้เพื่อศึกษาก็ให้แจ้งความจำนงขอเข้ามาได้ จะจัดส่งไปให้ฟรี สำหรับโยมสิริฉัตรคงจะได้รับเล่มที่ ๑ แล้ว ถ้าสนใจเล่มที่ ๒ ก็ให้มีจดหมายเข้ามาอีกครั้ง
อนึ่ง ในการรวบรวมธรรมส่องโลกเป็นเล่ม ๑ เล่ม ๒ นั้น เป็นการคัดเลือกบทวิสัชนาธรรมบางเรื่อง มิได้จัดรวบรวมทั้งหมด เพราะในห้วงเวลา ๒ ปีเศษ อาตมาเขียนวิสัชนาธรรมไว้มากมายไม่เคยขาดตอนลงตีพิมพ์จันทร์ศุกร์ เว้นวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกับบุคคลทั่วไป เป็นการตอบเชิงพิเคราะห์สังเคราะห์ด้วยหลักธรรม ต้องอ้างอิง มีเหตุผล ต้องค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้อ่าน “ธรรมส่องโลก” ล้วนแล้วแต่เป็นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นส่วนใหญ่ และที่ยินดียิ่งเพราะมีผู้สนใจอ่านธรรมส่องโลกกันมากขึ้น อ้างอิงจากจดหมาย อีเมล และบุคคลที่แจ้งเข้ามา ก็นับว่าไม่เหนื่อยฟรี และสมตามเจตนาของอาตมา ซึ่งต้องการให้มีการศึกษาธรรมะผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ถึงบุคคลผู้สนใจศึกษาธรรมะเพื่อชีวิตที่ไม่ค่อยมีโอกาสเวลามาฟังธรรม มาปฏิบัติธรรมที่วัด เรียกว่าเป็นการส่งตรงธรรมะถึงบ้านเรือนโดยตรงอย่างแท้จริง พูดสมัยใหม่ว่าเป็นธรรมะเดลิเวอรีขนานแท้ (Dhamma Delivery)
จากข้อความในจดหมายของโยมสิริฉัตรที่ว่า “ดิฉันมีความสนใจอยากเก็บไว้อ่านและนำมาฝึกปฏิบัติ...” อาตมาจึงคัดเลือกธรรมปฏิบัติล่าสุดที่ได้สอนให้กับคณะพนักงานของบริษัท นิ่มซี่เส็ง ที่ไปเข้าอบรมฝึกปฏิบัติหรืออบรมกรรมฐาน (สมถะวิปัสสนา) ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย เมื่อปลายเดือนธ.ค. ๒๕๕๒ ซึ่งประเมินผลแล้วอยู่ในขั้นดีมาก เมื่อเทียบเคียงกับสภาพก่อนเข้ารับการฝึกอบรม โดยส่วนใหญ่ผู้เข้ารับการอบรมจะอยู่ในวัยหนุ่มสาว ยังห่างไกลกับการปฏิบัติ ความคุ้นเคยในพระศาสนาก็ไม่มากนัก ซึ่งต้องให้ความรู้ในศาสนกิจ ศาสนธรรม และคุณสมบัติของความเป็นชาวพุทธควบคู่กับการปฏิบัติ โดยต้องอบรมกันตั้งแต่กราบพระ ไหว้พระ เจริญพระพุทธมนต์จนเข้าสู่การปรับสภาพกายจิต เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติ ซึ่งต้องเน้นการปรับสภาพธาตุขันธ์ให้เกิดความสมดุลโดยการจงกรมกรรมฐานด้วยวิชาธาตุจนกายอ่อนจิตอ่อน กายเบาจิตเบา และกายจิต เพราะควรแก่การรับกรรมฐานหรือทำงาน จึงได้สอนอบรมจิตโดยเมตตาภาวนา ซึ่งต้องปรับสภาพจิตสู่ความเป็นสมาธิ (ตั้งมั่นของจิต) ด้วยอานาปานสติแบบการนับ อันเหมาะควรแก่คนในสังคมปัจจุบันซึ่งวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน แส่ส่าย ขี้หงุดหงิด อารมณ์ร้อน หวาดวิตก ขี้ระแวง และอ่อนไหวมากๆ ... เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติด้วย “กรรมฐานเมตตาภาวนา” ซึ่งเป็นธรรมโอสถชั้นเลิศในพระพุทธศาสนา จะได้พัฒนาจิตให้เข้มแข็ง สงบ และสะอาด เพื่อการเรียนรู้รับธรรมะชั้นสูง (วิปัสสนาญาณ) ต่อไปได้
อาตมาได้เรียบเรียงการปฏิบัติเป็นขั้นๆ ไม่ยุ่งยาก อ่านแล้วสามารถปฏิบัติได้เลย ทั้งนี้ในฐานะเราเป็นชาวพุทธ และเป็นวิชาในพระพุทธศาสนา ผู้ที่จะปฏิบัติอบรมจิตพึงจะต้องกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล หรือวิรัติศีลให้เรียบร้อย กราบระลึกถึงพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนศีลธรรมก่อนการปฏิบัติ เมื่อไหว้พระ รับศีลบูชาครูเรียบร้อยแล้ว พึงปฏิบัติไปตามขั้นตอนที่สอน ก็จะประสบผลสัมฤทธิ์ในการเจริญกรรมฐาน “เมตตาภาวนา” โดยมีหลักธรรมปฏิบัติดังนี้
คณะนิ่มซี่เส็งทั้งหมดพึงอยู่ในท่าเจริญสมาธิ นั่งตั้งกายตรง หันหน้าไปทางพระประธาน หลับตากำหนดรู้อยู่ที่ลมเข้าออก ลมเข้าเราก็รู้ว่าลมเข้า ลมออกก็รู้ว่าลมออก การที่เรารู้ลมเข้าออกก็เป็นการตั้งสติลงไปที่กองลม เพื่อกำกับจิตเราให้หยุดความวุ่นวาย ดิ้นรน แส่ส่าย ไม่ส่งส่ายจิตไปภายนอก ให้อยู่ที่ลมเข้าลมออก เพราะธรรมชาติของจิตมันกวัดแกว่ง มันดิ้นรน มันวุ่นวาย มันส่งส่ายไปเรื่องต่างๆ นานา มันไปเกี่ยวกับเรื่องที่เราชอบไม่ชอบ ให้ชอบให้ไม่ชอบ ให้สุขให้ทุกข์คละเคล้ากันไป และเราก็พบว่าสิ่งที่เราชอบหรือสุขนั้นมันก็ผันผวนเปลี่ยนแปรไป เป็นกฎธรรมชาติของความไม่เที่ยง มันจึงไม่ชอบ ไม่พอใจ คับแค้นใจ เป็นสิ่งที่ปรากฏสภาพอันแท้จริง เป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ที่แท้จริงจึงเกิดจากการที่จิตมันซัดส่ายไปเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ นานา ถ้าเรากำหนดรู้อยู่ที่ลมเข้าออกได้จริงๆ จิตก็สงบ มันเป็นสติปัฏฐานที่ตั้งอยู่บนฐานของกาย โดยใช้ลมเป็นตัวตั้งของสติ เมื่อจิตสงบลงมันก็รวมกัน ธรรมดามันรวมยาก มันไม่ยอมรู้อยู่ที่ลม การที่เอาลมเป็นตัวตั้งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของทุกกองกรรมฐานสำหรับทุกๆ คน แม้พระพุทธเจ้าก็ใช้ของลมเป็นที่ตั้งของสติ
อ่านต่อฉบับหน้า
**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132







